เสียงซอยมีดกระทบเขียงไม้ไผ่ดัง *ทับ... ทับ... ทับ...* เป็นจังหวะจะโคนสม่ำเสมอ ท่ามกลางความเงียบงันยามบ่ายของโรงครัวหลังร้าน หลินฟางขมวดคิ้วเล็กน้อย สมาธิทั้งหมดถูกเทลงไปที่การซอยต้นหอมและขิงให้ละเอียดเป็นเส้นฝอย ราวกับกำลังแข่งขันกับเวลาและความอดทนของตนเอง
"ถ้าเจ้ายังลงน้ำหนักที่ข้อมือแบบนั้น อีกไม่ถึงเค่อ (สิบห้านาที) นิ้วเจ้าคงชาจนจับมีดไม่ขึ้นแน่ครับ"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบาๆ พร้อมกับมือหนาคู่หนึ่งที่เอื้อมเข้ามาจับข้อมือของนางอย่างถือวิสาสะ หานหยางไม่ได้ขยับถอยหนี เขากลับขยับกายเข้ามาแนบชิดจากด้านหลัง แผ่นอกกว้างอุ่นจัดแนบชิดแผ่นหลังของนางราวกับต้องการใช้ร่างของตนบังลมหนาวที่พัดโชยลอดหน้าต่างเข้ามา
หลินฟางสะดุ้งเล็กน้อย หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ นางเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลืองเก่าๆ ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ดวงตาคมกริบของบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่ทัพผู้เกรียงไกร บัดนี้กลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความระมัดระวังยามที่เขาก้มลงมองนาง
"ข้าแค่อยรีบจัดการวัตถุดิบสำหรับมื้อเย็นครับ... ท่านแม่ทัพไม่ไปตรวจตราแปลงผักด้านหลังแล้วหรือไง?" หลินฟางเอ่ยเสียงเรียบ พยายามกลบเกลื่อนความปั่นป่วนในอกด้วยการก้มหน้าลงซอยขิงต่อ
"แปลงผักของเจ้าข้าดูแลจนใบไม้ทุกใบแทบจะจำชื่อได้หมดแล้ว" หานหยางตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ชวนให้ใบหน้าร้อนผ่าว เขาไม่ได้ปล่อยข้อมือของนาง แต่กลับขยับมือของเขาครอบทับมือเรียวของนาง บังคับองศาการวางมีดเสียใหม่ "ผ่อนคลายข้อมือลง... ใช้แรงจากหัวไหล่ ไม่ใช่ข้อมือ เจ้าเป็นเชฟ ฝ่ามือคือนามบัตรของเจ้า อย่าปล่อยให้มันบาดเจ็บเด็ดขาด"
สัมผัสอุ่นซ่านจากฝ่ามือหนาที่ห่อหุ้มมือของนางไว้ ทำให้กลิ่นอายความเย็นชาของบุรุษสนามรบพลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านเข้ามาถึงก้นบึ้งของหัวใจ หลินฟางเม้มริมฝีปากแน่น นางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ แต่กลิ่นกายบุรุษผสมกับกลิ่นเครื่องเทศจางๆ กลับทำให้สมาธิที่สะสมมานานหลุดลอยไปจนหมด
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อดีตแม่ทัพผู้เย่อหยิ่งคนนี้เข้ามาวุ่นวายในพื้นที่ส่วนตัวของนาง นับตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังที่อกซ้ายของเขาหายสนิทด้วยฤทธิ์ยาและอาหารบำรุงในมิติลับของนาง หานหยางก็ดูเหมือนจะว่างงานจนเกินเหตุ เขาผันตัวจากบุรุษผู้จับดาบฆ่าฟันในสนามรบ มาเป็น 'ลูกมือ' จำยอมที่ขยันขันแข็งที่สุดในร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้อย่างหน้าตาเฉย
ไม่ว่าจะเป็นการผ่าฟืนแบกน้ำ ซ่อมแซมหลังคาร้าน หรือแม้กระทั่งการนั่งคัดเลือกเมล็ดถั่วอย่างประณีต เขากลับทำมันทั้งหมดด้วยใบหน้าเรียบเฉยและจริงจัง ราวกับกำลังวางแผนยุทธศาสตร์ทางทหารระดับชาติ
"ถ้าท่านว่างมากนัก ทำไมไม่ไปจัดการกับตระกูลเฉินที่หน้าร้านล่ะครับ?" หลินฟางแสร้งเอ่ยเบี่ยงเบนความสนใจ นางปรายตามองออกไปทางหน้าร้านผ่านม่านผ้าฝ้ายสีคราม เห็นเงาร่างคุ้นเคยของป้าสะใภ้จอมโลภกำลังยืนชะเง้อคอมองเข้ามาด้วยความกระหายอยาก
หานหยางหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจากร่างของเขาชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าคมคายนั้นดูหล่อเหลาจนน่าหมั่นไส้
"ปล่อยให้พวกมันรอไปก่อนเถอะครับ... การได้ยืนมองเจ้าทำอาหาร สำคัญกว่าการเสียเวลาคุยกับคนไร้ค่าพวกนั้นเป็นร้อยเท่า" หานหยางกระซิบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอจนขนลุกชัน
หลินฟางใจกระตุกวูบ นางหันขวับหมายจะต่อว่าคนฉวยโอกาส แต่จมูกกลับชนเข้ากับปลายคางของเขาเข้าอย่างจัง ระยะห่างที่ใกล้ชิดจนเกินงามทำให้โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน กลิ่นหอมจางๆ ของแป้งต้มและกลิ่นอายบุรุษอบอวลอยู่รอบตัว
ในเสี้ยววินาทีนั้น สายตาของหานหยางที่ทอดมองลงมาเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง มันไม่ใช่สายตาของแม่ทัพที่มองประชาชน หรือสามีที่มองภรรยาตามธรรมเนียมคลุมถุงชน แต่มันคือสายตาของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังตกหลุมรักสตรีตรงหน้าอย่างหมดหัวใจ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น
"ท่าน... ถอยไปหน่อยครับ คนอื่นมาเห็นเข้าจะดูไม่ดี" หลินฟางพยายามผลักแผงอกกว้างออกเบาๆ แม้แรงผลักนั้นจะเบาราวกับแมวข่วนก็ตาม
"ที่นี่คือหลังร้านของเจ้า และไม่มีใครกล้าเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้าถ้าข้าไม่อนุญาต" หานหยางเอ่ยเสียงนิ่ง แต่ยอมขยับถอยหลังออกไปครึ่งก้าวอย่างจำยอม แววตาระยิบระยับด้วยความขบขันเมื่อเห็นพวงแก้มของภรรยาขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด
หลินฟางรีบหันกลับมาจัดการกับต้นหอมในมือต่อเพื่อกลบเกลื่อนความเขินอาย นางแอบสูดหายใจเข้าลึกๆ เรียกสมาธิกลับคืนมา กลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวเคี่ยวมานานหลายชั่วยามเริ่มส่งกลิ่นตลบอบอวลไปทั่วห้องครัว มันคือกลิ่นอายแห่งความสุขที่นางสร้างขึ้นด้วยมือของตนเอง... และมีบุรุษผู้เย็นชาคนนี้คอยยืนเคียงข้างไม่ห่าง
"วันนี้เราจะทำ 'บะหมี่น้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีน' ครับ" หลินฟางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงกลับมามั่นคงและจริงจังดังเดิม "เส้นบะหมี่ทำมือเหนียวนุ่ม น้ำซุปเคี่ยวจนเข้มข้นกลมกล่อม เหมาะกับอากาศหนาวๆ แบบนี้ที่สุด"
"ฟังดูน่าอร่อยดีครับ" หานหยางพยักหน้ารับอย่างสนอกสนใจ เขายื่นมือเข้ามาช่วยยกหม้อดินเผาใบใหญ่วางลงบนเตาไฟอย่างรู้หน้าที่ "ให้ข้าช่วยนวดแป้งทำเส้นบะหมี่ให้ไหมครับ? ฝีมือการนวดแป้งของข้า ช่วงนี้คงไม่ด้อยไปกว่าเชฟมืออาชีพอย่างเจ้าหรอกกระมัง"
หลินฟางเหลือบมองเขาด้วยหางตา รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัว นางหยิบแป้งสาลีออกมาเทลงบนโต๊ะไม้ พร้อมกับส่งสายตาท้าทายให้เขา
"ถ้าเส้นบะหมี่ออกมาขาดลุ่ยไม่เป็นรูปเป็นร่าง คืนนี้ท่านต้องเป็นคนล้างจานทั้งหมดคนเดียวนะครับ... ท่านแม่ทัพ!"
หานหยางหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี รอยยิ้มที่หาดูได้ยากนั้นปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย "ตกลงครับ... ถ้าข้าทำได้ดี เจ้าต้องให้รางวัลข้าสักหนึ่งอย่าง ตกลงไหม?"
บรรยากาศในครัวอบอวลไปด้วยความหวานชื่นและความอบอุ่นที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมของอาหารที่เย้ายวนใจ โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้เลยว่า... ที่หน้าร้าน บัตรคิวสำหรับเมนูพิเศษในวันนี้ถูกแย่งชิงกันจนเกิดการทะเลาะกันเสียงดังลั่น และหนึ่งในนั้นคือญาติจอมแสบจากตระกูลเฉินที่กำลังพยายามพังประตูเข้ามาด้วยความโมโห!
ทว่า... ก่อนที่ความวุ่นวายภายนอกจะก้าวล้ำเข้ามาถึงห้องครัว เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ประตูด้านหลัง พร้อมกับร่างของเงาดำปริศนาที่พุ่งพรวดเข้ามาพร้อมจดหมายลับฉบับหนึ่งในมือ!
"แม่ทัพหาน! เกิดเรื่องใหญ่ที่ชายแดนแล้วขอรับ! กองกำลังทาสศึกที่ท่านเคยคุมกำลัง... กำลังเคลื่อนพลมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านของเรา!"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนวิถีสโลว์ไลฟ์สุดฟินนี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กับดักหัวใจแม่ครัวมือโปร กับยอดขุนพลผู้หิวโหย•ตอนที่ 15
ความรักที่ก่อตัวในครัว
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจแม่ครัวมือโปร กับยอดขุนพลผู้หิวโหย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!