รสชาติของความตาย... แท้จริงแล้วมันฝาดเฝื่อนคล้ายเศษดินเหนียวที่อัดแน่นอยู่ในลำคอจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"แค๊ก! แค๊ก!"
ร่างที่นอนคุดคู้บนแคร่ไม้ไผ่ผุพังสำลักเอาฝุ่นผงและกลิ่นอับชื้นออกมาก่อนเป็นอันดับแรก ดวงตากลมโตที่เคยฉาบไว้ด้วยความเย่อหยิ่งจองหองกะพริบถี่เพื่อปรับรับแสงสว่างอันน้อยนิดที่ลอดผ่านรอยแตกของฝาผนังไม้รวก รินรดา—หรือที่เวลานี้ควรจะเรียกว่า 'หลินเฟย' ตามความทรงจำแปลกปลอมที่ไหลทะลักเข้ามาในสมอง—พยายามใช้ศอกยันกายขึ้นจากที่นอนแข็งกระด้าง
ความเจ็บแปลบแล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง รอยฟกช้ำดำเขียวจากรอยหวายและแรงถีบส่งท้ายก่อนถูกเนรเทศยังคงส่งสัญญาณเตือนว่า เจ้าของร่างเดิมเพิ่งถูกขับไล่ออกจากตระกูลใหญ่มาอย่างไร้ความปรานี
"ฟื้นแล้วหรือ นึกว่าจะนอนเน่าตายคาชายป่าไปเสียก่อน"
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบแห้งดังขึ้นที่มุมห้อง หลินเฟยสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองตามต้นเสียง ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจบุรุษร่างสูงใหญ่ที่นั่งลับมีดล่าสัตว์อยู่กับก้อนหินลับมีดริมหน้าต่าง แสงตะวันยามสายสะท้อนโครงหน้าคมคายสันกรามเด่นชัดและนัยน์ตาสีสนิมที่นิ่งสนิทไร้คลื่นอารมณ์ เขาก็คือ 'ขุนพลธรณ์' นายพรานผู้ถูกทางการส่งมาใช้ชีวิตกึ่งถูกกักบริเวณในชายป่าอาถรรพ์แห่งนี้ และถูกยัดเยียดให้แต่งงานกับนางร้ายตกอับอย่างเธอเพื่อตัดปัญหาความวุ่นวายจากเมืองหลวง
หลินเฟยเม้มริมฝีปากที่แห้งผากจนแตกเป็นขุย สมองอันเฉียบคมของนักบริหารสาวมือหนึ่งจากโลกปัจจุบันกำลังประมวลผลสถานการณ์อย่างรวดเร็ว เธอถูกถอดฐานะ ยึดทรัพย์สิน และถูกส่งมาตายผ่อนส่งในกระท่อมทรุดโทรมที่ฝนรั่วลมโชกแห่งนี้ ไร้ซึ่งบ่าวรับใช้ ไร้ซึ่งเงินทอง มีเพียงสามีหน้าดุผู้เยชาชาและเกลียดชังเธอเข้าไส้เป็นของแถม
"มองหน้าข้าแบบนั้น มีสิ่งใดไม่พอใจอีกเล่า หรืออยากให้ข้าส่งศพเจ้ากลับไปให้ตระกูลหลินดูต่างหน้า" ขุนพลธรณ์เอ่ยขึ้นโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง ใบหน้าของเขายังคงจดจ่ออยู่กับการลับคมใบมีด เสียงโลหะเสียดสีกับหินดังครืดคราดบาดหู
"ส่งศพกลับไปหรือ..." หลินเฟยแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันที่ทำให้ชายหนุ่มต้องชะงักมือ "คนพวกนั้นคงจุดประทัดฉลองสามวันสามคืนมากกว่าจะเสียใจ ท่านคิดว่าตระกูลหลินส่งฉันมาที่นี่เพื่ออะไรล่ะ เพื่อให้สำนึกผิด หรือเพื่อกำจัดฉันให้พ้นทางกันแน่?"
ขุนพลธรณ์เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมกริบราวกับพญาอินทรีจับจ้องมาที่ร่างระหงบนแคร่ ร่างบางในชุดผ้าป่านหยาบกร้านสกปรกมอมแมม แต่ทว่าแววตาที่กำลังจ้องตอบเขากลับไม่มีความหวาดกลัว หรือแม้แต่ร่องรอยของความสิ้นหวังหลงเหลืออยู่เลย มันเป็นแววตาที่ดื้อรั้น ท้าทาย และเต็มไปด้วยประกายไฟบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวสตรีผู้นี้
สตรีผู้เอาแต่ใจตัวเอง ร้องไห้คร่ำครวญ และอาละวาดใส่เขาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่เรือนหอรกรากแห่งนี้
"ปากเก่งขึ้นนี่ ฟื้นมาก็มีแรงต่อปากต่อคำกับสามีแล้ว แสดงว่าคงไม่ตายง่ายๆ สินะ" เขาพ่นลมหายใจออกทางจมูกอย่างดูแคลน ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงจนกระท่อมหลังน้อยดูแคบลงไปถนัดตา "ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ลุกขึ้นไปจัดการหุงหาอาหารเสีย ถังข้าวสารก้นครัวมีข้าวหักอยู่หยิบมือเดียว น้ำในตุ่มก็หมด ตั้งแต่วันนี้ที่นี่ไม่มีบ่าวไพร่คอยปรนนิบัติ อยากกินอยากอยู่แบบไหนก็ทำเอาเอง"
พูดจบ ร่างสูงใหญ่ก็สะพายธนูและเดินหายออกไปจากประตูเรือน ทิ้งให้หลินเฟยเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้ายในกระท่อมที่ใกล้จะพังมิพังแหล่
หลินเฟยสูดหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นอับชื้นของดินและฝุ่นละอองไม่ได้ทำให้เธอย่อท้อแม้แต่น้อย เธอกัดฟันลุกขึ้นยืน แม้ขาจะสั่นเทาด้วยความหิวโหย แต่จิตวิญญาณนักสู้ที่เคยพลิกฟื้นธุรกิจเกษตรกรรมนับร้อยล้านจากปากเหวแห่งความล้มเหลวไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคแค่นี้เด็ดขาด
เธอเดินไปที่ห้องครัวขนาดจิ๋ว เปิดฝาถังไม้เก่าๆ ออกดู พบข้าวสารหักครึ่งซีกปะปนกับแกลบอยู่ก้นถังจริงๆ และข้างกันนั้นมีไหเกลือเก่าๆ กับหัวไชเท้ารzedเหี่ยวๆ อยู่หัวหนึ่ง
"ให้ตายสิ นี่มันระดับความยากศูนย์ชัดๆ" หลินเฟยพึมพำกับตัวเอง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างท้าทาย ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสเธอฟื้นคืนชีพกลับมาในร่างนี้ พร้อมกับสมองและความรู้ที่ติดตัวมา เธอก็จะใช้มันเนรมิตดินแดนรกร้างแห่งนี้ให้กลายเป็นอาณาจักรส่วนตัว และตบหน้าพวกที่รุมเหยียบย่ำเธอให้ดู!
มือเรียวบางเริ่มลงมือจัดการก่อไฟอย่างคล่องแคล่ว แม้เตาถ่านจะโบราณและติดยากสักหน่อย แต่ด้วยทักษะการเอาตัวรอดที่ไม่ธรรมดา เปลวไฟสีส้มจึงลุกโชนขึ้นมาท่ามกลางความมืดสลัวของห้องครัว กลิ่นควันไฟจางๆ ลอยอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายดินป่า
ขณะที่เธอกำลังใช้มีดทื่อๆ หั่นหัวไชเท้าเหี่ยวๆ เพื่อต้มซุปประทังชีวิต สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาดำทะมึนทอดผ่านแสงตะวันตรงหน้าต่าง หลินเฟยชะงักมือ หันขวับไปมองทันที
ร่างสูงของขุนพลธรณ์ยืนนิ่งงันอยู่ที่กรอบประตู ดวงตาคู่คมจ้องมองแผ่นหลังของภรรยาที่กำลังงละมุลละม่อมอยู่หน้าเตาไฟด้วยแววตาที่ซับซ้อนคาดเดาไม่ได้ ในมือของเขามีซากกระต่ายป่าตัวอ้วนพีและพืชสมุนไพรป่าสดใหม่หลายชนิดที่เพิ่งหามาได้
เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่โดยไม่รู้ตัว เมื่อจู่ๆ กลิ่นหอมจางๆ ของหัวไชเท้าที่ถูกคั่วกับน้ำมันหมูเก่าๆ เริ่มส่งกลิ่นยั่วยวนชวนหิวโหยโชยไปทั่วทั้งกระท่อม ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สตรีผู้นี้ทำเป็นเพียงแค่กรีดร้องและขว้างปาข้าวของทุกครั้งที่อาหารไม่ถูกปาก
"เจ้า... กำลังทำอะไร?" เสียงทุ้มเอถามขึ้น ทำลายความเงียบที่ปกคลุม
หลินเฟยหันกลับมาส่งยิ้มพรายให้สามีผู้เย็นชา ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับอย่างมีเลศนัย ราวกับแม่มดน้อยที่กำลังปรุงยาเสน่ห์
"ถ้าไม่อยากกินแค่น้ำลวกผักเหี่ยวๆ ก็เอาเนื้อสัตว์ในมือท่านมาแลกกับฝีมือฉันสิคะท่านสามี... รับรองว่ามื้อนี้ ท่านจะลืมรสชาติอาหารในจวนตระกูลหลินไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว"
สิ้นคำพูดของเธอ ขุนพลธรณ์ก็ขมวดคิ้วแน่น หัวใจกระตุกวูบอย่างประหลาดเมื่อสบเข้ากับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันตรายของภรรยาที่เขาเคยคิดว่าไร้ค่า... และก่อนที่เขาจะทันได้เอաբسปฏิเสธ กลิ่นหอมฉุยของเนื้อย่างคลุกเคล้าเครื่องเทศป่าก็ลอยฟุ้งทะลุกรอบประตูออกไปไกลจนสัตว์ป่ารอบบริเวณยังต้องหยุดชะงัก
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับปลายปากกาของกุหลาบหนามเงินนะคะ
นางร้ายสวนกระแส กับนายพรานป่าผู้เย็นชา•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากความตายในกระท่อมทรุดโทรม
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นางร้ายสวนกระแส กับนายพรานป่าผู้เย็นชา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!