กริูดดด! เสียงกรีดร้องของกระดาษไขแผ่นใหญ่ที่ถูกดึงออกจากกระบอกพลาสติกอย่างแรงดังขึ้น ท่ามกลางห้องประชุมแอร์เย็นฉ่ำของค่ายหนัง ‘สกายไลท์ ฟิล์ม’ แต่บรรยากาศกลับร้อนระอุราวกับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
“นี่นะคะ คือแปลนสเกตช์เฟสแรกของสตูดิโอถ่ายทำ ที่ฉันออกแบบตามโจทย์ที่คุณธนัชชาต้องการทุกประการ... ไม่มีอะไรเกินงบ และไม่มีอะไรนอกกรอบบรีฟแน่นอนค่ะ”
พิมพ์รตา หรือที่ใครต่อใครในวงการสถาปนิกเรียกว่า ‘สถาปนิกมือเหล็ก’ วางแปลนพิมพ์เขียวลงบนโต๊ะไม้สักขนาดยักษ์ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย ปริญญาโทจากลอนดอนและการันตีด้วยรางวัลระดับประเทศหลายสถาบัน ทำให้เธอมั่นใจว่าผลงานชิ้นนี้ไร้ที่ติอย่างแน่นอน
ทว่า... คนที่นั่งไขว่ห้างอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับแค่นึ่งยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่ชวนให้คนมองอยากจะเดินไปคว่ำกาแฟใส่หน้าสักที
ธนัชชา ผู้กำกับภาพยนตร์สาวไฟแรง เจ้าของสายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดีไซน์เก๋ ปรายตามองแปลนสเกตช์นั้นราวกับมันเป็นแค่เศษกระดาษรองกรงหนู เธอค่อยๆ วางปากกาหมึกซึมในมือลง เลื่อนตัวเข้าหาโต๊ะแล้วกวาดสายตาไล่ดูทีละบรรทัดด้วยท่าทีเยือกเย็น
“ไร้ที่ติในกระดาษค่ะ... แต่ใช้จริงไม่ได้เรื่องเลยสักนิด”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เชือดเฉือนทำเอาพิมพ์รตาถึงกับชะงัก รอยยิ้มมั่นใจบนใบหน้าสวยคมแข็งค้างไปชั่วขณะ
“คุณว่ายังไงนะคะ?” พิมพ์รตาเลิกคิ้วขึ้นสูง เสียงทุ้มต่ำแต่เจือไปด้วยความไม่พอใจเริ่มลอดไรฟัน “ช่วยกรุณาใช้สมองและตาคู่สวยๆ ของคุณมองให้ดีอีกรอบนะคะคุณผู้กำกับ แปลนนี้ฉันใช้เวลาคิดวิเคราะห์พฤติกรรมทีมงานในกองถ่ายของคุณมาเป็นเดือน การจัดวางทางเดิน มุมกล้อง การหมุนเวียนแสงธรรมชาติ มันถูกคำนวณด้วยหลักฟิสิกส์และสถาปัตยกรรมชั้นสูง ไม่ใช่จับฉลากได้มาจากไหน!”
“เหอะ หลักฟิสิกส์เหรอคะ?” ธนัชชาหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเย้ยหยันชัดเจนจนคนฟังเลือดขึ้นหน้า ร่างเพรียวในชุดสูทเข้ารูปสีดำลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวข้ามโต๊ะเข้ามาใกล้จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงคืบเดียว “คุณสถาปนิกจบจากนอกเมืองผู้ดีมาสินะคะ ถึงได้คิดว่าโลกนี้มันหมุนตามตำราเป๊ะๆ คุณเอาอะไรมามั่นใจว่าพื้นที่ตรงนี้... ทางออกฉุกเฉินกว้างสามเมตรครึ่ง จะไม่เกะกะฉากไล่ล่าพาร์ทไคลแมกซ์ที่ฉันวางแผนไว้ล่ะคะ? หรือว่าคุณคิดว่าหนังของฉันมันคือสารคดีชีวิตสัตว์โลก ที่นักแสดงต้องเดินเรียงแถวตามเส้นที่คุณขีดไว้?”
“มันเป็นทางเดินตามกฎความปลอดภัยสากลค่ะ! หรือคุณอยากให้กองถ่ายคุณไฟไหม้แล้วหนีไม่ทันตายห่าคาเซ็ต ถึงจะพอใจคะ!” พิมพ์รตากระแทกเสียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสนิทของอีกฝ่ายแบบไม่มีใครยอมหลบตา บรรยากาศรอบตัวคุกรุ่นจนมีนารา โปรดิวเซอร์สาวที่นั่งมุมห้องถึงกับต้องยกมือขึ้นนวดขมับด้วยความปวดหัว
นี่คือการพบกันวันแรกของ ‘สถาปนิกผู้เนี๊ยบทุกกระเบื้อง’ กับ ‘ผู้กำกับจอมจู้จี้ที่สนแต่ความสมบูรณ์แบบทางอารมณ์’ ความคิดเห็นที่สวนทางกันสุดขั้วทำให้ห้องประชุมกลายเป็นสังขเวียนย่อมๆ
“กฎสากลอะไรนั่น เก็บใส่กระเป๋าแล้วไสมันกลับอังกฤษไปเถอะค่ะ” ธนัชชาพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างหงุดหงิด เธอจ้องมองริมฝีปากที่กำลังเถียงฉอดๆ ของสถาปนิกสาวด้วยความรู้สึกประหลาด—ยัยนี่ดื้อรั้นเป็นบ้า แถมเวลาโกรธ... แก้มเนียนนั่นก็ขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ามองชะมัด
“คุณธนัชชา! นี่มันดูถูกกันเกินไปแล้วนะคะ ถ้าคิดจะหาเรื่องกันตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามา ก็บอกกันตรงๆ เถอะค่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งเถียงกับคนไม่มีเหตุผลอย่างคุณ!” พิมพ์รตากวาดกระดาษพิมพ์เขียวทั้งหมดรวบเข้าหากันด้วยความโกรธจัด มือเรียวสั่นน้อยๆ ด้วยความโมโหที่ผลงานชิ้นเอกโดนเหยียบย่ำไม่เป็นชิ้นดี
“ฉันไม่ได้หาเรื่องค่ะ ฉันแค่พูดความจริง... ในฐานะ ‘เจ้าของบ้าน’ ที่ต้องทำงานในพื้นที่นั้นจริงๆ” ธนัชชายังคงกอดอกนิ่ง น้ำเสียงเย้าหยวนแต่แฝงความร้ายกาจถูกส่งออกมา “ถ้าแก้ตามที่ฉันบอกไม่ได้ ก็เชิญทำหนังสือขอถอนตัวออกไปได้เลยนะคะ ทางเรายินดีจ่ายค่าเสียเวลาตามกฎหมาย”
“ฝันไปเธอก่อนเถอะค่ะ! คนอย่างพิมพ์รตา ไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับคนเอาแต่ใจตัวเองหรอกนะ!”
พิมพ์รตาสะบัดหน้าพรืดเตรียมจะหมุนตัวเดินฮึดฮัดออกจากห้องประชุมให้รู้แล้วรู้รอด แต่ทว่า... ในวินาทีที่เธอก้าวเท้าถอยหลัง ข้อเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงคู่สวยกลับพลิกเข้าหาตัวอย่างไม่ทันตั้งตัว!
“อุ๊ย!”
อุบัติเหตุเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะตั้งรับ ร่างระหงของสถาปนิกสาวเซถลาล้มลงไปข้างหลัง และด้วยสัญชาตญาณ ธนัชชาที่ยืนประชิดตัวอยู่ก่อนแล้วจึงพุ่งตัวคว้าเอวบางเอาไว้ได้อย่างเฉียดฉิว แรงเหวี่ยงทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปกองบนพรมหนานุ่มด้วยกันทั้งคู่
พรึ่บ!
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดเข้าหากันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าปลายจมูกเกือบจะชนกัน พิมพ์รตาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ มือเรียวที่กำแปลนพิมพ์เขียวอยู่เมื่อครู่ เปลี่ยนมาทาบลงบนแผ่นอกอحนกว้างของคนด้านบนอย่างลืมตัว ความนุ่มนวลของลาดไหล่และกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ เอกลักษณ์เฉพาะตัวของธนัชชาโชยเข้าแตะจมูกจนหัวใจดวงน้อยเต้นรำผิดจังหวะ
ธนัชชานิ่งค้างไปเช่นกัน ดวงตาคมกริบกวาดมองพวงแก้มใสที่ขึ้นสีแดงจัดลามไปถึงใบหู แววตาดุร้ายเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลุ่มลึกที่ยากจะคาดเดา ปลายนิ้วเรียวที่ยังคงโอบรอบเอวบางกระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ปล่อยนะคะ...” พิมพ์รตาเอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่วันหายไปไหนหมดไม่รู้ เหลือเพียงความสั่นไหวแปลกประหลาดที่วิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
ธนัชชายังไม่ยอมขยับตัวไปไหน ใบหน้าสวยคมโน้มต่ำลงไปใกล้กว่าเดิม นัยน์ตาสีเข้มจ้องมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันด้วยความประหม่า ก่อนจะกระซิบบดandชิดข้างใบหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่ทำเอาคนฟังขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“พิมพ์รตา... ปากเก่งแบบนี้ แปลนหน้า... หวังว่าจะทำได้ดีกว่านี้นะคะ”
แกร๊ก! เสียงลูกบิดประตูด้านหน้าห้องประชุมถูกบิดเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของบุคคลที่สามที่ก้าวเข้ามาอย่างไร้จังหวะ...
——————————
🙏 กลิ่นลิลลี่สีขาวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากแรกไปด้วยกันนะคะ ❤️
สถาปนิกสาวกับผู้กำกับกองถ่ายจอมจู้จี้•ตอนที่ 1
พิมพ์เขียวแรกที่ไร้รอยยิ้ม
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับผู้กำกับกองถ่ายจอมจู้จี้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
