โลหิตสีชาดหยดลงบนผืนหิมะขาวโพลนราวกับดอกเหมันต์ที่เบ่งบานด้วยความเจ็บปวด
ป่าสนพันปีแห่งแคว้นเหนือเวลานี้ถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันที่เยือกเย็นจนน่าสะพรึงกลัว อากาศรอบกายแทบจะแข็งตัวเป็นผลึกน้ำแข็งด้วยไอสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของอสูรบรรพกาล "พยัคฆ์มังกรโลกันตร์" สัตว์อสูรระดับนภาขั้นสูงที่กำลังคำรามก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาสสีแดงฉานจ้องมองสิ่งมีชีวิตตัวเล็กจ้อยเบื้องหน้าด้วยจิตสังหารอันเปี่ยมล้น
ทว่า สิ่งที่ยืนอยู่เบื้องหน้ามันกลับไม่ใช่ซากศพของผู้เคราะห์ร้าย... แต่เป็นบุรุษชุดดำสนิทผู้หนึ่ง
หลี่เฟยหลงยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ ชายเสื้อคลุมสีนิลโบกสะบัดตามแรงลมปราณที่หมุนวนรอบกายอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ดวงตาคู่นคมกริบดั่งคมกระบี่สะท้อนภาพของอสูรยักษ์โดยปราศจากความระยวั่นพรึง ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือศาสตราวุธใดๆ นอกจากฝักกระบี่ไม้ธรรมดาที่สลักลวดลายมังกรเรียบง่าย แต่มันกลับส่งเสียงสั่นคำรามเบาๆ ราวกับกระหายใคร่จะดื่มกินโลหิต
“เจ้าสัตว์เดรัจฉาน... สำนักของข้าถูกเผาทำลายด้วยเพลิงโลกันตร์ของพวกเจ้ามารนรก วันนี้ หนี้เลือดนี้จะต้องชำระด้วยชีวิตของเจ้า!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอื้อnเอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็นและเด็ดเดี่ยว ทุกพยางค์ที่เปล่งเปรียบเสมือนประกาศิตแห่งความตาย พลังปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกจากร่างของหลี่เฟยหลงจนหิมะรัศมีร้อยเมตรสลายกลายเป็นไอหมอกในพริบตา
โฮกกกก!
พยัคฆ์มังกรโลกันตร์ไม่อาจอดกลั้นต่อความหยิ่งผยองของมนุษย์ผู้นี้ได้อีกต่อไป มันอ้าปากคำรามปลดปล่อยคลื่นเสียงทำลายล้าง พุ่งทะยานเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือแสง กรงเล็บมหึมาที่อาบไล้ด้วยเปลวเพลิงสีครามถูกเงื้อขึ้นหมายจะฉีกร่างของหลี่เฟยหลงเป็นหมื่นชิ้น
ทว่า... หลี่เฟยหลงไม่แม้แต่จะขยับกายหลบ
เขากลับหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้จิตหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีกระบี่ ในห้วงมิติจิตสำนึกของเขามีเพียงความว่างเปล่าและคมกระบี่ที่พร้อมจะตัดขาดทุกสรรพสิ่ง
*ชิ้ง!*
เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังขึ้นเพียงแผ่วเบา แต่กลับดังก้องกังวานเสียดแท้วิญญาณราวกับเสียงคำรามของสายฟ้าฟาดจากสรวงสวรรค์
ประกายแสงกระบี่สีครามเข้มสว่างวาบขึ้นตัดผ่านความมืดมิดของป่าเหมันต์ มันเป็นลำแสงที่เรียบง่ายที่สุด แต่กลับเปี่ยมล้นด้วยสัจธรรมแห่งการตัดขาด—รวดเร็ว เด็ดขาด และไร้ช่องโหว่
เวลาคล้ายหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
พยัคฆ์มังกรโลกันตร์ที่พุ่งทะยานอยู่กลางอากาศพลันหยุดชะงัก ร่างมหึมาแข็งค้างในท่าเดิม ดวงตาสีแดงฉานเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ก่อนที่เส้นสายบางเฉียบราวเส้นไหมจะปรากฏขึ้นกลางลำตัวของมัน
*ฉ่า...*
ร่างของอสูรบรรพกาลแยกออกเป็นสองส่วนอย่างสมบูรณ์ โลหิตสีดำพวยพุ่งราวน้ำพุร้อนย้อมผืนหิมะให้กลายเป็นสีแดงฉานน่ากลัว ก่อนที่ซากศพทั้งสองท่อนจะล้มลงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
หลี่เฟยหลงสะบัดข้อมือเบาๆ เก็บกระบี่กลับเข้าฝักด้วยท่าทีสงبราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น การสังหารอสูรระดับนภาขั้นสูงมิได้ทำให้เขาภาคภูมิใจแม้แต่น้อย เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของเขานั้นอยู่สูงส่งและยากจะเอื้อมถึงยิ่งกว่านั้นนับร้อยเท่า—นั่นคือการล้างบาง "นิกายฟ้าคำราม" ผู้ทำลายล้างสำนักกระบี่เมฆาของเขา
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะหมุนตัวจากไป สัญชาตญาณนักสู้ระดับสูงก็ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า
“ผู้ใดกัน?”
หลี่เฟยหลงหันขวับไปมองยังทิศทางหนึ่งของป่าเหมันต์ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง
ท่ามกลางเกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาอย่างหนาแน่น เงาร่างหนึ่งกำลังก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคง
นั่นคือสตรีผู้หนึ่ง...
นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมันต์ เส้นผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลปล่อยยาวสยายคลอเคลียแผ่นหลังบอบบาง ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาเซียนผู้สูงส่งเกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะเอื้อมถึง ทว่าสิ่งที่เด่นชัดที่สุดคือแววตาและบรรยากาศรอบกายของนาง—มันเย็นชาไร้ความรู้สึก ราวกับหัวใจของนางถูกแช่แข็งไว้ด้วยน้ำแข็งพันปี ไร้ซึ่งความยินดี ยินร้าย หรืออารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของนางบริสุทธิ์และกดดันยิ่งกว่าอสูรบรรพกาลที่เขาเพิ่งสังหารไปเสียอีก นางคือ "เซียนหานเยว่" เจ้าสำนักเหมันต์นิรันดร์ ผู้สำเร็จวิชาตัดขาดโลกีย์ขั้นสูงสุด
เซียนหานเยว่หยุดยืนห่างจากหลี่เฟยหลงเพียงสิบก้าว นางกวาดสายตาคู่นั้นมองซากพยัคฆ์มังกรโลกันตร์แวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของบุรุษชุดดำ
“วิชากระบี่เมื่อครู่... เจ้าใช้เคล็ดกระบี่ไร้ลักษณ์ของสำนักกระบี่เมฆาอย่างนั้นหรือ?” น้ำเสียงของนางไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์ ทว่ากลับเยียบเย็นเสียจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
หลี่เฟยหลงไม่ตอบคำถาม ร่างกายของเขากลับตึงเครียดขึ้นทีละน้อย มือขวาจับด้ามกระบี่แน่นกว่าเดิม สตรีผู้นี้อันตรายอย่างยิ่ง นางไม่ได้มาดีแน่นอน
“แล้วเจ้าเล่า เป็นใคร เหตุใดจึงมาปรากฏตัวในเขตหวงห้ามแห่งนี้?” หลี่เฟยหลงย้อนถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความทะนงตน
เซียนหานเยว่ไม่แสดงความโกรธเคืองต่อท่าทีไร้มารยาทของเขา มุมปากเรียวบางของนางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะสังเกตเห็น เป็นรอยยิ้มที่เยือกเย็นและงดงามจนน่าประหลาด
“ข้าคือผู้ที่จะมาปลิดชีพเจ้า... เพื่อเก็บบททดสอบสุดท้ายก่อนก้าวข้ามขอบเขตเซียนแท้จริง”
สิ้นคำพูดของนาง ทั่วทั้งป่าเหมันต์ก็พลันถูกแช่แข็งในพริบตา! ชั้นน้ำแข็งหนาทึบพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินล้อมรอบตัวหลี่เฟยหลงไว้ทุกทิศทาง พร้อมกับกระบี่น้ำแข็งนับหมื่นเล่มที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ชี้เป้ามาที่เขาโดยพร้อมเพรียง!
หลี่เฟยหลงสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาเป็นประกายดุร้ายขึ้นมาวูบหนึ่ง
*นี่แหละคือคู่ต่อสู้ที่คู่ควร!*
เขายกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย เตรียมชักกระบี่ออกมารับมือกับการโจมตีที่ทรงพลังที่สุดในชีวิต... แต่ทว่า ในวินาทีที่กระบี่กำลังจะถูกชักออกจากฝักอีกครั้ง สายตาของเขาบังเอิญสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวของเซียนหานเยว่
หัวใจของหลี่เฟยหลงกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างพุ่งพล่านขึ้นมาในอก ราวกับว่าจิตวิญญาณทั้งสองดวงนี้ถูกผูกติดกันไว้ตั้งแต่ชาติปางก่อนแล้ว...
และในวินาทีเป็นตายนั้นเอง เซียนหานเยว่กลับไม่ได้พุ่งกระบี่เข้าใส่เขาอย่างที่ควรจะเป็น แต่นางกลับสะบัดแขนเสื้อเบี่ยงวิถีกระบี่น้ำแข็งทั้งหมดไปด้านหลัง พุ่งทะลวงเข้าใส่เงาร่างลึกลับนับสิบที่เพิ่งพุ่งทะยานออกมาจากความมืด พร้อมกับตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่สั่นเครือเล็กน้อย
“พวกมันตามมาแล้ว... หากไม่อยากตายอย่างไร้ค่า จงช่วยข้าจัดการพวกสุนัขรับใช้ของแดนสวรรค์เสีย!”
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่เดียวดายเหนือเมฆา กับนางเซียนผู้ตัดขาดโลกีย์•ตอนที่ 1
คมกระบี่ท่ามกลางหิมะ
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายเหนือเมฆา กับนางเซียนผู้ตัดขาดโลกีย์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
