เสียงปรบมือระลอกใหญ่ในห้องโถงจัดแสดงนิทรรศการระดับประเทศดังระդมขึ้นราวกับจะกลบเสียงเตือนรัวเร็วกระชั้นในอกของรินรดา นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือผ้าสีขาวสะอาดกำชายเสื้อสูทสีเทาชาร์โคลของตัวเองแน่นจนเนื้อผ้าแทบยับยู่ยี่ เธอไม่ได้ยินเสียงชื่นชมรอบกาย ไม่ได้สนใจสายตานับร้อยคู่ที่กำลังจดจ้องมายังแท่นจัดแสดงผลงานชิ้นเอกของคอลเลกชัน ‘Echoes of Time’ สิ่งเดียวที่สะท้อนอยู่ในหัวเวลานี้คือประโยคคำท้าทายของตัวเองที่เพิ่งประกาศกร้าวออกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน—ถ้างานนี้ล่ม เธอก็ไม่คู่ควรจะเหยียบย่างเข้ามาในวงการดีไซน์อีกตลอดกาล
“มั่นใจเกินร้อย... แต่ขาสั่นพับๆ แบบนี้ ระวังจะล้มไม่เป็นท่าเอาซะก่อนนะคะ คุณดีไซเนอร์คนเก่ง”
น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่นัยน์ตากราดเกรี้ยวแฝงประกายท้าทายดังขึ้นเหนือหัว รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดก่อนจะหันขวับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง พิมพ์มาดาในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท ไร้ที่ติจนน่าหมั่นไส้ ยืนกอดอกพิงเสาหินอ่อนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาสีนิลคู่นั้นกวาดมองผลงานการจัดวางเครื่องประดับโบราณผสมผสานความร่วมสมัยฝีมือรินรดาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกว่ากำลังชื่นชมหรือจับผิด
“ถ้าฉันล้ม คนแรกที่คุณจะได้เห็นหน้าคงเป็นคนที่รีบวิ่งเอาเอกสารปลดฉันออกจากโครงการนี้ไปเซ็นชื่ออนุมัติล่ะมั้งคะ คุณภัณฑารักษ์” รินรดาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเยาะถูกจุดขึ้นที่มุมปากเพื่อกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกในอก เธอเกลียดนักเวลาที่ผู้หญิงคนนี้มองมาด้วยสายตาราวกับกำลังมองเด็กน้อยที่กำลังหัดเดิน ทั้งที่พวกเธออายุไล่เลี่ยกันและต้องมาฟาดฟันกันในโปรเจกต์นี้มาครึ่งปีเต็ม
พิมพ์มาดาไม่โต้ตอบทันที เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ช้าๆ ทว่ามั่นคง กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมความเยือกเย็นของไม้จันทน์หอมโชยแตะจมูกรินรดาจนใจกระตุกวูบ ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงเหลือเพียงแค่ก้าวเดียว มากพอที่จะทำให้รินรดาเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในแววตาสีนิลคู่นั้นชัดเจน
“คุณคิดว่าฉันอยากให้คุณพังเหรอคะ รินรดา” เสียงของพิมพ์มาดาลดต่ำลง กระซิบแผ่วเบาราวกับจะให้ได้ยินกันแค่สองคน “ถ้าคุณพัง... งานที่ฉันทุ่มเทคัดเลือกวัตถุโบราณมาตากหน้าตากลมร่วมปีก็พังไปด้วย อย่าสำคัญตัวผิดว่าฉันว่างพอจะมานั่งแช่งคุณเลยค่ะ”
“ปากคอเราะร้ายไม่เปลี่ยนนะคะ” รินรดาเค้นหัวเราะในลำคอ แต่แผ่นหลังกลับร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ยามที่ปลายนิ้วเรียวของพิมพ์มาดี้ยื่นเข้ามาใกล้—ไม่ใช่เพื่อทำร้าย แต่เป็นเพียงการเอื้อมมือมาขยับปกเสื้อสูทที่พับผิดรูปให้เข้าที่อย่างถือวิสาสะ
สัมผัสแผ่วเบาที่แตะโดนผิวบริเวณต้นคอทำเอารินรดาสะดุ้งสุดตัว เผลอก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ แต่พิมพ์มาดากลับไวกว่า มือเรียวคว้าหมับเข้าที่ข้อศอกของเธอ รั้งไว้ไม่ให้ขยับหนี ใบหน้าสวยเฉี่ยวโน้มเข้ามาใกล้เสียจนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดรดรดรินอยู่บนแก้วทำให้สติที่สั่งสมมานานเกือบจะหลุดลอย
“ตั้งสติซะค่ะ งานยังไม่จบ และคุณยังต้องขึ้นไปพรีเซนต์รอบสื่อมวลชนอีกสิบนาทีข้างหน้า ถ้าคุณเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น ฉันนี่แหละที่จะเป็นคนหิ้วปีกลากคุณไปโยนทิ้งหน้าตึกให้อายคนทั้งบางเอง”
คำขู่ที่เจือความห่วงใยประหลาดทำเอารินรดาพูดไม่ออก เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ซ่อนความอ่อนโยนไว้ภายใต้เกราะป้องกันอันแข็งกระด้าง เคมีประหลาดระหว่างพวกเธอไม่เคยลดความรุนแรงลงเลย มีแต่จะทวีความเร่าร้อนขึ้นทุกครั้งที่เข้าใกล้กันราวกับแม่เหล็กคนละขั้วที่ดึงดูดกันอย่างบ้าคลั่ง
“ห่วงตัวเองก่อนเถอะค่ะ ถ้างานนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ฉันจะยอมให้คุณเลี้ยงกาแฟแก้วโปรดเป็นการไถ่โทษที่ชอบทำหน้ายักษ์ใส่ฉันมาตลอดเจ็ดเดือนเต็ม” รินรดาเค้นเสียงพูดลอดไรฟัน พยายามดึงความมั่นใจของตัวเองกลับคืนมา
พิมพ์มาดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีนิลระยิบระยับด้วยประกายความท้าทายที่จุดไฟในอกรินรดาให้ลุกโชนอีกครั้ง “ตกลงค่ะ... แต่ถ้าพังคาเวที ฉันจะหักเงินเดือนคุณแล้วไล่คุณไปเป็นเด็กยกของในพิพิธภัณฑ์ตลอดชีพ”
ยังไม่ทันที่รินรดาจะได้สวนกลับด้วยประโยคเจ็บแสบ เสียงประกาศเรียกชื่อเธอดังก้องไปทั่วฮอลล์จากลำโพงหลัก เจ้าหน้าที่ประสานงานวิ่งกระหựดกระหอบเข้ามาหาพร้อมส่งไมโครโฟนไร้สายให้ รินรดารับมาถือไว้มือสั่นเล็กน้อย เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเป็นครั้งสุดท้าย หันไปสบตากับพิมพ์มาดาที่ถอยหลังกลับไปยืนกอดอกนิ่งด้วยสายตาสนับสนุนอย่างเงียบๆ
เท้าเรียวก้าวขึ้นสู่เวทีหลัก ท่ามกลางแสงไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องลงมาจนสว่างจ้า รินรดากวาดสายตามองผู้คนนับร้อยที่นั่งรอชมผลงานของเธอ ความหวาดกลัวก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้นเมื่อปลายนิ้วสัมผัสกับโครงสร้างงานดีไซน์ที่เธอทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายมาเนิ่นนาน
การพรีเซนต์ดำเนินไปอย่างลื่นไหล ฉับไว และทรงพลัง ทุกถ้อยคำที่รินรดาเอ่ยออกมาสะท้อนถึงตัวตน ความมุ่งมั่น และเรื่องราวด้านหลังผลงานแต่ละชิ้นได้อย่างลึกซึ้ง เสียงฮือฮาชื่นชมดังขึ้นเป็นระยะจากกลุ่มนักวิจารณ์และสื่อมวลชน แววตาของทุกคนเปลี่ยนเป็นความทึ่ง รินรดารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ความเหนื่อยยากทั้งหมดถูกชำระล้างด้วยความสำเร็จตรงหน้า
กระทั่งเธอเอ่ยประโยคสุดท้ายจบลง เสียงปรบมือเกรียวกราวก็ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งห้องโถง
รินรดายิ้มกว้างด้วยความโล่งใจและภาคภูมิใจ เธอก้มศีรษะขอบคุณผู้ร่วมงานทุกคนก่อนจะหันหลังเตรียมเดินลงจากเวที แต่ทว่า—
จังหวะก้าวขาลงจากบันไดขั้นแรก ดวงตาของเธอกลับสะดุดเข้ากับร่างสูงโปรดักชันเนี๊ยบของใครบางคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ที่ประตูทางเข้าฮอลล์ ร่างนั้นกวาดสายตาคมกริบมายังเวที ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะยกยิ้มเย็นเยียบ รอยยิ้มที่ทำให้เลือดในกายของรินรดาเย็นเฉียบลงฉับพลัน
ผู้ชายคนนั้น... คนที่เคยขโมยผลงานชิ้นเอกของเธอไปตีพิมพ์เป็นชื่อตัวเองเมื่อสองปีก่อน และเป็นคนที่ทำให้เธอกลลายเป็นดีไซเนอร์ตกอับไร้ชื่อเสียงอยู่ร่วมปี... เขาก้าวเข้ามาในงานนี้ได้อย่างไร และเป้าหมายที่แท้จริงของการปรากฏตัวในวินาทีแห่งความสำเร็จนี้คืออะไรกันแน่!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางร่วมกันมาจนถึงบทนี้นะคะ รอดูกลเกมตาต่อตาฟันฟันในตอนต่อไปกันต่อได้เลยค่ะ!
องศาร้ายปะทะองศารัก: เดิมพันหัวใจยัยภัณฑารักษ์จอมเหวี่ยง•ตอนที่ 18
เผชิญหน้ากับความจริง
ผลงานโดย สการ์เล็ตโรส
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สการ์เล็ตโรส)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง องศาร้ายปะทะองศารัก: เดิมพันหัวใจยัยภัณฑารักษ์จอมเหวี่ยง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!