กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและสารฟอร์มาลีนเจือจางในห้องเก็บศพใต้ดินไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเสียงกระซิบที่ดังอยู่ข้างใบหูของเธอในตอนนี้ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงแว่วต่ำพร่าในภาษาที่ตายไปแล้ว—ภาษาฮิตไทต์โบราณที่รินรดาใช้เวลาค่อนไปครึ่งชีวิตในการแปล แต่วันนี้... เธอกลับเข้าใจมันโดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรมแม้แต่หน้าเดียว
"เธอจำรสชาติของโลหิตบนแท่นบูชาไม่ได้แล้วหรือ... ภัณฑารักษ์ผู้หลงลืม"
รินรดาสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับลมหายใจที่หอบกระชั้น ร่างเพรียวบางภายใต้เสื้อคลุมไหมพรมสีเข้มสั่นเทาเล็กน้อย ความเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศในห้องทำงานของพิพิธภัณฑ์ แต่มาจากเหงื่อกาฬที่ซึมตามไรผม แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบกองเอกสารการบูรณะโบราณวัตถุระเกะระกะ ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองไปรอบห้องด้วยความหวาดระแวง ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวราวกับสัตว์ป่าที่รับรู้ถึงภัยคุกคามในพงไพร
นี่ไม่ใช่ความฝันแรก... และเธอก็รู้ดีว่ามันจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
ความฝันที่เริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของเธอทีละน้อย ภาพของมีดสำริดที่อาบไล้ด้วยเลือดสีดำสนิท แท่นหินวงกลมที่รายล้อมด้วยเงาดำทะมึน และเสียงสวดสรรเสริญเทพเจ้าแห่งความตายที่ดังก้องอยู่ในกะโหลกศีรษะ ทุกรายละเอียดคมชัดราวกับเธอเคยยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้นจริงๆ ทั้งที่ในความเป็นจริง รินรดาเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ผู้ยึดมั่นในหลักฐานเชิงประจักษ์
"คุณยังไม่กลับอีกหรือครับ ริน"
เสียงทุ้มต่ำเรียบเฉยดังขึ้นที่กรอบประตู ทำให้รินรดารีบดึงสติกลับมาแล้วเงยหน้าขึ้นมอง ศรุตยืนพิงกรอบประตูในชุดเสื้อเชื้อพับแขนเผยให้เห็นท่อนแขนแข็งแกร่ง ใบหน้าคมคายไร้รอยยิ้มตามแบบฉบับแพทย์นิติเวชผู้เย็นชา แต่ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นกลับฉายแววพิจารณาอย่างลึกซึ้งขณะกวาดตามองสภาพอิดโรยของเธอ
"ฉันมีงานต้องสะสางค่ะ คุณศรุตเองก็ดึกเหมือนกันนี่คะ หรือว่าผลชันสูตรศพเมื่อวานมีปัญหาอะไร" รินรดากลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงด้วยการก้มหน้าลงจัดกองเอกสาร มือเรียวบางสั่นเทาจนเกือบทำปากกาหลุดร่วง
ศรุตสังเกตเห็นความผิดปกตินั้นทันที ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยฝีเท้าเงียบกริบราวกับเสือดาว กลิ่นอายเฉพาะตัวของฟอร์มาลีนและบุหรี่ราคาแพงจางๆ ลอยมาแตะจมูก เขาดึงเก้าอี้ตรงข้ามมานั่งลงโดยไม่ได้รับอนุญาต สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องใบซีดเซียวของหญิงสาวราวกับจะทะลุผ่านเข้าไปในความคิด
"คุณไม่ได้นอนมาสามวันแล้ว ริน" ศรุตเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่มันแฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้ "และชีพจรของคุณตอนนี้เต้นเร็วกว่าปกติถึงสิบครั้งต่อนาที... ในฐานะแพทย์ ฉันบอกได้เลยว่าคุณกำลังเผชิญกับภาวะเครียดเฉียบพลันจนระบบประสาทแปรปรวน แต่ในฐานะคนที่ร่วมมือกับคุณ... ฉันคิดว่าคุณกำลังซ่อนอะไรบางอย่าง"
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยตวัดขึ้นมองสบตากับแพทย์หนุ่มอย่างไม่ยอมแพ้ แม้ภายในใจจะหวาดกลัวภาพหลอนพวกนั้นจนแทบคลั่งก็ตาม
"คุณนี่ช่างสังเกตทุกเรื่องสินะคะ ยกเว้นเรื่องหัวใจของตัวเอง" เธอจงใจใช้คำพูดเชือดเฉือนเพื่อสร้างระยะห่าง "ฉันแค่พักผ่อนน้อย ไม่จำเป็นต้องให้คุณมาวินิจฉัยอาการทางจิตหรอกค่ะ"
ศรุตไม่โกรธ เขาเพียงโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนรินรดาได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย ปลายจมูกโด่งเป็นสันคมอยู่ห่างจากเธอเพียงคืบ แววตาสีเทาเข้มคู่นั้นลุ่มลึกและมืดมนราวกับหลุมดำที่พร้อมจะดึงดูดทุกสิ่งเข้าไป
"ความเครียดทั่วไปไม่ทำให้คนเราฝันร้ายถึงพิธีกรรมบูชายัญยุคสำริดหรอก รินรดา" ศรุตเอ่ยชื่อเต็มของเธอด้วยน้ำเสียงต่ำพร่าที่ทำให้แผ่นหลังของหญิงสาวเย็นวาบ "และที่สำคัญ... คุณไม่ได้แปลความหมายของอักษรพวกนั้นในความฝัน แต่คุณ 'จำ' มันได้ต่างหาก"
คำพูดของศรุตเหมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจ รินรดานิ่งงัด ร่างกายแข็งทื่อเป็นหิน เธอไม่เคยบอกใครเรื่องเนื้อหาในความฝัน แล้วเขา... รู้ได้อย่างไร? หรือว่าเขาเองก็...
"คุณ... หมายความว่ายังไง" เสียงของเธอกระท่อนกระแท่นอย่างปิดไม่มิด
ก่อนที่ศรุตจะได้เอ่ยคำตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงเคาะประตูก็ก้องขึ้นขัดจังหวะ ดร.อคินก้าวเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มสุภาพตามแบบฉบับนักมานุษยวิทยาผู้ใจดี แต่แววตาหลังกรอบแว่นสายตากลับประกายแสงประหลาดที่รินรดาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
"ขอโทษที่รบกวนเวลาส่วนตัวนะครับ แต่ผมคิดว่าเรามี 'แขก' ที่ต้องการให้คุณดูหน่อยแล้วล่ะครับ คุณรินรดา" อคินผายมือไปทางทางเดินมืดสลัวด้านนอก "ตำรวจเพิ่งขุดพบวัตถุโบราณชิ้นใหม่จากไซต์งานก่อสร้างใกล้แม่น้ำ... และสลักชื่อของคุณเอาไว้"
รินรดาและศรุตสบตากันชั่วพริบตา เคมีอันตรายระหว่างพวกเขาสลายตัวไปในทันที ถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดระลอกใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
หญิงสาวลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินตามดร.อคินไปยังห้องโถงจัดแสดง บนโต๊ะสแตนเลสเย็นเยียบภายใต้แสงไฟสว่างจ้า กล่องไม้โบราณที่ถูกกัดกร่อนด้วยสนิมเขียววางอยู่ตรงนั้น ฝาโลงศพจำลองขนาดเล็กสลักลวดลายประหลาดที่รินรดาคุ้นเคยดีจาก 'ความฝัน' เมื่อคืนนี้
และเมื่อเธอเอื้อมมือไปสัมผัสผิวโลหะเย็นเฉียบนั้น เสียงกระซิบภาษาฮิตไทต์ก็ดังขึ้นอีกครั้งในหัว... แต่มันไม่ใช่เสียงแว่วไกลอีกต่อไปแล้ว มันดังชัดเจนราวกับมีใครบางคนยืนอยู่ข้างหลัง กระซิบคำพูดที่ทำให้เลือดในกายของเธอจับตัวเป็นน้ำแข็ง
*“ในที่สุด... เธอก็กลับมาหาฉันแล้ว ผู้สืบทอดแห่งเงาจันทรา”*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ - **เงาจันทราลี้ลับ**
นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร•ตอนที่ 13
เมื่อความจริงเริ่มกัดกิน
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชผู้ลบล้างเงา กับภัณฑารักษ์ไร้ชีพจร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!