กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา•ตอนที่ 3

สัญญาที่ไม่ได้เอ่ยปาก

ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
"พิษหมื่นลี้กู่สวาท... หากเจ้ายังฝืนใช้ลมปราณโคจรคุ้มกันจุดชีพจรหัวใจอีกเพียงเคลิ้มเดียว โลหิตสีดำในกายของเจ้าคงพวยพุ่งทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ดจนหมดสิ้น ก่อนที่กระบี่ในมือจะทันได้ชักออกจากฝักเสียด้วยซ้ำ" สุ้มเสียงของไป๋หลานเย็นเยียบดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดู นางนั่งอยู่บนขอนไม้เก่าคร่ำคร่าภายใต้ร่มเงาของต้นจันทร์กระจ่าง ปลายชายผ้าแพรสีขาวบริสุทธิ์ของนางเปื้อนคราบโลหิตสีดำคล้ำเล็กน้อย ซึ่งนั่นคือหยาดโลหิตพิษที่นางเพิ่งใช้พลังปราณเซียนสกัดกั้นออกมาจากจุดตันเถียนให้แก่เขาเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน เยี่ยอู๋เฉินยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าทางที่กระบี่เหล็กนิลกาฬยังคาอยู่ครึ่งฝัก ร่างสูงสง่าของเขาเกร็งแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ลมหายใจของเขาติดขัดและร้อนผ่าวราวกับมีถ่านเพลิงสุมอยู่ในทรวงอก ความทะนงตนในวิถีกระบี่ที่เคยค้ำจุนเขามาตลอดชีวิตในยุทธภพกำลังถูกทดสอบด้วยความอ่อนแอของสังขาร ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแหบพร่าและเต็มไปด้วยความเย้ยหยันต่อชะตากรรม "ต่อให้ข้าเหลือลมหายใจอยู่อีกเพียงครึ่งลมหายใจ... เยี่ยอู๋เฉินผู้นี้ก็ไม่เคยร้องขอความเวทนาจากผู้ใด โดยเฉพาะจากสำนักเซียนเมฆาของเจ้า" เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสลมปราณที่ยังคงดุดันและแข็งกร้าว ไป๋หลานช้อนสายตาขึ้นมองเขา นัยน์ตาสีหมอกคู่นั้นราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น มีเพียงประกายความอาลัยอาวรณ์บางเบาที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชาอย่างแนบเนียน นางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ชายผ้าสีขาวโบกสะบัดตามสายลมยามวิกาล กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยขาวลอยละลิ่วเข้าปะทะนาสิกของเยี่ยอู๋เฉิน กลิ่นอายนี้... คือสิ่งเดียวในยุทธภพที่สามารถกดขี่ความคุ้มคลั่งของพิษในกายเขาให้สงบลงได้โดยไม่ต้องใช้ยา "ข้าไม่ได้เวทนาเจ้า..." ไป๋หลานก้าวเข้ามาใกล้ทีละก้าว ฝ่ามือเรียวดุจหยกสลักเอื้อมออกไปแตะที่ปลายด้ามกระบี่ของเขาอย่างแผ่วเบา โดยปราศจากการคุกคามใด ๆ "แต่ข้ากำลังสนใจ... ว่าเงากระบี่ผู้ไร้พ่ายแห่งแดนประจิม จะใช้มือคู่นี้ลากสังขารไปถึงต้นตอของ 'พิษโลหิตจันทร์ดับ' ที่สำนักอัคคีทมิฬเป็นผู้ชักใย ได้อย่างไรโดยไม่มีข้าคอยถ่ายเทลมปราณคุ้มกันให้" เยี่ยอู๋เฉินชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง คำว่า 'ต้นตอของพิษ' และ 'สำนักอัคคีทมิฬ' ทำให้บรรยากาศรอบกายพลันหนาหนักขึ้นมาทันที เมื่อสามวันก่อน องครักษ์เงาของเขาเสียชีวิตอย่างอนาถในสภาพที่ร่างถูกหลอมละลายด้วยพิษประหลาด และเบาะแสเดียวที่หลงเหลืออยู่คือเศษหยกประจำตัวของผู้อาวุโสสำนักอัคคีทมิฬ ซึ่งเป็นขั้วอำนาจมืดที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลปกคลุมยุทธภพในยามนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เส้นทางของยอดฝีมือทั้งสองต้องมาบรรจบกัน ณ ชายแดนรกร้างแห่งนี้ "นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับสำนักอัคคีทมิฬ ไป๋หลาน... เจ้าเป็นถึงศิษย์เอกแห่งสำนักเซียนเมฆาผู้สูงส่ง เหตุใดจึงต้องเอาตัวเข้ามาพัวพันกับโคลนตมและคาวเลือดเช่นนี้?" เยี่ยอู๋เฉินถามเสียงต่ำ พยายามถอยหลังออกห่างเพื่อรักษาช่องว่าง ทว่าขาทั้งสองข้างกลับหนักอึ้งดั่งถูกตรึงไว้ด้วยหินผา ไป๋หลานหยุดฝีเท้าลง นางเงยหน้าสบตาเขานิ่ง ความเย็นชาบนใบหน้างามล่มเมืองคลายลงเล็กน้อย เหลือเพียงความแน่วแน่ที่ยากจะสั่นคลอน "เพราะรอยพิษที่กัดกินร่างกายเจ้า... มีส่วนผสมของ 'หินอัคคีเพลิงโลกันตร์' ซึ่งเป็นสมบัติลับที่หายสาบสูญไปจากห้องเครื่องของสำนักเซียนเมฆาเมื่อสิบปีก่อน" ไป๋หลานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น "มีคนในสำนักของข้าทรยศ และเชื่อมโยงกับสำนักอัคคีทมิฬ การตามหาต้นตอพิษของเจ้า... จึงเป็นการชำระล้างมลทินให้แก่สำนักเซียนเมฆาของข้าเช่นกัน" ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงใบไม้แห้งที่ถูกสายลมพัดปลิวผ่านไป เยี่ยอู๋เฉินหรี่ตาลง พิจารณาท่าทีของสตรีตรงหน้า สมองของมือสังหารผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังประเมินทุกคำพูด ทุกจังหวะการหายใจ และประกายแสงในแววตาของนาง ไม่มีร่องรอยของการโกหก... มีเพียงความมุ่งมั่นและศักดิ์ศรีที่ทัดเทียมกับเขา "หากร่วมทางกัน..." เยี่ยอู๋เฉินเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขากลับมาเรียบสนิทดั่งเดิม "กฎข้อแรกคือ เจ้าต้องไม่สอดมือเข้ามายุ่งยามที่กระบี่ของข้าต้องอาบโลหิต และกฎข้อที่สอง... หากข้าพลาดท่ามีพิษกำเริบจนควบคุมตัวเองไม่ได้ เจ้าจงสังหารข้าเสีย อย่าได้ลังเล" ไป๋หลานนิ่งอึ้งไปชั่วพริบตาเมื่อได้ยินเงื่อนไขข้อที่สอง หัวใจดวงน้อยที่ปิดตายมาตลอดการบำเพ็ญเพียรเซียน กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรง นางเม้มริมฝีปากบางเฉียบเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวไม่แพ้กัน "ถ้าถึงวันนั้น... ข้าจะยอมสละลมปราณเซียนทั้งหมดเพื่อดึงพิษออกจากร่างเจ้าด้วยชีวิตของข้าเอง ดีกว่าจะต้องมองดูเจ้าตายด้วยน้ำมือของผู้อื่น" คำพูดนั้นหนักแน่นดั่งคำสัตย์ปฏิญาณ ท่ามกลางคืนเดือนเพ็ญที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาทาบทับร่างของทั้งสอง จอมยุทธ์ผู้ทะนงตนในวิถีกระบี่และนางเซียนผู้เย็นชา ต่างยืนเคียงบ่าเคียงไหล่โดยไม่ต้องมีคำสัญญาใดเอ่ยปากพร่ำเพรื่ออีก เยี่ยอู๋เฉินแค่นยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยอมรับในตัวสตรีผู้นี้อย่างแท้จริง มือหนากำด้ามกระบี่แน่นขึ้น ความเจ็บปวดจากพิษร้ายที่เคยกัดกินราวกับถูกระงับไว้ชั่วคราวด้วยพลังใจอันฮึกเหิม "เช่นนั้น... เราไปกันเถอะ" ทั้งสองทะยานร่างขึ้นพร้อมกันราวกับสายลมคู่ที่พัดพาความตายและความยุติธรรม มุ่งหน้าสู่หุบเขาอัคคีทมิฬที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังจะพ้นจากเขตแนวป่าทึบ เสียงกระดิ่งทองเหลืองอันแผ่วเบากลับดังขึ้นกังวานก้องกังวานมาจากความมืดเบื้องหน้า... *กริ๊ง... กริ๊ง...* เยี่ยอู๋เฉินหยุดชะงักฝีเท้าทันที ดวงตาคมกริบหรี่แคบลงด้วยความระแวดระวัง พร้อมกับที่ไป๋หลานยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้หยุด เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากรูปอสูรโลหิต ก้าวออกมาจากหมอกหนาโดยไร้ซุ่มเสียง ในมือของมันถือกระบี่ประหลาดที่ส่งกลิ่นอายพิษรุนแรงยิ่งกว่าที่เยี่ยอู๋เฉินเคยพบเจอมาทั้งชีวิต และที่น่าตกใจที่สุดคือ... บนหน้าอกของเงาลึกลับผู้นั้น ปักสัญลักษณ์รูป 'ดอกบัวอัคคีเจ็ดกลีบ' ซึ่งเป็นตราประจำตัวของ... เจ้าสำนักเซียนเมฆาผู้ล่วงลับ! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถียุทธภพอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%