กลิ่นอายความชื้นของฝนที่เพิ่งซาลงยังคงลอยอบอวลอยู่ในห้องทำงานคับแคบ ทว่าสิ่งรบกวนสมาธิที่แท้จริงหาใช่กลิ่นอายของดินโคลน หากแต่เป็นความเงียบงันอันหนักอึ้งที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง
"คุณกำลังฝืนตัวเองเกินไปแล้ว ริน"
รวินท์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงทุ้มต่ำของเขาราบเรียบตามวิสัยของนักวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ยึดมั่นในตรรกะและข้อมูลเชิงประจักษ์ นัยน์ตาสีเข้มภายใต้กรอบแว่นสายตาจดจ้องไปยังร่างบางที่นั่งทรุดตัวอยู่บนเก้าอี้หนังสีเข้ม ปลายมือเรียวของเธอกำลังสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ หยดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามขมับ แม้ว่าอุณหภูมิภายในห้องจะค่อนข้างเย็นเยียบก็ตาม
รินรดาเงยหน้าขึ้นช้าๆ แววตาคู่นั้นไม่ได้ฉายแววความมั่นใจและเฉียบคมดังเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา มันเต็มไปด้วยความเปราะบาง ราวกับแก้วเจียระไนชั้นดีที่ถูกทุบตีด้วยค้อนแห่งความทรงจำจนแตกร้าวละเอียด
"ฉันไม่ได้ฝืน..." เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เสียงแหบพร่าหลุดลอดออกมาจากริมฝีปากที่ซีดเซียว "ภาพพวกนั้น... มันไม่ได้แค่ผ่านเข้ามาในหัว แต่มันกำลังกรีดร้อง รวินท์ คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการมองเห็นจุดจบของใครบางคนโดยที่คุณไม่สามารถยื่นมือเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย มันให้ความรู้สึกเหมือนกับการจมน้ำตายทั้งเป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
รวินท์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาไม่ได้ขยับเข้าไปปลอบโยนเธอในทันที เพราะในหลักการของจิตวิทยาอาชญากรรมและการประเมินความเสี่ยง การเข้าประชิดตัวผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตใจอย่างเฉียบพลัน อาจกระตุ้นให้เกิดกลไกการป้องกันตัวในรูปแบบที่รุนแรงยิ่งขึ้น สิ่งที่เขาทำคือการขยับตัวช้าๆ นั่งลงบนขอบโต๊ะทำงานฝั่งตรงข้าม รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยแต่มั่นคงเพียงพอให้เธอรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขา
"ผมเข้าใจในมุมของข้อมูลและผลกระทบทางจิตวิทยาครับ" รวินท์กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลขึ้นเล็กน้อย "ภาพนิมิตที่คุณเห็นไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มันคือการทำงานของสมองส่วนอะมิกดาล่า (Amygdala) ที่เชื่อมโยงกับคลื่นสมองความถี่ต่ำ ซึ่งถูกกระตุ้นด้วยความเครียดสะสมจากเหตุการณ์ในอดีต... เรื่องเมื่อสิบปีก่อน ที่สถานสงเคราะห์เก่าแห่งนั้น"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของรินรดาก็สะดุ้งเฮือกราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อต ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว สัญชาตญาณการป้องกันตัวทำให้เธอถอยร่นเก้าอี้จนชิดผนังห้อง
"คุณ... รู้เรื่องนั้นได้อย่างไร?" เสียงของเธอกระซิบสั่นเครือ ร่องรอยความลับที่เธอพยายามฝังกลบไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจมานานหลายปี ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอย่างง่ายดายด้วยสายตาอันเฉียบคมของชายหนุ่มตรงหน้า
"ไม่มีความลับใดหลุดรอดจากการสังเกตพฤติกรรมที่สอดคล้องกับหลักการทางจิตวิทยาหรอกครับ" รวินท์สบตาเธอนิ่ง "รอยแผลเป็นที่ข้อศอกด้านซ้าย อาการสะดุ้งตื่นทุกครั้งที่มีเสียงกิ่งไม้หักยามค่ำคืน และรูปแบบการหลบเลี่ยงการพูดถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่ออดีต สิ่งเหล่านี้คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า คุณกำลังแบกรับ ‘ความรู้สึกผิดของผู้รอดชีวิต’ (Survivor's Guilt) เอาไว้คนเดียว"
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินลงอาบแก้มเนียน รินรดากัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความทรงจำอันโหดร้ายไหลทะลักกลับมาดั่งเขื่อนแตก ภาพเปลวเพลิงสีส้มฉานที่โหมกระหน่ำ เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ และภาพเงาของเพื่อนสนิทที่ถูกไฟครอกอยู่เบื้องหลังประตูที่ถูกล็อคตายจากด้านนอก—ภาพเหล่านั้นคือต้นตอของนิมิตแรกในชีวิตเธอ และเป็นคำสาปที่ตามหลอกหลอนเธอมาจนถึงปัจจุบัน
"ในคืนนั้น... ฉันเห็นภาพล่วงหน้าว่าตึกกำลังจะถล่ม" รินรดาปล่อยโฮออกมาในที่สุด เสียงสะอื้นไห้เจือด้วยความเจ็บปวดทรมานที่สะสมมาเนิ่นนาน "ฉันวิ่งไปบอกทุกคน ฉันตะโกนสุดเสียงว่าไฟกำลังจะไหม้ แต่ไม่มีใครเชื่อฉันสักคน พวกเขาหาว่าฉันเป็นเด็กประหลาด เป็นตัวกาลกิณี... และเพราะฉันวิ่งหนีออกมาคนเดียว เพื่อนของฉันจึงต้องตายอยู่ในกองเพลิงนั้น"
เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง ไหล่บางสั่นสะท้านอย่างน่าเวทนา อาการนิมิตกำเริบขึ้นอีกครั้ง ภาพอนาคตอันเลือนรางเริ่มซ้อนทับกับความเป็นจริงในห้อง รอยแตกบนผนังเริ่มขยายใหญ่ขึ้นในวิสัยทัศน์ของเธอ เสียงกระซิบปริศนาดังก้องอยู่ในโสตประสาทจนศีรษะแทบระเบิด
รวินท์ขยับตัวเข้าประชิดอย่างรวดเร็วแต่ไร้ซึ่งเสียง เขาสอดมือทั้งสองข้างประคองไหล่ที่สั่นเทาของเธอไว้มั่น แรงกดที่พอเหมาะตามหลักการบำบัดทางจิตวิทยาช่วยดึงสติของเธอกลับมาจากห้วงภวังค์อันมืดมิด
"มองผมครับ ริน" น้ำเสียงของเขาทรงพลังและหนักแน่นพอที่จะตัดผ่านเสียงอึกทึกในหัวของเธอได้ "อดีตจบลงไปแล้ว และเหตุการณ์ในคืนนั้นไม่ใช่ความผิดของคุณ การที่คุณมองเห็นนิมิตไม่ใช่พรสวรรค์คำสาป แต่มันคือภาระที่คุณเลือกจะแบกรับไว้เพราะความเมตตาในใจต่างหาก"
รินรดาเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แววตาคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าอันจริงจังและอบอุ่นของนักวิเคราะห์หนุ่ม ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านเนื้อผ้าเข้ามาสู่ร่างกาย ช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในใจลงได้ทีละน้อย จังหวะการหายใจของเธอเริ่มกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
"ขอบคุณค่ะ... เอ๊ย ขอบคุณครับ รวินท์" เธอเผลอหลุดคำพูดตามความคุ้นเคยเดิมออกมารอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตา
"ไม่เป็นไรครับ" รวินท์ระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่งจากชายผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบ "ตอนนี้หน้าที่ของคุณคือการพักผ่อน ปล่อยให้เรื่องการวิเคราะห์เบาะแสคดีปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเถอะครับ"
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลงและความตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย เสียงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉินระดับความปลอดภัยสูงสุดก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งอาคาร ไฟสีแดงฉานสาดส่องสลับไปมาผ่านกระจกหน้าต่าง
*ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด!*
หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักบนโต๊ะทำงานดับวูบลง ก่อนจะปรากฏข้อความตัวอักษรสีเลือดสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับเสียงระบบสังเคราะห์ที่ดังขึ้นอย่างไร้ที่มา
**[แจ้งเตือนระบบภารกิจระดับ SSS: ตรวจพบรหัสสัญญาณชีวภาพของบุคคลสูญหายจากคดีเพลิงไหม้เมื่อ 10 ปีก่อน กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่รัศมี 500 เมตร]**
รวินท์ชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ขณะที่รินรดาหันขวับไปมองยังจอภาพด้วยความหวาดผวา—เงาดำลึกลับที่ก้าวเท้าเข้ามาในเขตพื้นที่ควบคุม ไม่ได้เป็นเพียงแค่วิญญาณในอดีต แต่มันคือตัวตนจริงๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปด้วยกันนะครับ
— โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
นักวิเคราะห์อาชญากรรมสายเนิร์ดกับพยานสาวผู้เห็นภาพนิมิต•ตอนที่ 13
ความเปราะบางของใจ
ผลงานโดย โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (โปรไฟล์เลอร์มือฉมัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นักวิเคราะห์อาชญากรรมสายเนิร์ดกับพยานสาวผู้เห็นภาพนิมิต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!