โลหิตสีชาดหยดลงกระทบพื้นศิลาโบราณ ส่งเสียงกังวานดุจเสียงระฆังสำริดในวิหารร้าง ภายในถ้ำลึกลับใต้หุบเขาอัสนีบาต แรงกดดันจากอาคมโบราณหนักหน่วงจนแม้แต่ลมหายใจยังคล้ายถูกบีบอัดเป็นก้อนน้ำแข็ง หลี่มู่เฉินยืนตระหง่านราวกับยอดเขาที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ฟ้าดิน ร่างกายของเขาท่วมท้นด้วยคราบโลหิตและร่องรอยการต่อสู้ แต่นัยน์ตากลับคมกริบดุจปลายกระบี่ที่เพิ่งผ่านการลับคมจากขุมนรก
เบื้องหน้าของเขาคือแท่นหินอัสดง ที่ซึ่งอาวุธในตำนานอันเป็นเป้าหมายของการเดินทางอันยาวนานและนองเลือดนี้ปักอยู่
"มู่เฉิน... พลังกดดันตรงนั้นมันผิดธรรมชาติ เจ้าถอยมาก่อนเถอะ" เสียงหวานกังวานแต่เจือด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัดดังขึ้นจากด้านหลัง เซียนเฟยหลันยืนประคองร่างที่บอบช้ำของตนเองพิงผนังถ้ำ ดวงตาคู่คมดุจหงส์มองตรงไปยังแท่นหินด้วยความหวาดหวั่น แม้นางจะเป็นถึงศิษย์พี่หญิงผู้เยือกเย็นและเกรียงไกร ทว่าไอปราณรอบกายแท่นหินเวลานี้กลับน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่ผู้ฝึกตนขอบเขตทั่วไปจะทานทน
หลี่มู่เฉินมิได้หันกลับไปมอง นางไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าแววตาของเขาในยามนี้เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวปนความอาลัยรักเพียงใด เขากำกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่อกระดูกขาวโพลน
"ศิษย์พี่... เส้นทางที่ข้าเลือกเดิน หาใช่เส้นทางที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่ทรงพลัง "หากวันนี้ข้าไม่สยบมัน เกรงว่าคำกล่าวอ้างเรื่องการทวงคืนความยุติธรรมคงเป็นได้เพียงลมปากของคนขี้แพ้"
สิ้นคำ หลี่มู่เฉินก็ก้าวเท้าเข้าหาแท่นหินอัสดงทีละก้าว ทันใดนั้น แรงโน้มถ่วงมหาศาลก็พุ่งเข้ากดทับบ่าทั้งสองข้างราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบด้วยความเจ็บปวด อาคมป้องกันโบราณกรีดแทะผิวเนื้อจนโลหิตไหลซึมอาภรณ์ขาดวิ่น ทว่าเขากลับไม่ส่งเสียงร้องคร่ำครวญแม้แต่ครึ่งคำ มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปาก ชายหนุ่มเร่งโคจรเคล็ดวิชามหาเทพกลืนนسาฟ้า ปราณสีครามเข้มระเบิดออกจากร่างต้านทานแรงกดดันจนเกิดเสียงระเบิดก้องกังวาน
เป้าหมายของเขาอยู่ที่นั่น... ใจกลางแท่นหิน
อาวุธที่เหล่าทวยเทพและมารร้ายต่างแย่งชิงกันมานับหมื่นปี "กระบี่ราชันย์สวรรค์"
รูปลักษณ์ของมันถูกปกคลุมด้วยสนิมเหล็กหนาเตอะและโซ่อัสนีบาตสีดำสนิท ไร้ซึ่งรัศมีแห่งความเกรียงไกรในคราแรกมอง ทว่าเมื่อหลี่มู่เฉินก้าวเข้ามาอยู่ในระยะประชิด หัวใจในอกของเขากลับเต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกับเสียงคำรามของฟ้าดิน รอยสักรูปมังกรครามบนแผ่นหลังร้อนผ่าวราถูกแผดเผาด้วยไฟโลกันตร์
"เจ้ารอคอยเจ้านายผู้คู่ควรมาเนิ่นนานเกินไปแล้วสินะ..." หลี่มู่เฉินพึมพำกับความว่างเปล่า มือขวาที่สั่นเทาเอื้อมออกไปคว้าด้ามกระบี่ที่ห่อหุ้มด้วยโซ่อาคม
*เปรี้ยง!*
สายฟ้าสีดำสนิทสายหนึ่งผ่าทะลุเพดานถ้ำลงมาปะทะร่างของหลี่มู่เฉินอย่างจัง แรงกระแทกส่งผลให้เขากระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว เลือดคำโตพุ่งทะลักออกจากปาก แววตาของเซียนเฟยหลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ นางพยายามจะพุ่งเข้ามาช่วย แต่ถูกรังสีดาบที่สะท้อนออกมาจากตัวกระบี่ซัดจนกระเด็นไปติดผนังถ้ำ
"อย่าเข้ามา!" หลี่มู่เฉินคำรามลั่น ดวงตากลายเป็นสีทองอร่ามดุจเทพเจ้าผู้ลงทัณฑ์ "นี่คือการทดสะท้อนระหว่างข้ากับมัน ผู้ใดก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้!"
เฟยหลันกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด นางมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลของชายหนุ่ม หัวใจของนางเจ็บปวดร้าวรานยิ่งกว่าถูกคมกระบี่แทงทะลุ แต่นางรู้ดีว่าในยามนี้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเชื่อมั่นในตัวเขา... บุรุษผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อโชคชะตา
หลี่มู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ใช้วิชากลืนกินพลังฟ้าดินดึงเอาไออัสนีรอบตัวเข้าสู่ตันเถียน ร่างกายของเขาพองขยายขึ้นเล็กน้อย เส้นเลือดปูดโปนทั่วร่างราวกับจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เขาก้าวเข้าไปหาแท่นหินอีกครั้งด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิม มือหนาคว้าหมับเข้าที่ด้ามกระบี่ราชันย์สวรรค์อย่างไม่ลังเลอีกต่อไป
ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ มันคือความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของผู้ฝึกตนได้ในพริบตา โซ่อัสนีบาตสีดำพยายามรัดรึงแขนของเขาเพื่อบดขยี้กระดูกให้แหลกสลาย ทว่าหลี่มู่เฉินกลับคำรามก้องฟ้า ปลดปล่อยจิตวิญญาณแห่งมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่หลับใหลออกมาเต็มกำลัง
"ข้าคือหลี่มู่เฉิน! ผู้ใดกล้าจองจำข้า แม้แต่สวรรค์ข้ายังเคยเหยียบย่ำ แล้วเจ้าเป็นตัวอะไร ถึงกล้าปฏิเสธข้า!"
สิ้นเสียงคำราม ท้องฟ้าเหนือหุบเขาอัสนีบาตพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด เมฆหมุนวนเป็นรูปเกลียวพายุขนาดมหึมา สายฟ้าพันד์สายฟาดฟันลงมายังจุดที่พวกเขายืนอยู่ราวกับวันสิ้นโลก อาคมโบราณรอบแท่นหินแหลกสลายเป็นผุยผง สนิมเหล็กที่เคลือบอยู่บนตัวกระบี่ค่อยๆ หลุดร่อนออกทีละน้อย เผยให้เห็นเนื้อโลหะสีทองอร่ามที่สลักลวดลายอักษรเทพโบราณ เปล่งประกายแสงเจิดจ้าบาดตาจนถ้ำทั้งถ้ำสว่างไสวราศụริยันนับร้อยดวง
กระบี่ราชันย์สวรรค์ส่งเสียงร้องก้องกังวานดุจพญาอินทรีผงาดฟ้า แรงกดดันระดับมหาเทพแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ทำให้สัตว์อสูรทั่วทั้งหุบเขาต่างหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว
หลี่มู่เฉินดึงกระบี่ออกจากแท่นหินสำเร็จ!
ร่างของเขายืนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ไอความร้อนพวยพุ่งออกจากผิวหนังราวกับเตาหลอมโลหะ ทว่าในมือของเขานั้น บัดนี้ได้ครอบครองอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในใต้หล้า ไร้ซึ่งผู้ใดต่อกร รัศมีกระบี่เพียงนิดเดียวก็เพียงพอที่จะผ่าผืนฟ้าออกเป็นสองเสี่ยง
เซียนเฟยหลันมองภาพนั้นด้วยความทึ่งและโล่งใจ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่งดงามดุจน้ำแข็งของนาง เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งและงดงามหยาดเยิ้มเสียยิ่งกว่าบุปผาแรกแย้ม
ทว่า... ความเงียบสงบหลังพายุใหญ่กินเวลาเพียงชั่วลมหายใจ
พื้นศิลาเบื้องล่างที่พวกเขาเหยียบอยู่กลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม รอยแยกสีดำสนิทเปิดออกราวกับปากของอสูรร้าย และก่อนที่หลี่มู่เฉินจะได้ตั้งตัว เงาร่างสีดำทมิฬนับร้อยสายก็พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกนั้น พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ฮ่าๆๆๆ... ขอบใจเจ้านักที่ช่วยปลดผนึกกระบี่ราชันย์สวรรค์ให้พวกเรา เหล่ามดปลวกเอ๋ย จงมอบศีรษะและสมบัติชิ้นนั้นมาเสียดีๆ!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางและส่งใจให้มหาเทพผู้คลั่งรักมา ณ ที่นี้นะครับ
เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์•ตอนที่ 39
สมบัติเซียนในตำนาน
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกระบี่คลั่งรัก หนี้แค้นสวรรค์ทวงคืนบัลลังก์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!