กลิ่นอายสุราหมักร้อยวันยังคงค้างอยู่ในลำคอของ "เซียนสุราเมามาย" เช่นเดียวกับเรื่องราวในยุทธภพที่ไม่อาจคาดเดาได้... สวัสดีมิตรรักนักอ่านทุกท่านนะครับ เรามาพบกันต่อในตอนที่ 13 นี้ ที่รับรองว่าความเข้มข้นจะพุ่งทะยานดุจกระบี่แหวกเมฆาอย่างแน่นอนครับ เชิญทุกท่านรินสุราบำเพ็ญเพียรแล้วดื่มด่ำไปกับเรื่องราวพร้อมกันได้เลยครับ
***
"หากเจ้ายังก้าวเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว… กระบี่ในมือข้าจักไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น"
สุ้มเสียงเย็นเยียบราวกับเกล็ดน้ำค้างกลางฤดูหนาวสะท้อนก้องผ่านความเงียบงันของผืนป่าไผ่เหมันต์ ไป๋จิงซูยืนตระหง่านอยู่บนยอดไผ่เอนอ่อน อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปลิวไสวตามกระแสลมปราณที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างจนเกิดเป็นละอองหมอกสีเงินยวง ดวงพักตร์งดงามล้ำเลิศไร้ที่ติทว่าราบเรียบราวน้ำแข็งพันปี นัยน์ตาสีรัตติกาลคู่นั้นจับจ้องร่างของบุรุษเบื้องล่างด้วยความระแวดระวังและเยือกเย็น
ทว่า ลู่เฉิน กลับหาได้สะท้อนความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขายืนไขว่ห้างพิงลำไผ่ใหญ่อย่างเกียจคร้าน ใบหน้าคมคายปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ดวงตาคู่นคมกริบดุจพญาอินทรีมองนางด้วยแววตาที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหยั่งถึง อดีตมหาเทพกระบี่ผู้กลับชาติมาเกิดย่อมรู้ดีว่า ภายใต้ท่าทีที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของสตรีผู้นำสำนักตำหนักน้ำค้างสวรรค์นางนี้ ซ่อนเร้นความรู้สึกอันร้อนรุ่มที่นางมีต่อเขาเพียงผู้เดียวมานานนับภพชาติ
"ไป๋จิงซู… ผ่านไปร้อยปี ฝีมือการแช่แข็งหัวใจของเจ้าพัฒนาขึ้นไม่น้อย แต่ดูท่าว่า… เพลงกระบี่น้ำค้างสวรรค์ของเจ้าคงจะฝืดเคืองลงไปถนัดตา กระทั่งจิตสังหารยังสั่นคลอนยามเมื่อเห็นหน้าข้าเช่นนี้เชียวหรือ" ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจของนางเซียนผู้สูงส่ง
เปรี๊ยะ!
เศษใบไผ่รอบกายแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา เมื่อพลังปราณเหมันต์ของไป๋จิงซูปะทุขึ้นอย่างรุนแรงจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว นางขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นรูป รังสีฆ่าฟันพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าจนหมู่เมฆแตกกระจาย
"ลู่เฉิน! เจ้าคนสามหาว! วาจาสามัคคีเภทเช่นนี้ยังมีหน้ากล่าวออกมาได้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าดึงดันฝืนลิขิตฟ้าในวันนั้น… สำนักของข้ากับเจ้าจะมีสภาพเช่นนี้หรือ! วันนี้ ข้าจะใช้กระบี่เหมันต์สยบความสามหาวของเจ้าด้วยมือของข้าเอง!"
สิ้นเสียงคำรามก้อง ไป๋จิงซูก็หายตัวไปจากยอดไผ่ราวกับภูตผี ความเร็วของนางรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ประกายแสงสีฟ้าครามสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ พร้อมกับการปรากฏตัวเบื้องหน้าของลู่เฉินในชั่วพริบตา กระบี่เหมันต์ในมือถูกชักออกจากฝักปลดปล่อยไอเย็นยะเยือกที่สามารถแช่แข็งวิญญาณได้ทั้งดวง พุ่งตรงเข้าแทงทะצבทรวงอกของชายหนุ่มอย่างไร้ความปรานี
ชิ้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ลู่เฉินไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝัก เขาเพียงแค่ใช้ฝักกระบี่ไม้ไผ่ธรรมดา đỡ รับคมกระบี่เซียนอันลือลั่นไว้อย่างแม่นยำ แรงปะทะทำให้เกิดคลื่นกระแทกกระจายออกเป็นวงกว้าง ต้นไผ้ารอบรัศมีร้อยเมตรหักโค่นลงระนาบพื้นในพริบตาเดียว
ดวงตาทั้งสองคู่สบประสานกันในระยะประชิด ไอเย็นจากกระบี่ของนางแผ่ซ่านเข้าเกาะกุมคิ้วและเส้นผมของลู่เฉินจนกลายเป็นเกล็ดน้ำค้างขาวโพลน ขณะที่เพลิงปราณอันร้อนรุ่มภายในร่างของลู่เฉินก็แผดเผาจนไอเย็นรอบตัวละลายกลายเป็นไอหมอกพวยพุ่ง
"เจ้าอ่อนแอลงนะจิงซู" ลู่เฉินกระซิบเบาๆ ข้างหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้มเนียนใสที่ขึ้นสีแดงเรื่อโดยไม่รู้ตัว "หรือว่า… ความคิดถึงที่เจ้ามีต่อข้าตลอดร้อยปีที่ผ่านมา มันทำให้กระบี่ของเจ้าไร้ซึ่งคมเขี้ยวไปเสียแล้ว"
"หุบปาก!" ไป๋จิงซูหน้าถอดสีด้วยความโกรธปนความเขินอายที่ถูกจี้ใจดำ นางสะบัดข้อมือพลิกแพลงกระบวนท่าทันที ประกายกระบี่แตกแขนงออกเป็นพันๆ สาย ราวกับหิมะโปรยปรายที่คมกริบดุจใบมีดนับหมื่นเล่ม โอบล้อมลู่เฉินไว้ทุกทิศทาง ทุกกระบวนท่าแฝงไว้ด้วยสัจธรรมแห่งความหนาวเหน็บและความตาย
นี่คือสุดยอดวิชาแห่งตำหนักน้ำค้างสวรรค์ — *เหมันต์นิรันดร์กลืนวิญญาณ*!
ลู่เฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย รัศมีรอบตัวเปลี่ยนไปในชั่วพริบตา ความเกียจคร้านเมื่อครู่อันตรธานหายไป เหลือเพียงความน่าเกรงขามดุจมหาเทพผู้ครองฟ้าดิน เขาก้าวเท้าถอยหลังสามก้าวอย่างเป็นระเบียบ ท่วงท่าการเคลื่อนไหวราศีกวีร่ายรำบทเพลงแห่งกระบี่ ฝักกระบี่ในมือตวัดวาดออกเป็นวงกลมอย่างไร้ร่องรอย ทว่ากลับสกัดกั้นละอองหิมะนับหมื่นเล่มนั้นไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกการปะทะไม่เพียงแต่ทำลายกระบวนท่าของนาง แต่ยังสะท้อนพลังกลับไปยังจุดอับของวิชาอย่างแม่นยำ
ตูม! ตูม! ตูม!
พื้นดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แอ่งน้ำบริเวณนั้นระเบิดออกเป็นสายน้ำพุสูงเสียดฟ้า แรงระเบียบจากการปะทะกันของยอดฝีมือระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินทำให้สัตว์อสูรในป่าลึกต่างพากันวิ่งหนีตายอลหม่าน
ไป๋จิงซูหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามไรผมอันงดงาม แม้ว่านางจะทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีและใช้กระบวนท่าสูงสุดแล้ว แต่ลู่เฉินกลับยังคงรับมือได้อย่างสบายราวกับกำลังเดินเล่นชมสวน
"เจ้า… เจ้าบรรลุถึงขอบเขตนั้นแล้วจริงๆ หรือ?" ไป๋จิงซูเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ
ลู่เฉินเก็บฝักกระบี่แนบลำตัว ยืนสง่านิ่งท่ามกลางละอองหมอก สายตาที่มองนางเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและห่วงใยที่ปิดไม่มิด "วิถีกระบี่ไม่มีจุดสิ้นสุด เช่นเดียวกับหัวใจของข้าที่มีให้เจ้า… จิงซู จงหยุดดื้อรั้นเสียที เบื้องหลังของเจ้ายังมีอันตรายที่ใหญ่หลวงกว่าที่เจ้าคิดนัก"
ทว่า ก่อนที่ไป๋จิงซูจะได้เอ่ยปากตอบคำใด บรรยากาศโดยรอบก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้สัญญาณเตือน ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับถูกกลืนกินด้วยม่านหมอกโลหิตที่พุ่งทะยานขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่าง
เปรี้ยง! เสียงอสุนีบาตคำรามก้องสะท้านฟ้าดิน พร้อมกับร่างเงาดำนับร้อยที่ปรากฏขึ้นบนยอดไม้ล้อมรอบทั้งสองไว้ตรงกลาง และหนึ่งในนั้น… คือบุคคลที่ไป๋จิงซูไม่มีวันลืมเลือนตลอดกาล
***
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
สยบจอมกระบี่ข้ามภพ•ตอนที่ 13
พบพานนางเซียนน้ำค้าง
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบจอมกระบี่ข้ามภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!