เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นระรัวจนแก้วหูแทบแตก แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานสาดส่องสลับกับความมืดทึบในห้องชุดเพนต์เฮาส์หรู บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจากเหตุการณ์ลึกลับเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอลหม่านในเสี้ยววินาที คณาธิปสบถเบาๆ ในลำคอ ร่างเพรียวในชุดสถาปนิกยับยู่ยี่ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้หัวใจจะเต้นโครมครามด้วยความตกใจ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและการปกป้องแปลนงานบนโต๊ะกลับทำงานเร็วกว่า
"อย่าบอกนะว่าตึกนี้ระบบความปลอดภัยพังเพราะคุณไปกดอะไรเข้าอีก" คณาธิปหันไปตวัดสายตาใส่ร่างสูงที่ยังคงยืนนิ่งสนิทราวกับไม่สะทกสะท้านต่อเสียงไซเรน
ภาคินไม่ตอบ ทว่าดวงตาคมกริบสีเข้มคู่นั้นกลับหรี่ลงเล็กน้อย ขายาวก้าวฉับๆ เข้ามาประชิดตัวคนตัวเล็กกว่าในระยะประชิด มือหนาคว้าข้อแขนเรียวไว้มั่นก่อนที่คณาธิปจะทันได้ขยับหนีไปไหน แรงดึงนั้นหนักแน่นแต่มั่น
"ระบบไม่ได้พัง... แต่มีคนกำลังพยายามเจาะเข้ามาชั้นนี้ทางระเบียง" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบข้างใบหู น้ำเสียงเรียบสนิทแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันที่ทำเอาคณาธิปนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
"ว่าไงนะ..."
"เงียบก่อนน่า คุณสถาปนิกปากแข็ง"
ภาคินดึงรั้งร่างบางให้เข้ามาหลบหลังเสาปูนเปลือยโครงสร้างห้อง จังหวะนั้นเองที่กระจกบานเลื่อนระเบียงด้านนอกส่งเสียงก๊อกแก๊กเบาๆ ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ยังคงแผדเสียงกู่ร้อง
กระต่ายพระจันทร์ขอพาคุณรี้ดทุกท่านมาสัมผัสกับความระทึกที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความใกล้ชิดที่แนบแน่นจนเกินความจำเป็น เมื่อแผ่นหลังบางแนบชิดกับอกแกร่งของอัลฟาหนุ่ม ความร้อนจากร่างกายที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้าทำให้คณาธิปต้องกลั้นหายใจ
กลิ่นฟีโรโมนกลิ่นสนซีดาร์ปะปนกับกลิ่นฝนจางๆ ลอยอบอวลกลบกลิ่นอายความตื่นตระหนกจนหมดสิ้น ภาคินโน้มใบลงมาใกล้จนปลายจมูกโด่งเกือบจะแตะเข้ากับเส้นผมสีเข้ม สัมผัสอุ่นร้อนที่รินรดอยู่เหนือขมับทำให้สถาปนิกหนุ่มพยายามขยับตัวถอยหนี แต่ทว่าอ้อมแขนแกร่งที่โอบเอวสอบไว้ราวกับคีมเหล็กกลับตรึงเขาไว้แน่นหนา
"ปล่อยนะ... ผมหายใจไม่ออก" คณาธิปเอ็ดเสียงลอดไรฟัน พยายามดันอกอีกฝ่ายออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ภาคินกลับทำเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นอย่างกวนประสาท ยิ่งอีกฝ่ายดิ้นรน วงแขนที่โอบกอดก็ยิ่งกระชับแน่นขึ้นอย่างไร้ยางอาย
"ถ้าปล่อยตอนนี้ คุณอาจจะโดนเป่าหัวด้วยกระสุนยาสลบจากระเบียงก็ได้นะ... หรือว่าคุณอยากลองพิสูจน์ดูล่ะครับ?"
คำขู่หน้าตายทำให้คณาธิปต้องกัดริมฝีปากล่างอย่างขัดใจ ดวงตากลมโตตวัดมองค้อนวงหน้าคมคายที่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ "คุณนี่มัน... หาเรื่องใส่ตัวเก่งเป็นที่หนึ่งเลยสินะ"
"เป็นห่วงผมก็บอกมาตรงๆ เถอะน่า สีหน้าคุณตอนนี้มันฟ้องหมดแล้วว่ากลัวผมโดนยิงมากกว่ากลัวตัวเองตายซะอีก" ภาคินหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาพราวระยับที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และประกายความคลั่งรักที่ปิดไม่มิด
"หลงตัวเองที่สุด!"
ก่อนที่สงครามประสาทขนาดย่อมจะได้ดำเนินต่อ เสียงสัญญาณเตือนภัยก็พลันเงียบกริบลงพร้อมกันอย่างไร้ร่องรอย แสงไฟสีแดงบนเพดานแปรเปลี่ยนกลับมาเป็นแสงไฟสีขาวนวลตาตามปกติ ภาคินถอนหายใจยาวเหยียดออกมาก่อนจะยอมคลายวงแขนที่โอบกอดออกอย่างนึกเสียดาย ทว่ามือหนากลับยังคงถือวิสาสะกุมมือเรียวของคณาธิปเอาไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยให้เป็นอิสระ
"เฮ้... ปล่อยมือผมได้แล้วมั้ง เหตุการณ์สงบแล้วนี่" คณาธิปชักสีหน้าใส่พ่วงด้วยการพยายามดึงมือกลับ แต่ภาคินกลับใช้นิ้วโป้งลูบไล้หลังมือเนียนแผ่วเบาราวกับจะปลอบประโลมกลายๆ
"มือเย็นเฉียบ... ไหนบอกว่าไม่กลัวไงครับ" เสียงทุ้มเอ่ยเย้าด้วยความเอ็นดู ความตึงเครียดเมื่อครู่อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงบรรยากาศยามเช้าที่อบอวลไปด้วยความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ซีอีโอหนุ่มจอมกวนแสดงออกมาชัดเจนจนคนถูกกระทำต้องเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยแดงจางๆ ที่ลามเลียพวงแก้ม
คณาธิปเม้มปากแน่น หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะให้กับความอ่อนโยนที่หลุดออกมาจากพ่อหนุ่มอัลฟาปากร้ายคนนี้ มันไม่ใช่สัมผัสที่รุกล้ำแบบเคย แต่มันคือความห่วงใยที่แนบเนียนจนน่ากลัว
"ผมไม่ได้กลัว... แค่หงุดหงิดที่แบบแปลนโครงสร้างตึกมันสั่นสะเทือนต่างหาก" คนปากแข็งยังคงหาข้อแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
ภาคินระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าหวานที่ไม่ยอมสบตาด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ เขาขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิมอีกนิด ใช้ปลายนิ้วเชยคางมนให้เงยขึ้นสบตากันตรงๆ "ปากแข็งเก่งเป็นที่หนึ่งเลยนะคุณเนี่ย... แต่ไม่เป็นไร ผมมีวิธีทำให้คุณยอมจำนนได้หลายวิธีเลยล่ะ"
"คุณภาคิน!" คณาธิปถลึงตาใส่ ทว่ายังไม่ทันจะได้เอאะอะโวยวายอะไรต่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ตามด้วยเสียงหอบแฮกของธนัตถ์ที่ดังทะลุบานประตูไม้หนาเข้ามา
"ไอ้คิน! ไอ้ภาคิน! พวกแกสองคนปลอดภัยดีไหมวะ! เกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ยระบบตึกถึงได้รวนทั้งระบบแบบนี้!"
คณาธิปสะดุ้งสุดตัว รีบสะบัดมือออกจากการกุมของภาคินทันที ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ด้วยความกลัวว่าเพื่อนสนิทสายฮาจะเข้ามาเห็นภาพชวนเข้าใจผิดระหว่างเขากับซีอีโอหนุ่ม
ภาคินสบถเบาๆ อย่างขัดใจที่จังหวะเวลาขัดลาภช่างเหมาะเจาะเสียเหลือเกิน ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบนิ่งสนิทดังเดิมก่อนจะก้าวเดินไปปลดล็อกกลอนประตูแล้วดึงเปิดออกกว้าง
ธนัตถ์ยืนหอบเหนื่อยอยู่หน้าห้อง สีหน้าตื่นตระหนกเหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่ทว่า... ด้านหลังของธนัตถ์ กลับมีร่างสูงโปร่งของใครอีกคนก้าวตามเข้ามาด้วย ร่างนั้นสวมสูทสั่งตัดราคาแพงระยับ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายรubรื่นไปด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบที่ส่งตรงมายังคณาธิป
ดวงตาคู่นั้น... เต็มไปด้วยประกายความคุ้นเคยและความท้าทายที่ทำให้บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือในพริบตา
"สวัสดีครับคุณสถาปนิก... ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ คณาธิป"
คณาธิปเบิกตากว้าง สีหน้าถอดสีลงทันทีราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด
"พ... พีรพัชร..."
กระต่ายพระจันทร์ขอบอกเลยนะคะว่า ตอนหน้าเดือดแน่ เตรียมทิชชMซับเหงื่อและหมอนไว้จิกกันให้ดีนะคะคุณรี้ด!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาฟินและอินไปกับตัวละครนะคะ เลิฟยูค่ะ!
อัลฟาเจ้าเล่ห์กับสถาปนิกปากแข็ง•ตอนที่ 10
เช้าวันใหม่กับความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไป
ผลงานโดย กระต่ายพระจันทร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระต่ายพระจันทร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อัลฟาเจ้าเล่ห์กับสถาปนิกปากแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!