“งานศิลปะที่ปราศจากตลาดรองรับ ก็เป็นได้เพียงแค่จดหมายรักที่เขียนถึงความว่างเปล่าครับ คุณศิลา”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าคมกริบราวกับใบมีดที่อาบด้วยน้ำยาชา ปราศจากความลังเลและไร้ซึ่งความเยาะเย้ยถากถาง มีเพียงความมั่นอกมั่นใจของผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในโลกแห่งตัวเลขและกระดาษพิมพ์
ศิลาไม่ตอบทันที เขายังคงใช้ปลายนิ้วเขี่ยขอบแก้วเซรามิกสีขาวที่บรรจุชาเขียวร้อนกรุ่น ควันสีขาวบางเบาลอยเอื่อยขึ้นกระทบแว่นตากรอบทอง ก่อนจะละลายหายไปกับบรรยากาศอันโอ่อ่าของโถงรับรอง ชั้นสี่สิบของตึกระฟ้าใจกลางเมืองหลวง เบื้องล่างคือมหานครที่กำลังหายใจด้วยจังหวะอันเร่งรีบ รถราวิ่งพลุกพล่านราวกับเม็ดเลือดที่ไหลเวียนในกายมหึมา ช่างตัดขาดจากกระท่อมไม้เก่าๆ บนดอยสูงที่เขาเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง
กลิ่นอายของกระดาษพิมพ์ใหม่ผสมผสานกับกลิ่นชาออร์แกนิกราคาแพงลอยอบอวล ศิลากวาดสายตามองไปรอบห้อง ตกแต่งด้วยโทนสีเทาเข้มและไม้โอ๊กธรรมชาติ สะท้อนรสนิยมอันเฉียบคมและเยือกเย็นของผู้เป็นเจ้าของ
“จดหมายรักที่เขียนถึงความว่างเปล่า... ฟังดูโรแมนติกดีนี่ครับ” ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตา ดวงตาคมกริมสีนิลใต้กรอบแว่นจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่เกรงกลัว “แต่ผมเกรงว่าความว่างเปล่าของคุณ กำลังพยายามตีราคาความรู้สึกของผู้คนด้วยเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งการตลาดเสียมากกว่า”
รินรดาไม่สะดุ้งสะเทือน เธอยังคงรักษาท่าทีสง่างามในชุดสูทเข้ารูปสีครามเข้ม เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตเผยให้เห็นลำคอระหงและต่างหูไข่มุกเม็ดเล็กที่เปล่งประกายล้อกับแสงไฟเพดาน เธอวางปากกาหมึกซึมราคาแพงลงบนแฟ้มหนังสีดำสนิท เสียงกระทบเบาๆ นั้นดังสะท้อนก้องในความเงียบ
“โลกเราหมุนด้วยทุนนิยมครับ คุณศิลา ไม่ใช่แรงโน้มถ่วงของความโศกเศร้า” รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด เธอยกถ้วยชาขึ้นจิบเพียงเล็กน้อยก่อนจะวางลง “สำนักพิมพ์ของผมไม่ได้ทำกุศล เราสร้างผลงานเพื่อให้ผู้คนอ่าน และในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้บริษัทอยู่รอด ปากกาของคุณคมกริบก็จริง แต่ถ้าหมึกในขวดมันแห้งเหือดเพราะไม่มีคนซื้อ... บทกวีที่สวยงามที่สุด ก็คงเป็นได้แค่เศษกระดาษที่ใช้ห่อปลาเค็มในตลาดสด”
คำพูดนั้นเจ็บแสบและตรงไปตรงมาจนน่าหมั่นไส้ แต่ศิลากลับคลี่ยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ความขัดแย้งระหว่างเขากับผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พวกเขาเคยปะทะคารมกันผ่านอีเมลและโทรศัพท์มานานนับเดือน นับตั้งแต่บรรณาธิการสาวคนนี้พยายามหว่านล้อมให้กวีอินดี้ผู้รักสันโดษ ยอมลงจากหอคอยงาช้างเพื่อมาร่วมงานมหกรรมวรรณกรรมนานาชาติที่เธอกุมบังเหียนอยู่
แต่การได้มาเผชิญหน้ากันจริงๆ ในวันนี้ กลับทำให้ศิลาตระหนักว่า... รินรดาอันตรายกว่าที่เขาประเมินไว้มาก เธอไม่ใช่แค่บรรณาธิการที่เก่งกาจเรื่องยอดขาย แต่เธออ่านจิตวิทยาของมนุษย์ทะลุปรุโปร่ง และเธอกำลังใช้มันเป็นอาวุธในการบีบให้เขาจำนน
“คุณเชิญผมบินลัดฟ้ามาจากเชียงราย เพื่อมานั่งฟังคุณดูถูกงานเขียนของผมโดยเฉพาะอย่างนั้นหรือครับ?” ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าแฝงแรงกดดันไว้ในที
“เปล่าเลยครับ” รินรดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ เธอเดินไปที่กระจกใสบานยักษ์ที่มองเห็นวิวเมืองหลวงแบบพาโนรามา แสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบแผ่นหลังของเธอ สร้างเงาสลัวที่ดูน่าค้นหา “ผมเชิญคุณมา เพราะผมต้องการให้คุณเห็นความจริง... ว่างานเขียนของคุณมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางกระแสสังคมได้ แต่คุณกลับเลือกที่จะฝังมันไว้กับความเงียบงัน น่าเสียดายออกนะครับสำหรับพรสวรรค์ระดับนั้น”
“บางครั้ง... ความเงียบก็ดังกว่าเสียงตะโกนมากมายนัก คุณรินรดา” ศิลาก้าวเท้าลุกขึ้นยืนตาม เขามีรูปร่างสูงโปร่งในเสื้อเชิ้ตลินินสีครامและกางเกงขายาวเรียบง่าย แม้จะแต่งกายต่างจากผู้คนในตึกนี้โดยสิ้นเชิง ทว่ารัศมีบางอย่างกลับทำให้เขาดูโดดเด่นและไม่อาจละสายตาได้ “คุณอยากได้ยอดขาย คุณอยากได้กระแสความนิยมจากงานกวีของผม งั้นก็เชิญหาคนอื่นเถอะครับ ผมไม่ได้เขียนหนังสือเพื่อประจบประแจงใคร และแน่นอนว่า... ไม่ได้เขียนเพื่อให้คุณเอาไปปั้นเป็นสินค้าเรียกเรตติ้ง”
ศิลาหันหลังเตรียมก้าวเดินออกไปจากห้อง บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบจะตัดขาดได้ด้วยมีด เขาไม่ต้องการต่อความยาวสาวความยืดกับนักธุรกิจในคราบนักวรรณกรรมคนนี้อีกต่อไป ความทรงจำเกี่ยวกับอดีต ความสูญเสียที่เขาพยายามหลบหนีมาซ่อนตัวอยู่บนดอยสูงเริ่มสั่นไหวเมื่อถูกจี้ใจดำ
“ถ้าผมบอกคุณว่า... งานเขียนชุดล่าสุดของคุณ ที่คุณบอกว่าเก็บไว้ในลิ้นชักที่บ้าน ไม่เคยมีใครได้อ่าน... กำลังถูกตีพิมพ์และวางแผงอยู่ทั่วประเทศในตอนนี้ล่ะครับ?”
ฝีเท้าของศิลาหยุดชะงักกึกทันที เขานิ่งงั้นราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความเย็นเยียบแล่นริ้วขึ้นมาจากปลายนิ้วเท้าสู่สันหลัง หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยว
ศิลาหันขวับกลับมามองหญิงสาวทันที ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความสุภาพและเยือกเย็นเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงประกายไฟแห่งความเดือดดาล
“คุณว่าอะไรนะ?” ศิลาเค้นเสียงถาม ลมหายใจสะดุดกึก
รินรดายังคงยืนหันหลังให้กระจก เธอยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่อาจคาดเดาความหมาย ก่อนจะหันกลับมาสบตาเขาตรงๆ มือเรียวหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูขึ้นมาปลดล็อก แล้วพลิกหน้าจอยื่นส่งให้ศิลาดู
บนหน้าจอนั้นคือภาพถ่ายของหนังสือปกสีครามเข้ม ด้านบนปรากฏชื่อเรื่องที่เขาคุ้นเคยดี... ชื่อเรื่องที่เขาเก็บไว้เป็นความลับสูงสุด และไม่มีใครในโลกนี้ล่วงรู้ นอกจากคนที่จากไปแล้วคนนั้น
“นี่มันอะไรกัน?” ศิลาก้าวเข้าประชิดโต๊ะทำงาน มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาจ้องมองหน้าจอภาพถ่ายสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของรินรดา “ต้นฉบับนี้อยู่กับผมที่เชียงราย มันไม่มีทางรั่วไหลออกไปได้! คุณไปได้มันมาจากไหน?”
รินรดาก้าวเข้ามาใกล้ในระยะประชิด กลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นกระดาษเก่าลอยแตะจมูก เธอมองลึกลงไปในดวงตาที่กำลังลุกเป็นไฟของเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก
“ไม่ได้มาจากเชียงรายหรอครับ... แต่มันมาจากตู้เซฟในห้องทำงานของคนที่คุณคิดว่า ไว้ใจที่สุดต่างหากล่ะครับ” รินรดากระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานในโสตประสาทของชายหนุ่มราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
ศิลาผงะถอยหลังไปหนึ่งก้าว ลมหายใจขาดห้วง สมองอื้ออึง
“คุณ... หมายความว่ายังไง?”
รินรดาหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่ใต้กองแฟ้มขึ้นมา แล้วยื่นส่งให้เขาอย่างช้าๆ
“เปิดดูสิครับ... แล้วคุณจะรู้ว่า การที่คุณเดินทางมางานเทศกาลวรรณกรรมในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่คิด”
ศิลามือสั่นเทาเล็กน้อยขณะเอื้อมไปรับซองเอกสารนั้น หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองศึก เขาค่อยๆ ดึงกระดาษแผ่นแรกออกมาจากซอง ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก และทันทีที่กวาดสายตาอ่านข้อความบรรทัดแรก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด...
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับบทกวีและเปลวเพลิงนี้นะครับ
วสันตฤดูแห่งถ้อยคำและเปลวเพลิง•ตอนที่ 1
ในวันที่หมึกสีครามหยดลงบนหน้ากระดาษ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูแห่งถ้อยคำและเปลวเพลิง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
