"คุณแน่ใจแล้วเหรอคิน ว่าเราต้องย้อนกลับไปที่นั่น..."
เสียงของพราวสั่นเครือเล็กน้อย ปลายนิ้วเรียวที่กำลังกำสายกระเป๋าผ้าสีครีมแน่นจนข้อตะคริวขึ้นขาวโพลน แววตาของหญิงสาวสะท้อนความลังเลระคนหวาดหวั่นอย่างปิดไม่มิด เมื่อเงาอดีตอันยาวนานหลายปี กำลังทาบทับลงมาตรงหน้าอีกครั้งผ่านรอยยิ้มที่แฝงความหยิ่งทะนงของรินรดา
ในร้านกาแฟสีชมพูพาสเทลที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมหวานละมุนของวานิลลาและเอสเพรสโซ่คั่วบด ยามนี้กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น บรรยากาศรอบตัวหนาแน่นไปด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก รินรดากำลังยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์บาร์ด้วยท่าทีเหนือกว่า ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปรอบร้านด้วยรอยยิ้มเยาะที่ซ่อนอยู่มุมปาก
"พราว... มองหน้าผมสิครับ"
*อุп... เดี๋ยวก่อนนะคะ* ฉันเกือบเผลอหลุดคำลงท้ายแบบอื่นไปเสียแล้ว นักเขียนอย่างเมฆหมอกสีชมพูต้องมีสติเสมอค่ะ! มาลุยกันต่อด้วยความละมุนและเข้มข้นกันนะคะ
คินขยับตัวเข้ามาประชิดร่างบางอย่างมั่น องคาพยพทุกส่วนของเชฟหนุ่มมาดนิ่งแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยว แววตาที่เคยราบเรียบเย็นชาในอดีต บัดนี้กลับฉายประกายความอบอุ่นลึกซึ้งยามที่ทอดมองพราว ฝ่ามือใหญ่ที่มักจะอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของแป้งพายและเนยสด ค่อยๆ เอื้อมมากุมมือสั่นเทาของพราวไว้แนบแน่น
"เราหนีมันมานานเกินไปแล้วพราว อดีตไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิดหรอกครับ ถ้าเราเดินหน้าต่อโดยที่ข้างหลังยังมีเงาดำนี้คอยตามหลอกหลอน เราไม่มีวันมีความสุขกับกลิ่นกาแฟและเบเกอรี่ในร้านของเราได้อย่างแท้จริงหรอกนะ" คินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และหนักแน่นพอที่จะสลายกำแพงความกลัวในใจของหญิงสาวทีละน้อย
รินรดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง
"พูดได้ดีนี่คิน... นึกว่าความทรงจำที่ตึกเก่าริมแม่น้ำนั่น จะทำให้เธอฝังใจจนไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบกลับไปซะอีก รู้ไหมคะว่าฉันรอวันนี้มานานแค่ไหน วันที่พวกคุณสองคนจะกล้าพอที่จะมาเผชิญหน้ากับความจริง ว่าสิ่งที่พวกคุณพยายามสร้างขึ้นมา มันเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาบนซากปรักหักพังของความผิดพลาดในอดีต!"
คำพูดเชือดเฉือนของรินรดาไม่ได้ทำให้คินหวั่นไหวเหมือนในอดีตอีกต่อไป เชฟหนุ่มดึงพราวเข้ามาโอบกอดไว้หลวมๆ เพื่อถ่ายทอดไออุ่นและพลังใจ สัมผัสจากอ้อมแขนนั้นทำให้พราวสูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอายเฉพาะตัวของคิน—กลิ่นหอมสะอาดของกาแฟผสมกับความอบอุ่นของคนตรงหน้า—ช่วยดึงสติให้เธอกลับคืนมาได้ ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววตื่นตระหนก ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยว
"ขอบคุณนะคะริน ที่เตือนให้ฉันรู้ว่าอดีตมันเจ็บปวดแค่ไหน..." พราวสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ รวบรวมความกล้าทั้งหมดก้าวออกมาจากด้านหลังของคิน ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับชายคนรักอย่างสง่างาม "แต่คนที่กลัวและติดอยู่กับอดีต... จริงๆ แล้วไม่ใช่พวกเราหรอกค่ะ แต่เป็นคุณต่างหาก ที่พยายามดึงรั้งสิ่งตายไปแล้วให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาด้วยความอิจฉา"
รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของรินรดาแข็งค้างทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่คิดว่าหญิงสาวที่เคยอ่อนแอและขี้ขลาดอย่างพราว จะกล้าเอ่ยวาจาเชือดเฉือนกลับมาได้อย่างเจ็บแสบและนิ่งสงบถึงเพียงนี้
"ปากเก่งขึ้นนี่พราว ระวังตัวไว้เถอะค่ะ... ความลับที่ถูกฝังไว้ใต้ก้นบึ้งของความทรงจำที่ตึกนั้น ถ้ามันถูกขุดคุ้ยขึ้นมาเมื่อไหร่ คนที่จะทนอยู่ไม่ได้... ก็คือพวกคุณสองคนนี่แหละ!" รินรดาตวัดสายตาด้วยความแค้นเคือง ก่อนจะหมุนตัวสะบัดหน้าเดินออกจากร้านกาแฟสีชมพูไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงเสียงส้นสูงที่กระทบพื้นกระเบื้องดังก้องกังวาน
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมร้านอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว หากแต่เป็นความเงียบที่เปิดโอกาสให้หัวใจทั้งสองดวงได้สื่อสารกันในความลึกซึ้ง
คินมองหน้าพราวด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ นิ้วเรียวเกลี่ยปอยผมที่คลอเคลียแก้มเนียนของหญิงสาวอย่างทะนุถนอม "คุณเก่งมากครับพราว..."
"ถ้าไม่มีคุณคอยจับมือไว้... ฉันคงไม่กล้าพอหรอกค่ะ" พราวแย้มยิ้มออกมาได้ในที่สุด รอยยิ้มที่งดงามและบริสุทธิ์ที่สุดตั้งแต่เปิดร้านมา "เราไปกันเธอนะคะ... ไปเผชิญหน้ากับมันให้จบ เพื่อที่เราจะได้เริ่มต้นบทใหม่ของพวกเราอย่างแท้จริงเสียที"
การเดินทางสู่ "ตึกเก่าริมแม่น้ำ" สถานที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของแผลเป็นในอité (อดีต) และเป็นจุดจบของความสัมพันธ์ครั้งเก่า ดำเนินไปท่ามกลางความเงียบงันภายในรถยนต์คันเล็ก คินขับรถด้วยความนุ่มนวล มือข้างหนึ่งยังคงกุมมือของพราวไว้หลวมๆ ราวกับจะย้ำเตือนว่าเขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากเธอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเบื้องหลังประตูบานนั้น
เมื่อรถยนต์จอดสนิทหน้าอาคารสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมสายน้ำเจ้าพระยา บรรยากาศรอบด้านช่างเงียบเหงาและวังเวง ตัวตึกสีเหลืองหม่นที่กะเทาะร่อนตามกาลเวลา เต็มไปด้วยความทรงจำอันมืดมนที่พราวพยายามหนีมาตลอดหลายปี คินดับเครื่องยนต์ หันมาสบตาพราวพร้อมกับบีบมือเธอเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ
ทั้งคู่ก้าวลงจากรถ ก้าวเดินเคียงข้างกันผ่านประตูรั้วเหล็กดัดที่ขึ้นสนิม เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับดังขึ้นราวกับเสียงกระซิบจากอดีตที่ต้อนรับการกลับมาของพวกเขาทีละก้าว... ทีละก้าว... จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ของตัวอาคาร
คินยื่นมือไปผลักประตูบานนั้นให้เปิดออก แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้าไปกระทบกับฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศ และภาพภายในห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยเศษซากความทรงจำก็ปรากฏแก่สายตา
ทว่า... ท่าความเงียบงันและกลิ่นอายของความอับชื้น เสียงฝีเท้าของใครอีกคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากมุมมืดของบันไดวนด้านใน พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดังก้องกังวาน
*แปะ... แปะ... แปะ...*
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ลูกชาย แม่รอพวกเธอมานานเหลือเกิน"
---
จากใจ เมฆหมอกสีชมพูค่ะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางและจับมือเคียงข้างพราวกับคินมาจนถึงตอนนี้นะคะ
สูตรรักละมุนใจในร้านกาแฟสีชมพู•ตอนที่ 44
ก้าวต่อไป
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรรักละมุนใจในร้านกาแฟสีชมพู นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!