“ถ้าคิดว่าการเอาเศษเหล็กพวกนี้มาวางระเกะระกะจะทำให้งานดูมีราคาขึ้น ฉันว่าคุณควรไปสมัครเป็นศิลปินแนวแอบสแตรกต์ดีกว่ามาเป็นผู้รับเหมานะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลกดังขึ้นเหนือหัว มินตราที่กำลังก้มหน้าก้มตาตรวจสอบความเรียบร้อยของโครงเหล็กชะงัก เธอค่อยๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง สะบัดผมลอนยาวที่ปรกหน้าไปด้านหลัง ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง
ธามไท สถาปนิกหนุ่มเจ้าของโปรเจกต์ ‘The Muse’ ยืนกอดอกอยู่ตรงนั้น ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนดูเนี๊ยบจนขัดกับบรรยากาศไซต์งานที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองกองวัสดุด้วยความรู้สึกรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะคุณสถาปนิก” มินตราแค่นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “แต่ถ้าคุณอ่านแบบแปลนให้ละเอียดกว่านี้สักนิด จะเห็นว่านี่คือวัสดุที่ต้องใช้ในเฟสถัดไป ซึ่งฉันจัดวางตามความเหมาะสมของพื้นที่ ไม่ใช่เอามา ‘วางทิ้ง’ เหมือนที่สมองอันปราดเปรื่องของคุณกำลังตีความ”
ธามไทเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเฉยเมยเริ่มเปลี่ยนเป็นประกายกร้าว เขาเดินเข้ามาใกล้จนมินตราได้กลิ่นน้ำหอมแนววู้ดดี้จางๆ ผสมกับกลิ่นอายของความหยิ่งผยองที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
“ความเหมาะสมเหรอ?” เขาสวนกลับทันควัน “พื้นที่หน้างานคือหัวใจของความปลอดภัย การที่คุณวางของสะเปะสะปะแบบนี้ มันบ่งบอกถึงมาตรฐานงานที่ห่วยแตก ต่อให้แบบแปลนจะสวยหรูแค่ไหน แต่ถ้าคนคุมงานไร้ความเป็นมืออาชีพ มันก็แค่เศษกระดาษที่รอวันพังลงมา”
มินตรากำปากกามาร์กเกอร์ในมือแน่น เธอไม่ได้โกรธจนสั่น แต่ความอดทนที่มีต่อพวกมนุษย์สมบูรณ์แบบนิสัยเสียกำลังจะหมดลง เธอตัดสินใจก้าวเข้าไปประชิดตัวเขาจนปลายจมูกเกือบจะชนกัน
“ห่วยแตกเหรอคะ?” เธอทวนคำด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าแฝงความดุดัน “ถ้ามาตรฐานของฉันมันห่วยแตก ทำไมบริษัทระดับคุณถึงเลือกจ้างบริษัทเล็กๆ อย่างฉันมาล่ะคะ หรือเพราะว่าสถาปนิกเก่งๆ ที่คุณรู้จักเขาไม่อยากร่วมงานกับคนที่มีอีโก้สูงจนลืมมองโลกความเป็นจริงกันแน่?”
ธามไทนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจอุ่นๆ ของหญิงสาวปะทะเข้ากับใบหน้าเขา ความใกล้ชิดที่ไม่ได้ตั้งตัวทำให้หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติของเขากระตุกวูบ แต่เขาก็ยังคงรักษามาดนิ่งเอาไว้ได้อย่างแนบเนียน
“ผมเลือกคุณเพราะราคาถูก” เขาโกหกคำโต ทั้งที่ความจริงเขาเลือกเธอเพราะเห็นชื่อในพอร์ตโฟลิโอแล้วรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ ‘น่าสนใจ’ เกินกว่าจะปล่อยให้ไปทำงานกับคนอื่น “อย่าสำคัญตัวผิดไปหน่อยเลย”
“งั้นก็ดีค่ะ” มินตราถอยออกมาหนึ่งก้าวอย่างเป็นผู้ชนะ “เพราะถ้าแค่การวางของแค่นี้คุณยังรับไม่ได้ งั้นเชิญคุณไปตรวจดูรอยเชื่อมที่เสาต้นที่สามโน่นเลยค่ะ ฉันมั่นใจว่าถ้าคุณอยากจะหาที่ติ คุณจะเจอมัน... แต่ต้องหาให้เจอก่อนนะ เพราะมันไม่มีให้คุณติหรอก”
ธามไทเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาจ้องมองใบหน้าเรียวสวยที่เชิดขึ้นอย่างถือดีนั่นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ทั้งอยากจะกดให้จมดินและอยากจะคว้ามาจูบสั่งสอนให้หายปากดีไปพร้อมๆ กัน
“จำคำพูดของคุณไว้ให้ดี มินตรา” ธามไทก้าวเข้ามาประชิดตัวอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกับเสาเหล็กข้างตัวเธอ กักขังร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน “ถ้าผมเจอข้อผิดพลาดแม้แต่นิดเดียว อย่าหาว่าผมไม่เตือน เพราะผมจะไม่ปล่อยให้งานของผมต้องพังเพราะความดื้อรั้นของคุณ”
“ถ้าทำได้ ก็เชิญเลยค่ะคุณสถาปนิก” เธอท้าทายด้วยสายตาที่ไม่มีความเกรงกลัว
ในจังหวะที่บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่กำลังคุกรุ่นไปด้วยแรงปะทะ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังแทรกเข้ามาพร้อมกับเสียงหัวหน้าคนงานที่ตะโกนเรียกด้วยความตื่นตระหนก
“คุณมินตราครับ! เกิดเรื่องแล้วครับ! โครงสร้างที่เพิ่งเชื่อมไป... มันเริ่มมีรอยร้าว!”
ธามไทหันขวับไปมองทางทิศที่เสียงดังมาจาก ก่อนจะหันกลับมามองมินตราที่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ รอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากของเขากลับมาอีกครั้ง แต่มันกลับดูลึกซึ้งและน่าขนลุกกว่าเดิม
“ดูเหมือนว่า ‘เศษกระดาษ’ ของผม กำลังจะพังลงมาจริงๆ ด้วยสินะ”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเริ่มต้นความวุ่นวายครั้งนี้ แล้วมาลุ้นกันต่อนะคะว่ามินตราจะกู้ชื่อเสียงตัวเองคืนมาอย่างไร หรือธามไทจะเป็นคนช่วยเธอไว้กันแน่ค่ะ!
แปลนรักฉบับนี้มีไว้ให้เธอพักใจ•ตอนที่ 1
แบบแปลนแห่งความซวย
ผลงานโดย ไวโอเล็ตการ์เด้น
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไวโอเล็ตการ์เด้น)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แปลนรักฉบับนี้มีไว้ให้เธอพักใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
