“เจ้าคิดว่ารอยอักขระบนผิวกายนั่น... คือพรจากสวรรค์ หรือคำสาปแช่งจากนรกกันแน่?”
เสียงเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ดังขึ้นในโสตประสาทของเย่เฉิน เขาไม่ได้หันกลับไปมอง แต่สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยและไอเย็นที่แผ่ออกมาจากสตรีผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง หลิวซือเยว่ นางผู้นี้เป็นเพียงคนเดียวที่ล่วงรู้ว่าภายใต้ร่างของศิษย์ตระกูลเสื่อมโทรมที่ถูกทอดทิ้ง คือวิญญาณของมหาเทพผู้เคยสั่นสะเทือนสวรรค์ทั้งเก้าชั้นฟ้า
เย่เฉินก้มมองฝ่ามือตนเอง อักขระสีทองที่เคยสลักไว้บนแท่นศิลาเมื่อหลายพันปีก่อน บัดนี้มันเลือนรางขยับเขยื้อนราวกับมีชีวิตอยู่ใต้ผิวหนังของเขา ความรู้สึกเจ็บปวดดั่งเข็มพันเล่มทิ่มแทงแล่นพล่านไปทั่วกระดูกไขสันหลัง แต่มันหาใช่ความเจ็บปวดที่น่าสะพรึงกลัวไม่ มันคือสัญญาณของการตื่นขึ้นของพลังที่เขาเคยผนึกไว้
“ไม่ว่าจะเป็นพรหรือคำสาป ข้าเป็นคนเลือกมันด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ข้าสลักมันลงบนหินก้อนนั้นแล้ว” เย่เฉินเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉยทว่าหนักแน่นดุจภูผา
เขากวาดนิ้วผ่านอากาศเบาๆ แหวนมิติโบราณที่สวมอยู่บนนิ้วชี้พลันเปล่งประกายสีครามเข้ม มันคือแหวนที่ติดตัวเขามาข้ามภพข้ามชาติ เป็นสิ่งเดียวที่กาลเวลาไม่อาจกัดกร่อนได้ เย่เฉินถ่ายทอดปราณจิตเพียงเล็กน้อยเข้าไปภายใน ห้วงมิติที่ถูกปิดตายมานานนับพันปีก็เปิดออก ดึงเอาไอหมอกสีมรกตจางๆ ออกมา ก่อนที่ตำราหนังมังกรเล่มหนึ่งจะปรากฏขึ้นกลางอากาศ
หลิวซือเยว่เบิกตากว้างเล็กน้อย นางก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว “นั่นคือ... เคล็ดวิชาที่สูญหายไปพร้อมกับยุคบรรพกาล?”
เย่เฉินไม่ตอบ เขาเปิดตำราออก หน้ากระดาษแต่ละแผ่นมิได้ทำจากกระดาษธรรมดา แต่ทำจากเกล็ดมังกรที่ผ่านการเคี่ยวกรำด้วยเพลิงนรก ตัวอักษรดิ้นพล่านราวกับตัวหนอนสีทอง ทันทีที่สายตาของเขาสัมผัสกับอักขระแรก ความรู้มหาศาลดุจสายน้ำหลากทะลักเข้าสู่สมองของเขา
*‘เคล็ดวิชากลืนกินฟ้า... ผู้ใดครอบครอง ผู้นั้นคือจุดจบของสวรรค์’*
เย่เฉินหลับตาลง พลังปราณรอบกายเริ่มปั่นป่วน อากาศภายในห้องโถงลับสั่นสะเทือน เสียงคำรามของสัตว์ร้ายจากห้วงมิติแว่วดังออกมาจากตัวตำรา เขาไม่ได้เพียงแค่ฝึกฝนวิชา แต่เขากำลัง ‘สื่อสาร’ กับมัน กระบวนท่าที่เคยซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ บัดนี้กลับกระจ่างแจ้งในใจราวกับมองเห็นฝ่ามือตนเอง
“ซือเยว่ ถอยออกไป...” เย่เฉินกระซิบ น้ำเสียงเริ่มสั่นพร่าด้วยพลังงานที่อัดแน่นจนเกินขีดจำกัด
“เจ้ากำลังจะทำอะไร!” หลิวซือเยว่ร้องถาม ใบหน้าที่เคยเย็นชาบัดนี้ฉายแววกังวล นางสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาจนพื้นหินใต้เท้าเริ่มร้าวราน
เย่เฉินไม่ได้ยินคำของนางแล้ว ในเวลานี้เขากำลังดำดิ่งสู่สภาวะ ‘ไร้ตัวตน’ ปราณฟ้าดินโดยรอบถูกดึงดูดเข้ามาหาสายลมหมุนวนกลางห้อง ก้อนพลังงานสีทองอร่ามก่อตัวขึ้นที่ปลายนิ้ว ก่อนจะพุ่งเข้าสู่รอยอักขระบนผิวกายของเขาอย่างรุนแรง
*ตึง!*
เสียงดั่งสายฟ้าฟาดลงบนแผ่นดิน ร่างของเย่เฉินสั่นกระตุกอย่างรุนแรง อักขระบนตัวเขาเริ่มเรืองแสงสว่างวาบจนมองไม่เห็นตัวคน ไอพลังที่เคยเป็นสีทองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทดุจหมึกจีน ผสานกับสีทองอร่ามกลายเป็นวงแหวนพลังที่กดข่มทุกสรรพสิ่ง นี่คือการทะลวงผ่านขอบเขตพลังที่ไม่มีใครในยุคนี้เคยเข้าถึง
เขากำลังกลืนกินฟ้า เพื่อสร้างฟ้าขึ้นมาใหม่ในร่างของตนเอง!
ทันใดนั้น แรงปะทะที่เกิดจากการบีบอัดของพลังก็ทำให้กำแพงห้องโถงพังทลายลง ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว หลิวซือเยว่ใช้กระบี่มังกรน้ำแข็งค้ำยันพื้นไว้เพื่อไม่ให้ถูกแรงลมดูดกลืน นางหรี่ตาลงมองผ่านกลุ่มควัน สิ่งที่นางเห็นคือเย่เฉินที่ลอยอยู่กลางอากาศ ดวงตาของเขาเปิดโพลง มันไม่ได้เป็นสีดำหรือสีทองอีกต่อไป แต่มันเป็นสีเทาหม่นราวกับไร้ซึ่งกาลเวลา
เขาลืมตาขึ้น และวินาทีนั้นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีร้อยลี้ก็เงียบสงัดลงอย่างประหลาด ราวกับว่าเวลาถูกแช่แข็งไว้
“ข้ากลับมาแล้ว...” เย่เฉินพึมพำ น้ำเสียงก้องกังวานดุจเทพเจ้าประกาศิต
ทว่าความเงียบนั้นคงอยู่เพียงชั่วครู่ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังแทรกเข้ามาท่ามกลางซากปรักหักพัง เสียงนั้นมิได้มีความเกรงกลัว แต่แฝงไปด้วยจิตสังหารที่เข้มข้นจนอากาศรอบข้างเปลี่ยนเป็นไอเย็นเยือก
“สมคำร่ำลือจริงๆ... ศิษย์ตระกูลเสื่อมโทรมที่ซ่อนสมบัติล้ำค่าที่สุดของบรรพกาลไว้กับตัว”
ร่างในชุดคลุมสีเทาเดินออกมาจากเงามืด มือที่ถือกระบี่สั่นไหวเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น เย่เฉินหรี่ตาลงมองผู้มาเยือนคนนั้น กลิ่นอายที่สัมผัสได้... มันคือกลิ่นอายที่เขารู้จักดีจากในอดีตชาติ
คนที่เคยเป็นคนสนิทที่สุดในวันวาน... คนที่แทงกระบี่ทะลุหัวใจของเขาในวันที่เขาสิ้นชีพ!
เย่เฉินแค่นยิ้มที่มุมปาก กระบี่ไร้ลักษณ์ที่เคยแตกสลายไปในแหวนมิติ บัดนี้กลับปรากฏขึ้นในมือของเขาอีกครั้ง พลังที่เพิ่งกลืนกินจากฟ้านำพาความคมกริบมาสู่คมกระบี่จนแม้แต่ช่องว่างระหว่างมิติยังถูกตัดขาด
“เจ้าช้าไปก้าวหนึ่งนะ... สหายเก่า”
เพลิงโอสถสวรรค์ขอกราบขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในมหากาพย์ครั้งนี้ด้วยกันนะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามข้ามกาลเวลา•ตอนที่ 2
เคล็ดวิชากลืนกินฟ้า
ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักนามข้ามกาลเวลา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
