"ไสหัวไปซะ! ขยะไร้ค่าเช่นเจ้า กล้าดีอย่างไรจึงอาจเอื้อมมาเหยียบย่าง ณ บันไดหินสวรรค์แห่งสำนักกระบี่นภา!"
เสียงตวาดก้องกังวานดุจสายัณห์อัสนีฟาดผ่าลงกลางลานพิธีทดสอบ คลื่นพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นเก้าแผ่พุ่งกดดันจนแผ่นหินปูพื้นรอบบริเวณร้าวรานเป็นทางยาว ทว่าท่ามกลางแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวสะอาดดุจหิมะแรกย่างกลับยืนหยัดอย่างมั่นคง มุมปากของลู่เฉินประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันบางเบา แววตาดำขลับคู่นั้นลุ่มลึกดุจก้นบึ้งของห้วงมหาสมุทร ไม่มีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย
ลู่เฉินกวาดสายตามองศิษย์สายในผู้ดูแลการคัดเลือกนามว่า 'หานเฟิง' ผู้ซึ่งกำลังแสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง เขายกสุรากลืนลงคออึกหนึ่ง กลิ่นอายสุราฤทธิ์แรงแผ่ซ่านผสมผสานกับจิตสังหารอันบางเบาที่ถูกกดเก็บไว้ภายใต้ท่าทีเกียจคร้าน
"บันไดหินสวรรค์นี้ สร้างขึ้นด้วยศิลาตงเหล็กเจ็ดดาว หาใช่ที่สำหรับสุนัขรับใช้เช่นเจ้ามาเที่ยวเห่าหอนขวางทางสุนัขไม่" น้ำเสียงราบเรียบแต่บาดลึกถึงกระดูกดำดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของลู่เฉิน
"เจ้า! เดรัจฉานน้อย เจ้ากล้าดียังไง..." หานเฟิงหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธเกรี้ยว กระบี่ในฝักสั่นระริกส่งเสียง 'กริ๊ง' กังวานด้วยจิตสังหารที่พรั่งพรู มันไม่คาดคิดว่าศิษย์สาย外 (นอก) จากตระกูลตกต่ำผู้หนึ่ง จะกล้าต่อปากต่อคำกับผู้ดูแลเช่นมันต่อหน้าผู้คนนับพัน
บรรยากาศรอบลานคัดเลือกพลันเงียบกริบลงทันที สายตานับร้อยคู่ของผู้สมัครเข้ารับการทดสอบต่างจับจ้องมายังจุดเกิดเหตุด้วยความรู้สึกหลากหลาย บ้างสมน้ำหน้า บ้างเวทนา และบ้างก็รอคอยชมความฉิบหายของเด็กหนุ่มผู้รนหาที่ตาย
ทว่า ในห้วงมิติอันว่างเปล่าเหนือหมู่เมฆเบื้องบน มีเงาร่างหนึ่งยืนสง่านิ่งอยู่บนยอดสนโบราณ นางเซียนผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี ไป๋จิงซู นางทอดสายตาลงมาเบื้องล่างผ่านม่านหมอกหนา แววตาคู่คมกริบดุจกระบี่เหมันต์ทอประกายความห่วงใยที่ซ่อนเร้นไว้อย่างมิดชิด ภายใต้ความเย็นชาที่ผู้คนต่างหวาดกลัว หัวใจของนางกลับสั่นไหวทุกคราที่เห็นท่าทีทะนงตนราวกับไม่เห็นฟ้าดินอยู่ในสายตาของบุรุษผู้นั้น
*‘ลู่เฉิน... เจ้ายังคงเป็นเจ้าผู้ดื้อรั้นไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าชาติภพใด ก็ยังคงชอบใช้คมกระบี่และวาจาท้าทายสวรรค์เช่นนี้’* ไป๋จิงซูพึมพำในใจ นิ้วเรียวบางลูบไล้ด้ามกระบี่เหมันต์ข้างกายเบาๆ หากหานเฟิงกล้าลงมือเกินขอบเขต นางย่อมไม่ลังเลที่จะใช้กระบี่โลหิตนี้ล้างบางสำนักกระบี่นภาให้สิ้นซากในกระบี่เดียว
"หากเจ้าอยากทดสอบฝีมือ ก็จงชักกระบี่ออกมา" ลู่เฉินกล่าวอย่างไม่แยแส มือขวาแตะสัมผัสด้ามกระบี่เหล็กดำสนิทที่สะพายอยู่บนหลัง ความทรงจำจากชาติภพก่อนหลั่งไหลเข้ามาประเดประดัง มหาเทพกระบี่ผู้เคยสยบเก้าสวรรค์แปดดินแดน ไยจะต้องมา ก้มหัวให้มดปลวกเช่นนี้?
"สามหันนัก! รับกระบี่สำนักนภาสวรรค์!"
หานเฟิงบันดาลโทสะจนขีดสุด พลังปราณระเบิดออกรอบตัว ร่างพุ่งทะยานเข้าหาลู่เฉินด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ประกายกระบี่สีครามสว่างวาบดุจดาราตก เบื้องหน้าของมันคือการปลิดชีพขยะไร้ค่าเพื่อประกาศศักดา ทว่า... สำหรับลู่เฉินแล้ว ความเร็วนั้นช้าดุจเต่าคลาน
ดวงตาของลู่เฉินหรี่ลงเล็กน้อย โลกทั้งใบพลันหยุดนิ่งในเสี้ยววินาทีนั้น สายลมที่พัดผ่านกลายเป็นเชื่องช้า สัจธรรมแห่งวิถีกระบี่หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณ เขาไม่แม้แต่จะขยับเท้าถอยหลัง เพียงแค่ก้าวออกไปครึ่งก้าว ปลายนิ้วดีดลงบนด้ามกระบี่เบาๆ
*กริ๊ง...*
เสียงกระบี่กระทบฝักดังกังวานใสราดรดจิตใจของผู้คน ประกายกระบี่สีดำสนิทสายหนึ่งพาดผ่านความว่างเปล่าอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาดในคืนเดือนมืด ไม่มีเสียงระเบิดกึกก้อง ไม่มีแรงลมมหาศาล มีเพียงความคมกริบที่ตัดผ่านทุกสิ่งอย่างไร้ร่องรอย!
*ฉับ!*
ร่างของหานเฟิงที่พุ่งทะยานเข้ามาพลันแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เส้นผมสีดำสยายร่วงหล่นลงทีละเส้น ตามด้วยรอยขาดกึ่งกลางชุดคลุม และหยดโลหิตสีแดงฉานที่ค่อยๆ ซึมผ่านหน้าอกออกมาอย่างช้าๆ
มันก้มลงมองหน้าอกตนเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ กระบี่ของมันยังไม่ทันได้สัมผัสเป้าหมายด้วยซ้ำ แต่คอหอยของมันกลับเย็นเยียบดุจถูกแช่แข็งด้วยน้ำค้างสวรรค์ ปลายกระบี่สีดำของลู่เฉินจ่ออยู่ที่จุดชีพจรสำคัญบนคอหอยของมัน ห่างเพียงเสี้ยวลมหายใจกั้น!
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานพิธีอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่เสียงหายใจก็ยังแทบไม่มีใครกล้าส่งออกมา ผู้ดูแลการคัดเลือกขั้นหลอมรวมลมปราณขั้นเก้า พ่ายแพ้ให้กับเด็กหนุ่มผู้ปรากฏตัวด้วยวิถีกระบี่เพียงกระบวนท่าเดียว! และที่สำคัญ... ลู่เฉินยังไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยซ้ำ!
ลู่เฉินเก็บนิ้วกลับ สีหน้ายังคงราบเรียบไร้อารมณ์ เขายกไหสุราขึ้นดื่มอีกอึกอย่างสบายใจ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นกังวาน
"สำนักกระบี่นภาอันดับหนึ่งแห่งแคว้น... ดูท่าจะมีดีแค่ปากกระมัง?"
คำพูดนี้ดุจตบหน้าผู้อาวุโสและศิษย์ทั้งสำนักอย่างจัง ท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดนั้นเอง ม่านหมอกหนาทึบเบื้องบนพลันแตกกระจายด้วยแรงกดดันมหาศาลที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม เสียงหัวเราะเยือกเย็นอันทรงอำนาจดังสะท้อนก้องมาจากตำหนักลอยฟ้าเบื้องบน
"สามหัน! สามหันยิ่งนัก! ผู้เยาว์ เจ้ามีนามว่าอะไร ถึงกล้าอาจหาญถึงเพียงนี้ในเขตปกครองของสำนักกระบี่นภา!"
ร่างเงาของชายชราในชุดคลุมสีทองปักลายกระบี่ไขว้ปรากฏขึ้นกลางอากาศ พลังปราณขอบเขตสวรรค์ขั้นก่อเกิดแผ่พยายมกดทับลงมาจนผู้สมัครนับพันคนทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ทว่าลู่เฉินกลับยืนหยัดตระหง่าน เงยหน้าสบตากับผู้อาวุโสสูงสุดผู้นั้นโดยไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย
ทว่า ก่อนที่ลู่เฉินจะทันได้เอ่ยปากตอบโต้ ประกายแสงสีฟ้าครามสายหนึ่งก็พุ่งแหวกฟ้าลงมาขวางกั้นระหว่างเขากับผู้อาวุโสชุดทอง ร่างระหงของไป๋จิงซูยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหน้าลู่เฉินอย่างปกป้อง ใบหน้างดงามเย็นชาไร้ความรู้สึกเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่สั่นสะทือนไปถึงขั้วหัวใจของทุกคน
"ผู้ใดรังแกคนของตำหนักน้ำค้างสวรรค์... จงก้าวออกมารับความตาย!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพและดื่มด่ำไปกับวิถีเซียนด้วยกันนะครับ เซียนสุราเมามายจะรินสุราและร้อยเรียงอักษรเพื่อทุกท่านในตอนต่อไปอย่างสุดฝีมือครับ
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 11
มุ่งสู่สำนักกระบี่นภา
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!