“ถอยไป... อย่าเข้ามาใกล้ข้า!”
น้ำเสียงที่เคยดังก้องด้วยความเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กลับสั่นสะท้านเล็กน้อย เซียนหานเยว่ถอยร่นจนแผ่นหลังบอบบางแนบชิดกับผนังถ้ำน้ำแข็งอันเหน็บหนาว ดวงตาคู่หงส์ที่เคยสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในยามวิกาล บัดนี้กลับฉายแววตื่นตระหนกและเจ็บปวดอย่างล้ำลึก เส้นผมสีดำสนิทล้อมกรอบใบหน้าอันงดงามที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดมิใช่ความหนาวเหน็บรอบกาย แต่คือประกายแสงสีดำทมิฬที่แล่นริ้วผ่านนัยน์ตาคู่นั้น เป็นสัญญาณเตือนว่า ‘ตราพันธนาการมาร’ กำลังกัดกินจิตวิญญาณและควบคุมร่างของนางทีละน้อย
หลี่เฟยหลงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีครามเข้มไม่ได้แสดงความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองหญิงสาวด้วยแววตาที่ลุ่มลึกและคมกริบดั่งคมกระบี่ ไร้ซึ่งความลังเล มีเพียงความเด็ดเดี่ยวของผู้บำเพ็ญวิถีกระบี่ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน
เบื้องหลังของพวกเขาทั้งสองคือปากถ้ำที่ถูกผนึกตายสนิทด้วยศิลาผนึกปราณโบราณ ซึ่งถล่มลงมาปิดตายจากกลไกอันชั่วร้ายของศัตรูที่ซุ่มโจมตี แรงระเบิดเมื่อครู่ไม่เพียงแต่กักขังพวกเขาไว้ในคุกน้ำแข็งใต้ภูหาญกล้า แต่ยังทำลายเส้นทางหลบหนีจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดและไอน้ำแข็งที่พร้อมจะแช่แข็งโลหิตในกายให้กลายเป็นผุยผง
“เจ้าคิดจะใช้กระบี่เล่มนั้นแทงข้าจริงๆ งั้นหรือ หานเยว่” หลี่เฟยหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงถ้ำน้ำแข็ง ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัด
เซียนหานเยว่กัดริมฝีปากจนห่อเลือด รสชาติคาวสนิมคละคลุ้งในช่องปาก แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับความเจ็บปวดที่กำลังฉีกกระชากจิตวิญญาณของนาง นางพยายามใช้พลังปราณเหมันต์กดขี่ไอวิญญาณมารที่กำลังแผ่ซ่าน แต่มันยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นราวกับเปลวเพลิงที่ถูกราดด้วยน้ำมัน
“ข้า... ควบคุมตัวเองไม่ได้... หลี่เฟยหลง เจ้าจงใช้กระบี่ของเจ้า... สังหารข้าเสีย! ก่อนที่ข้าจะลงมือกับเจ้า!” นางเค้นเสียงลอดไรฟัน ฝ่ามือเรียวสั่นเทาขณะกำด้ามกระบี่ประจำกาย ปลายกระบี่สั่นระริกชี้ตรงมายังหัวใจของชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก แม้ในใจจะกรีดร้องห้ามปราม แต่มือข้างนั้นกลับขยับคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
ในวิถีแห่งเซียนและมาร ความรักคือสิ่งต้องห้าม ทว่าในยามที่ความเป็นความตายอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยปิดตายกลับเปิดออกรับอีกฝ่ายอย่างหมดสิ้น
หลี่เฟยหลงไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขาก้าวเข้าไปหาหญิงสาวทีละก้าวอย่างมั่นคง เสียงฝีเท้ากระทบพื้นน้ำแข็งดัง ‘ก๊อก... ก๊อก...’ ราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งชะตากรรม แววตาของเขาไม่ได้มองที่ปลายกระบี่อันคมกริบ แต่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังต่อAสู้กับความมืดมิดของนาง
“ข้าคือหลี่เฟยหลง ผู้ฝึกฝนวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ กระบี่ในมือข้าไม่เคยสังหารคนรัก และไม่มีวันยอมให้ผู้ใดมาพรากเจ้าไปจากข้า... แม้กระทั่งสวรรค์ หรือแม้กระทั่งตัวเจ้าเองก็ตาม”
สิ้นคำพูดอันทรงพลัง ร่างของหลี่เฟยหลงก็พุ่งเข้าประชิดตัวในพริบตา ความเร็วของเขาเหนือล้ำยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ นิ้วมือแข็งแกร่งดั่งคีมเหล็กกดลงที่จุดชีพจรสำคัญบนไหล่และข้อมือของเซียนหานเยว่ด้วยความแม่นยำขั้นสุดยอด ปราณกระบี่สีครามบริสุทธิ์ทะลักเข้าสู่ร่างของนางเพื่อสกัดกั้นไอวิญญาณมารไม่ให้ลุกลาม
“อ๊ะ...” เซียนหานเยว่ครางแผ่วเบาด้วยความตกใจ พลังปราณอันอบอุ่นและทรงพลังของชายหนุ่มไหลบ่าเข้าสู่เส้นลมปราณของนาง ปะทะเข้ากับตรามารสีดำอย่างดุเดือด เสียงอัสนีบาตคำรามก้องอยู่ในห้วงสำนึกของทั้งคู่ แรงกดดันมหาศาลแผ่ขยายออกไปจนผนังน้ำแข็งรอบด้านปริร้าวเป็นรอยแยกนับพันสาย
การต่อสู้ไม่ได้อยู่ภายนอก แต่มันคือสงครามจิตวิญญาณภายในร่างของเซียนหานเยว่ หลี่เฟยหลงใช้ร่างของตนเองเป็นสะพานเชื่อม ถ่ายทอดวิถีกระบี่และจิตใจอันแน่วแน่เข้าช่วยเหลือหญิงสาว แม้ว่าไอวิญญาณมารจะย้อนกลับมาทำร้ายอวัยวะภายในของเขาจนกระอักโลหิตสีแดงฉานไหลรินมุมปาก แต่แววตาของเขากลับยิ่งทอประกายดุเดือดและทะนงองอาตมากขึ้น
“อดทนไว้...” เสียงกระซิบของเขาชิดริมหูของนาง แฝงไปด้วยพลังแห่งชีวิตที่ไม่อาจยอมจำนนต่อโชคชะตา
อุณหภูมิในถ้ำลดต่ำลงจนถึงขีดสุด ลมหายใจกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง เกราะป้องกันปราณรอบกายเริ่มสั่นคลอน ความหนาวเหน็บระดับที่จะแช่แข็งวิญญาณกำลังคืบคลานเข้ามา ทั้งสองต้องแนบชิดกันเพื่อถ่ายทอดไออุ่นและประสานพลังปราณต้านทานความตายที่รายล้อม
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ในความมืดมิดและหนาวยะเยือก เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกันของคนทั้งคู่คือสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่
ทว่า ท่ามกลางความเงียบงันอันกดดันนั้นเอง...
จู่ๆ เสียงฝีเท้าปริศนาดังแว่วมาจากส่วนลึกของถ้ำน้ำแข็ง—ส่วนลึกที่ควรจะเป็นทางตันและไม่มีผู้ใดเข้าถึง!
เซียนหานเยว่ลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน นัยน์ตาสีดำสนิทกลับคืนสู่ความใสกระจ่าง แม้ร่างกายจะยังอ่อนล้า แต่นางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แหลมคมยิ่งกว่ากระบี่ ซึ่งกำลังพุ่งตรงมายังจุดที่พวกเขาทั้งสองกำลังไร้ทางป้องกัน
หลี่เฟยหลงหรี่ตาลงคมกริบ กระบี่ไร้ลักษณ์ในห้วงจิตสำนึกส่งเสียงคำรามก้องสะท้อน เขากอดกระชับร่างของหญิงสาวไว้ในวงแขนข้างหนึ่ง ขณะที่มืออีกข้างค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างกาย
ในความมืดมิดเบื้องหน้า เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากม่านหมอกน้ำแข็ง ร่างนั้นสวมชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าสวมหน้ากากเงินครึ่งซีก ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับทำให้แม้แต่ยอดฝีมืออย่างหลี่เฟยหลงต้องขนลุกชัน
“ไม่นึกเลยว่า... ตราพันธนาการมารจะทำลายพวกเจ้าไม่สำเร็จ” น้ำเสียงแหบพร่าราวกับมาจากขุมนรกดังขึ้น พร้อมกับที่ผู้มาเยือนยกมือขึ้นสะบัดเบาๆ
เศษน้ำแข็งนับหมื่นชิ้นพลันเปลี่ยนสภาพเป็นคมหอกนับไม่ถ้วน พุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งสองด้วยความเร็วราวดาวตก และในวินาทีเป็นตายนั้นเอง เงาร่างที่สวมหน้ากากเงินก็เอ่ยประโยคที่ทำให้เลือดในกายของหลี่เฟยหลงแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง...
“ฮ่าๆๆ หลี่เฟยหลง... เจ้าคิดว่ามารดาของเจ้าที่ตายไปเมื่อสิบปีก่อน เป็นฝีมือของใครกันเล่า?”
ติดตามตอนต่อไป...
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับผม ขอบคุณมากครับ
กระบี่เดียวดายเหนือเมฆา กับนางเซียนผู้ตัดขาดโลกีย์•ตอนที่ 3
ชะตาต้องมนตรา
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายเหนือเมฆา กับนางเซียนผู้ตัดขาดโลกีย์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
