กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวทำให้ศิลาขมวดคิ้วแน่น เขาไม่ได้ขยับหนีจากร่างที่สั่นเทาของพยัคฆ์ที่นอนกองอยู่บนพรมเปอร์เซียราคาแพง แต่ดวงตาคมกริบกลับกวาดมองไปรอบห้องราวกับกำลังประเมินร่องรอยของนักล่าที่เพิ่งจากไป
“กล้ามากนะ...” ศิลาพึมพำ น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลก เขาขยับกายเข้าไปใกล้ร่างที่ยังหายใจรวยรินของพยัคฆ์ นิ้วเรียวยาวเอื้อมไปแตะรอยแผลฉกรรจ์บนหน้าอก ก่อนจะหยุดลงที่ข้อความสีแดงฉานนั่น
*‘เกมที่สอง... เริ่มต้นขึ้นแล้ว’*
รินรดาที่ยืนเงียบอยู่ในเงามืดข้างประตูขยับตัวเข้ามาใกล้ เธอไม่ได้แสดงความตระหนก แต่แววตาของเธอกลับฉายชัดถึงความชิงชังที่ถูกสะกดไว้ “มันเป็นกับดักค่ะศิลา ถ้าคุณแตะต้องตัวเขาตอนนี้ กฎหมายจะบีบให้คุณกลายเป็นฆาตกรในเวลาไม่ถึงสิบนาที”
ศิลาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน “กฎหมายงั้นหรือ? ริน... ในเมื่อพวกมันอยากเล่นเกมการเมืองกับฉันนัก ฉันก็จะจัดให้ตามคำขอ”
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางปลดกระดุมข้อมือเสื้อเชิ้ตออกอย่างใจเย็น ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดเบอร์ที่ไม่ได้ใช้งานมานานหลายปี ปลายสายรับทันทีราวกับรอคอยการติดต่อนี้อยู่
“ท่านรัฐมนตรีครับ... ผมศิลา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน สุภาพ อ่อนน้อม แต่แฝงด้วยความกดดันที่ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธ “ผมมีหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับเครือข่ายฟอกเงินที่พยัคฆ์กำลังทำอยู่... ใช่ครับ ตอนนี้เขาอยู่ที่ห้องทำงานของผม... บาดเจ็บสาหัสจากการปะทะกับกลุ่มมือปืน ผมต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาตรวจสอบทันที... ไม่ใช่ในฐานะคู่กรณี แต่ในฐานะ 'พยานปากเอก' ของรัฐ”
รินรดามองดูศิลาด้วยความทึ่ง การเดินหมากของเขาไม่ใช่แค่การป้องกันตัว แต่มันคือการ ‘ลาก’ เอาอำนาจรัฐที่ไร้ความยุติธรรมมาเป็นเบี้ยในเกมของเขาเอง หากรัฐมนตรีเข้ามาแทรกแซงตอนนี้ พยัคฆ์จะกลายเป็น ‘แพะ’ ที่ต้องถูกเชือดเพื่อปิดปากความผิดทั้งหมด และศิลาก็จะลอยตัวเหนือปัญหาอย่างขาวสะอาด
“คุณกำลังจะส่งเขาเข้าคุก ในขณะที่เขากำลังจะตาย?” รินรดาถามเบาๆ
“คุกน่ะสบายเกินไปสำหรับคนอย่างมัน” ศิลาหันมามองเธอ สายตาของเขาดุดันและไร้ปรานี “ฉันจะทำให้มันเห็นว่าอำนาจที่มันหลงใหลนักหนา แท้จริงแล้วมันไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อถึงเวลาที่ต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
ไม่นานนัก เสียงไซเรนรถตำรวจและรถหน่วยพิเศษก็ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณคฤหาสน์ ศิลาจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ใบหน้าของเขาเปลี่ยนกลับมาเป็นนักธุรกิจผู้เยือกเย็นและอ่อนโยนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเดินไปเปิดประตูห้องทำงาน ท่ามกลางความตื่นตระหนกของเหล่าบอดี้การ์ดที่เพิ่งวิ่งกรูเข้ามา
พยัคฆ์พยายามลืมตาขึ้นมองภาพเบื้องหน้า เลือดไหลทะลักออกมาจากมุมปาก เขาพยายามจะพูด แต่กลับทำได้เพียงเสียงครางอู้อี้ในลำคอ เมื่อศิลาทรุดตัวลงข้างๆ เขาแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“จำที่ฉันเคยบอกได้ไหมพยัคฆ์... การทรยศมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ และในชาตินี้ ฉันจะเป็นคนทวงถามมันเอง”
“แก... ไอ้... สัตว์...” พยัคฆ์เค้นเสียงด่า
ศิลาไม่ตอบโต้อีก เขาลุกขึ้นยืนเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจก้าวเข้ามาในห้อง นายตำรวจระดับสูงเดินตรงเข้ามาหาศิลาด้วยท่าทีเกรงใจ “คุณศิลาครับ เราได้รับแจ้งเหตุ... เกิดอะไรขึ้นครับ?”
“ผมกลับมาถึงก็พบเขานอนอยู่ที่นี่แล้วครับท่าน” ศิลาแสดงสีหน้าตกใจได้แนบเนียนจนน่ากลัว “ดูเหมือนเขาจะถูกลอบทำร้ายจากกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์เรื่องการค้าหุ้นผิดกฎหมาย... ผมหวังว่าทางรัฐจะจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพราะผมเองก็เกรงว่าชีวิตของผมจะตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน”
สถานการณ์เริ่มบานปลาย เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มเก็บหลักฐานพยัคฆ์ถูกหามส่งโรงพยาบาลภายใต้การควบคุมตัวอย่างเข้มงวด ในขณะที่ศิลาได้รับคำชมเชยในฐานะพลเมืองดีที่ให้ความร่วมมือ
แต่ในจังหวะที่ศิลาหันหลังเตรียมจะเดินออกไปจากห้องนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็น ‘บางอย่าง’ ที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมตรงมุมห้อง... มันคือเครื่องดักฟังรุ่นล่าสุดที่กำลังทำงานอยู่ และไฟสถานะสีแดงเล็กๆ ที่กะพริบถี่ๆ นั้น บ่งบอกว่าบทสนทนาทั้งหมดเมื่อครู่ถูกส่งตรงไปยังใครบางคน
ศิลาชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะเขารู้สึกได้ถึง ‘เงา’ ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่
เขาก้มลงหยิบเครื่องดักฟังนั้นขึ้นมา แล้วใช้นิ้วบีบจนมันแตกละเอียด ก่อนจะหันไปสบตากับรินรดาที่ยืนรออยู่นอกห้อง เธอขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
ศิลาไม่ได้ตอบในทันที เขาค่อยๆ หยิบเศษซากของเครื่องดักฟังออกมาดู แสงไฟที่หักเหจากเศษโลหะสะท้อนเข้าตาดำมืดสนิทของเขา ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูน่าขนลุก
“ดูเหมือนเกมนี้จะไม่ได้มีแค่ฉันกับพยัคฆ์หรอกนะริน... มีใครบางคนกำลังแอบเล่นเกมนี้อยู่เหนือเราทั้งคู่”
เขาส่งเศษโลหะให้นรินรดา และเมื่อเธอรับไปดู แววตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความตกใจ เพราะสัญลักษณ์ที่สลักอยู่หลังแผ่นวงจรนั้น คือตราประทับของตระกูลที่ควรจะล่มสลายไปตั้งแต่สิบปีก่อน—ตระกูลที่ศิลาเคยคิดว่าเขา ‘ฆ่าล้างโคตร’ ไปหมดสิ้นแล้วในอดีตชาติ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการล้างแค้นของศิลามาถึงตอนนี้นะคะ บทต่อไปความจริงจะเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วค่ะ
หวนคืนบัลลังก์เลือด: แผนพิฆาตทรยศ•ตอนที่ 24
เกมการเมืองที่ดุเดือด
ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หวนคืนบัลลังก์เลือด: แผนพิฆาตทรยศ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!