"คุณกำลังใช้ความตายของเพื่อนร่วมรุ่น มาเป็นกลยุทธ์การตลาดชิ้นโบว์แดงให้กับสำนักพิมพ์ของคุณอย่างนั้นหรือครับ คุณรินรดา"
น้ำเสียงของศิลาไม่ได้ดัง แต่มันหนักแน่นและเย็นเยียบราวกับสายน้ำใต้ธารน้ำแข็ง ความเงียบงันภายในห้องทำงานแคบๆ ของเรือนไม้ริมเชิงเขาดูเหมือนจะทวีความกดดันขึ้นเป็นเท่าตัว เม็ดฝนที่โปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีด้านนอก ยิ่งขับเน้นให้บรรยากาศรอบตัวซบเซาลงไปอีก ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นสายตาของชายหนุ่มกลับลุกโชนด้วยประกายไฟแห่งความกิ้วโกรธ
กระดาษในมือของศิลายังคงสั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงปะทะทางอารมณ์จากข้อเสนอในสัญญาที่ระบุเงื่อนไขไว้อย่างน่ารังเกียจ มันคือข้อเสนอที่ฉาบเคลือบด้วยผลกำไรมหาศาล และถ้อยคำสรรเสริญเยินยอจอมปลอม ขณะที่แก่นแท้กลับเป็นการขุดคุ้ยบาดแผลอันเร้นลับของกผู้ล่วงลับขึ้นมาเพื่อเรียกเสียงฮือฮาจากสังคม
รินรดาไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งสะเทือน เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ที่ก๊อกแก๊กทุกครั้งยามเธอขยับตัว ปลายนิ้วเรียวสวยบรรจงเคาะลงบนโต๊ะไม้สักทีละครั้งอย่างเป็นจังหวะ สายตาคมกริบใต้แพขนตางอนงามมองตรงไปยังชายหนุ่มราวกับผู้ล่ากำลังพิจารณาเหยื่อที่ติดบ่วง
"ความตายของกรณ์ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย ถ้ามันจะถูกปล่อยให้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาในซอกหลืบของความทรงจำ" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อย ทว่าเฉียบคมบาดลึก เธอยกถ้วยกาแฟดำขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะวางลงบนโต๊ะโดยไม่ละสายตาไปจากเขา "ศิลา... คุณเป็นกวี คุณเขียนถึงความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความโดดเดี่ยวได้อย่างลึกซึ้งกินใจ แต่คุณกลับปฏิเสธที่จะให้บทกวีเหล่านั้นทำหน้าที่ของมัน นั่นคือการเขย่าขวัญสังคมที่กำลังชาชินชา เพื่อตอกย้ำให้พวกมันรู้ว่า เราสูญเสียอะไรไปบ้าง"
"นั่นคือการฉวยโอกาสบนหยาดน้ำตาต่างหาก!" ศิลาตบโต๊ะเบาๆ เสียงกระดาษยับย่นในกำมือ "คุณอยากได้บทกวีของผมไปตีพิมพ์ หรือคุณแค่อยากได้อนุสาวรีย์แห่งความอัปยศที่สร้างจากความเจ็บปวดของพวกเรากันแน่? สัญญาฉบับนี้... มันบังคับให้ผมต้องเปิดเผยบันทึกส่วนตัวของกรณ์ บันทึกที่เขาเขียนไว้ในวาระสุดท้ายของชีวิต... คุณไม่มีสิทธิ์เอาเรื่องส่วนตัวเหล่านั้นมาแบกขายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์"
รินรดาถอนหายใจเบาๆ เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มทำให้เธอดูกลายเป็นตัวแทนของโลกทุนนิยมอันเย็นชาที่ก้าวล่วงเข้ามาในอาณาจักรแห่งความฝันของกวีหนุ่ม เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานของศิลา กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นกระดาษเก่าลอยแตะจมูก ขณะที่เธ้มือท้าวลงบนขอบโต๊ะ โน้มตัวเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่กรุ่นด้วยความไม่พอใจ
"โลกไม่ได้หมุนด้วยความโรแมนติกหรอกนะศิลา บทกวีของคุณอาจจะงดงามหยดย้อยในสายตาคนกลุ่มน้อย แต่มันช่วยให้อะไรดีขึ้นมาบ้างไหม? หนังสือรวมบทกวีเล่มก่อนของคุณขายได้ไม่ถึงพันเล่มด้วยซ้ำ สำนักพิมพ์ของฉันกำลังจะเจ๊ง และกรณ์... เพื่อนรักของคุณ ก็ตายไปโดยไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อโลงศพด้วยซ้ำ ถ้าเขาไม่ทิ้งต้นฉบับชิ้นสุดท้ายนี้ไว้ให้คุณจัดการ" รินรดาหยุดเว้นจังหวะ สายตาของเธออ่อนลงวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม "การเอาความจริงมาตีแผ่ แม้จะต้องแลกด้วยน้ำตา มันก็ยังดีกว่าการปล่อยให้ความตายของเขาไร้ความหมายในความเงียบงัน"
ศิลาเงີยบงัน คำพูดของรินรดาราวกับคมมีดที่กรีดลงตรงกลางใจ เขารู้ดีว่าสิ่งที่เธอกล่าวมานั้นมีส่วนจริง กรณ์จากไปอย่างยากจนและโดดเดี่ยว ทว่าเขาก็ไม่อาจยอมรับวิธีคิดแบบธุรกิจที่ไร้ซึ่งความเคารพต่อดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับได้เช่นกัน ความเงียบงันปกคลุมระหว่างคนทั้งสองอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงซัดสาดด้านนอกหน้าต่าง
"ถ้าผมปฏิเสธล่ะ" ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงราบเรียบแต่เด็ดเดี่ยว "คุณจะทำอย่างไรต่อไป? ฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ต้นฉบับ หรือจะใช้เส้นสายบีบให้ผมไม่มีที่ยืนในวงการวรรณกรรมนี้อีก"
รินรดาชะงักไปเล็กน้อย มุมปากของเธอแย้มยิ้มขึ้นบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุข แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าในทุกสถานการณ์ เธอผละตัวออกจากโต๊ะ เดินไปหยิบกระเป๋าหนังราคาแพงที่วางอยู่บนโซฟา ก่อนจะหันกลับมามองเขาด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
"ฉันไม่จำเป็นต้องบีบบังคับอะไรคุณหรอกศิลา..." รินรดากล่าวพรางหยิบซองเอกสารอีกซองสีน้ำตาลขึ้นมาจากกระเป๋า แล้ววางมันทับลงบนกองเอกสารสัญญาเดิม "เพราะฉันรู้ว่า... ต่อให้ฉันไม่บังคับ สุดท้ายแล้วคุณก็จะเปิดอ่านมันอยู่ดี"
ศิขาลานิ่วหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ขณะที่รินรดากำลังจะหมุนตัวเดินไปที่ประตู เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนที่บานไม้เก่าจะถูกผลักเปิดออกโดยผู้มาเยือนยามวิกาล
ร่างสูงโปรดของชายวัยกลางคนในชุดกันฝนเปียกโชก ก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นฝนคละคลุ้งไปทั่ว ศิลาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าของแขกไม่ได้รับเชิญชัดเจน... ใบหน้าของชายคนที่ควรจะเสียชีวิตไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามสัปดาห์ก่อน คนที่ทุกคนในงานศพต่างร่วมไว้อาลัยให้
"ตกใจมากสินะ ศิลา..." เสียงแหบพร่าเอ่ยทักทาย พร้อมกับรอยยิ้มมุมปากที่กวีหนุ่มคุ้นเคยเป็นอย่างดี "ดูเหมือนว่า... เรื่องราวในบทกวีเล่มใหม่ของคุณ จะยังเขียนไม่จบง่ายๆ หรอกนะ"
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านถ้อยคำและหยาดฝนไปด้วยกันในตอนนี้นะครับ
วสันตฤดูแห่งถ้อยคำและเปลวเพลิง•ตอนที่ 2
ข้อเสนอที่เปี่ยมด้วยถ้อยคำเคลือบยาพิษ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูแห่งถ้อยคำและเปลวเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
