นางร้ายสวนกระแส กับนายพรานป่าผู้เย็นชา•ตอนที่ 3

การปรากฏตัวของนายพรานเงียบขรึม

ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
"เฟยเฟย... ข้าบอกแล้วว่าเจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก" เสียงทุ้มต่ำที่เจือไปด้วยความคุกคามและกลิ่นอายสุราฉุนกึกดังขึ้นที่โสตประสาทของหลินเฟย ร่างระหงในชุดผ้าฝ้ายสีหม่นหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที บนทางแคบๆ เลียบเชิงเขาที่ทอดตัวยาวสู่เขตป่าลึก แผ่นหลังบางเหยียดตรงอย่างไม่ยอมจำนน นางไม่ได้สะดุ้งหวาดกลัวเหมือนหญิงสาวชาวบ้านทั่วไปที่พบเจออันตราย ทว่าดวงตากลมโตกลับฉายแววเย็นชาและคำนวณรวดเร็ว "คุณชายรองซ่ง ท่านช่างมีความเพียรพยายามเสียจริง" หลินเฟยหมุนตัวกลับมาช้าๆ มุมปากยกยิ้มหยัน ปลายตามองบุรุษร่างท้วมผู้มีใบหน้าแดงก่ำจากฤทธิ์สุรา สภาพของซ่งเหวินตอนนี้ดูน่าสมเพชเสียยิ่งกว่าสุนัขจรจัด เส้นผมหลุดลุ่ย เสื้อผ้าหลุดลุ่ย และดวงตาที่เต็มไปด้วยตัณหาคุกรุ่น "หรือว่าที่บ้านของท่านไม่มีงานการให้ทำ ถึงได้ว่างงานตามรังควานสตรีที่ถูกขับไล่ออกจากตระกูลเช่นข้า" "ปากกล้าขึ้นนี่นา!" ซ่งเหวินหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้ามาประชิดทีละก้าวอย่างคุกคาม "ตอนที่เจ้าอยู่ในจวนตระกูลซ่ง ทำตัวเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์จนข้าแตะต้องไม่ได้ แต่ตอนนี้เจ้าเป็นแค่หญิงสาวไร้หัวนอนปลายเท้า ใครๆ ก็รู้ว่าสามีพรานป่าของเจ้ามันเข้าป่าล่าสัตว์สามวันเจ็ดวันไม่กลับมา เจ้าคิดว่าใครจะมาช่วยเจ้าเล่า!" นิ้วเรียวยาวแสร้งทำเป็นจัดชายเสื้อ แต่ปลายนิ้วซ่อนเข็มเงินอาดยาชาที่แอบสกัดขึ้นเองจากสมุนไพรป่าไว้เรียบร้อย นางไม่ใช่รินรดาผู้จัดการฟาร์มยุคใหม่ที่อ่อนแอ และก็ไม่ใช่หลินเฟยคนเดิมที่ยอมให้ใครรังแก หากซ่งเหวินกล้าก้าวล้ำเข้ามาอีกก้าวเดียว นางจะสั่งสอนให้เขารู้ซึ้งถึงนรกบนดิน ทว่า... ก่อนที่ปลายนิ้วจะดีดเข็มเงินออกไป *กรอบแกรบ!* เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหลังซ่งเหวิน บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนวูบ อุณหภูมิในอากาศลดฮวบลงจนรู้สึกได้ถึงความหนบหนับของจิตสังหารที่กดทับลงมาทันที สัญชาตญาณดิบของสัตว์ป่าและทหารผ่านศึกกร่ำศึกเตือนภัยให้ซ่งเหวินสะดุ้งสุดตัว ร่างมหึมาของ 'หมูป่าเขี้ยวตัน' น้ำหนักไม่ต่ำกว่าสองร้อยชั่ง พุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้อย่างบ้าคลั่ง ดวงตาสديองสีแดงก่ำพุ่งตรงมายังเป้าหมายที่ยืนขวางทางมันอยู่ ซึ่งก็คือซ่งเหวินผู้กำลังมึนเมา! "ว... ว๊ากกก!" ซ่งเหวินกรีดร้องเสียยิ่งกว่าสตรี ขาสั่นพับจนล้มพับลงไปกองกับพื้น ปัสสาวะราดรดกางเกงจนส่งกลิ่นฉุนคละคลุ้ง เขายกมือขึ้นกุมหัวหลับตาปี๋ รอรับความตายที่จะมาถึงในเสี้ยววินาที แต่ความตายไม่ได้มาเยือน *ฉับ!* เสียงวัตถุคมกริบตัดผ่านอากาศดังสนั่น ตามด้วยเสียงเนื้อและกระดูกที่กระทบกันอย่างรุนแรง ร่างมหึมาของหมูป่าเขี้ยวตันที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ด้านข้างอย่างจัง ก่อนจะแน่นิ่งสนิทโดยที่หัวยังติดอยู่กับลำตัวด้วยรอยตัดที่เรียบเนียนดุจผืนผ้าไหม หัวใจของหลินเฟยกระตุกวูบ นางเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองเลยผ่านซ่งเหวินที่นั่งสั่นเป็นเจ้าเข้า ไปยังเบื้องหลังร่างของหมูป่า ที่ตรงนั้น... ท่ามกลางแสงเงาของราวป่าที่ทอดตัวยาว บุรุษผู้หนึ่งยืนนิ่งสงบราวกับรูปสลักหินแกรนต์ เรือนร่างสูงใหญ่กำยำภายใต้ชุดหนังสัตว์สีเข้มและเสื้อผ้าหยาบกร้าน ใบหน้าครึ่งบนถูกบังด้วยหมวกปีกกว้าง ทว่าสันกรามคมคายและริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงนั้นให้ความรู้สึกเย็นชาและอันตรายถึงขีดสุด ในมือหนาถือธนูเหล็กกล้าและดาบยาวที่ยังมีหยาดโลหิตสีแดงฉานหยดติ๋งลงสู่พื้นดิน ขุนพลธรณ์... สามีตามพฤตินัยที่นางเพิ่งแต่งเข้าบ้านมาหมาดๆ และแทบไม่เคยพูดคุยกันเกินสามคำ "ไสหัวไป" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าเอ่ยออกมาคำเดียว ทว่าทรงพลังอำนาจจนทำให้ซ่งเหวินที่สติหลุดลุ่ยผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีหายเข้าป่าไปอย่างไร้ศักดิ์ศรี ราวกับเห็นยมบาลมารับตัว หลินเฟยผ่อนลมหายใจยาว ขยับรอยยิ้มบางเบาบนเรียวปาก นางปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนไหล่ออกอย่างไม่สะทกสะทอกล้ำกลืนความตื่นตระหนกเมื่อครู่ลงคอได้อย่างรวดเร็ว สมกับเป็นอดีตผู้บริหารที่ผ่านวิกฤตมาโชกโชน นางเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้มาใหม่ "ท่านมาได้จังหวะพอดีเลยนะเจ้าคะ" หลินเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย ขุนพลธรณ์ปรายตามองภรรยาตัวน้อยที่ยืนอยู่ท่ามกลางซากหมูป่าเขี้ยวตันและกลิ่นคาวเลือด ดวงตาคมกริบใต้ปีกหมวกหรี่แคบลงเล็กน้อย ประเมินสตรีตรงหน้าใหม่อีกครั้ง นางไม่มีท่าทีหวาดผวา ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย และที่สำคัญ... แววตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ชาวบ้านต่างร่ำลือกันว่านายพรานธรณ์ผู้นี้ดุร้ายและมือเปื้อนเลือด "เจ้าน่าจะวิ่งหนี ไม่ใช่ยืนรอให้มันขวิดตาย" น้ำเสียงของเขายังคงเย็นชา ไร้ซึ่งความอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจระคนฉงน "ข้ามีวิธีจัดการของข้าอยู่แล้วเจ้าค่ะ" หลินเฟยตอบกลับทันควัน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปาก นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้ซากหมูป่าขนาดใหญ่ ใช้ปลายนิ้วเขี่ยเขี้ยวของมันเล่นเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ "แต่อย่างน้อย การที่ท่านลงมือจัดการมัน ก็ทำให้เราประหยัดเวลาไปได้เยอะ... หมูป่าตัวนี้เนื้อแน่น ไขมันกำลังดี หากนำมาทำเป็น 'หมูตุ๋นสมุนไพรเต้าเจี้ยว' เคี่ยวไฟอ่อนจนเปื่อยนุ่มละลายในปาก แล้วกินกับข้าวสวยร้อนๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเช่นนี้ คงขายดีจนกวาดเงินเข้าบ้านได้ไม่น้อยเลยทีเดียว" ขุนพลธรณ์ชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินคำพูดของนาง สตรีชาวบ้านทั่วไปเห็นซากสัตว์ดุร้ายต่างพากันหวาดกลัว แต่นางกลับมองมันเป็น 'เมนูอาหาร' และ 'เงินทอง' ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับของภรรยา ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยคำใดออกมา สายตากลับเหลือบไปเห็นรอยแผลถลอกจางๆ ที่ข้อศอกของนาง ซึ่งเกิดจากการหลบหนีเมื่อครู่ มือหนายื่นออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว คว้าข้อมือเรียวของหลินเฟยเอาไว้แน่น แรงบีบไม่ได้รุนแรงจนเจ็บ แต่หนักแน่นจนนางขยับหนีไม่ได้ หลินเฟยสะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ "ท่าน..." "กลับบ้าน" ขุนพลธรณ์เอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับออกแรงดึงร่างบางให้เดินตามหลังเขาทันที โดยที่อีกมือหนึ่งแบกซากหมูป่าหนักสองร้อยชั่งขึ้นบ่าอย่างไม่สะทกสะท้าน "แผลที่แขนของเจ้า... ข้ามี 'ยาประสานกระดูก' ที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ ดูเหมือนว่าคืนนี้เราคงต้องมาทายากันอย่างจริงจังเสียแล้ว" หลินเฟยเม้มปากแน่น หัวใจที่เคยด้านชามาตลอดชีวิตพลันกระตุกวูบอย่างประหลาด ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือนาอยู่นั้น ช่างร้อนผ่าวเสียจนน่ากลัว... -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "กุหลาบหนามเงิน" เสมอมานะคะ!
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสวนกระแส กับนายพรานป่าผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%