โลหิตสีดำคล้ำหยดลงบนพื้นหินอ่อนเย็นเยียบทีละหยด... ติ๋ง... ติ๋ง... เสียงนั้นดังก้องกังวานท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืนที่จันทร์เพ็ญถูกเมฆหมอกสีเลือดปกคลุม
เยี่ยอู๋เฉินยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าชักกระบี่ ภายในห้องโถงใหญ่แห่งตระกูลอัครเสนาบดี เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มหน้าผากขาวซีด ปลายกระบี่ในมือสั่นระริกเล็กน้อย—ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัวต่อศัตรูที่นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจนับสิบชีวิตรอบกาย แต่เป็นเพราะ "พิษโลหิตทมิฬ" ที่กำลังไหลเวียนพลุ่งพล่านกัดกินเส้นชีพจรหัวใจของเขาอย่างบ้าคลั่ง
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาขึ้นชื่อว่ารวดเร็วและไร้ร่องรอย ดั่งสายลมที่ไร้ตัวตน ดั่งเงาที่ไร้รูปร่าง คืนนี้เขารับคำสั่งให้มาปลิดชีพเป้าหมายสำคัญเพื่อสะสางความแค้นในอดีต ทุกอย่างควรจะสมบูรณ์แบบ ทว่า... ความผิดพลาดเพียงหนึ่งลมหายใจกลับทำให้เขาตกหลุมพรางของตาข่ายพิษสวรรค์ที่อีกฝ่ายเตรียมไว้รอท่า
"ฮ่าๆๆ... เยี่ยอู๋เฉิน... ต่อให้เจ้าร้ายกาจเพียงใด สุดท้ายก็ยังต้องสังเวยชีวิตให้กับพิษเจ็ดราตรีสลายวิญญาณ!"
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากมุมมืด ร่างของผู้อาวุโสแซ่ซุนที่ควรจะสิ้นใจไปแล้ว กลับยันกายลุกขึ้นด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยว น่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย มันใช้กระบวนท่าสุดท้ายแลกมาด้วยการกระจายละอองพิษเข้าสู่กระแสเลือดของมือสังหารอันดับหนึ่ง
เยี่ยอู๋เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองสภาพที่น่าเวทนาของอีกฝ่าย ปลายนิ้วเรียวยาวกดลงบนจุดชีพจรสำคัญเพื่อสกัดกั้นการลุกลามของพิษ ทว่าความเย็นยะเยือกกลับแล่นพล่านจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ ราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มกำลังทิ่มแทงวิญญาณของเขาให้แตกสลาย
*อั๊ก!*
โลหิตคำโตทะลักออกจากปาก กระเซ็นลงบนคมกระบี่สีเงินยวงจนเกิดควันสีดำพวยพุ่งส่งกลิ่นคาวคลุ้ง นี่คือบทลงทัณฑ์ของการฝืนลิขิตฟ้า การเป็นมือสังหารที่เดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความเป็นความตาย ทำให้เขาเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง—*ผู้ใดกำดาบย่อมต้องตายเพราะดาบ ผู้ใดใช้วิถีกระบี่ ย่อมต้องแบกรับเงาอันมืดมิดของมันไปจนวันตาย*
ร่างกายของเขาเซถลา เกือบจะล้มลงไปกองกับพื้น ทว่าความทะนงตนในวิถีกระบี่ไม่อนุญาตให้เขาก้มหัวให้ความตาย เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นสันนูน มือข้างที่ถือกระบี่ใช้มันค้ำยันพื้นหินเอาไว้ ดวงตาคมกริบดั่งพญาอินทรีมองตรงไปข้างหน้า ท่ามกลางความพร่ามัวของการมองเห็น
เป้าหมายล้มเหลว... ร่างกายถูกพิษกัดกิน... และในไม่ช้า กองกำลังเสริมของตระกูลอัครเสนาบดีคงแห่กันมาถึงที่นี่
นี่คือสถานการณ์ที่ไร้ทางออกอย่างแท้จริงสำหรับผู้อื่น แต่สำหรับเยี่ยอู๋เฉิน ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวคือการตายโดยที่ยังไม่ได้สะสางความแค้นของตระกูลให้กระจ่าง
ทันใดนั้น บรรยากาศภายในห้องโถงก็พลันหนาแน่นขึ้น อุณหภูมิลดฮวบลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว เมฆหมอกบนท้องฟ้าแยกออกจากกัน เผยให้เห็นแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องลงมาผ่านช่องหลังคาที่พังทลาย
กลิ่นอายความเย็นเยือกบริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามา กดทับแรงกดดันจากพิษโลหิตทมิฬให้สงบลงชั่วขณะ
เงาร่างหนึ่งในชุดขาวบริสุทธิ์ราวกับเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ราวกับเทพธิดาน้ำแข็งที่หลุดลอยมาจากแดนเซียน นางก้าวเดินอย่างไร้สุ้มเสียง ราวกับเหยียบย่างอยู่บนผิวน้ำที่ไร้ระลอกคลื่น ใบหน้างดงามล่มเมืองนั้นไร้ซึ่งความรู้สึก เย็นชา ดั่งหยกสลักที่ไม่เคยแปดเปื้อนธุลีโลกีย์ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับฉายแวววับด้วยความกังวลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งงบ
ไป๋หลาน... นางเซียนแห่งหุบเขากระจ่างฟ้า
นางปรากฏกายขึ้นตรงหน้าเยี่ยอู๋เฉิน ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกยกขึ้น วาดผ่านอากาศเบาๆ แสงปราณสีฟ้าครามบริสุทธิ์ก็พวยพุ่งออกมาจากฝ่ามือ ปกป้องร่างที่กำลังจะล้มลงของเขาไว้
"เจ้าช่างรนหาที่ตายนัก เยี่ยอู๋เฉิน"
น้ำเสียงของนางไพเราะดั่งเสียงพิณสวรรค์ ทว่าเย็นชาจนแทบจะแช่แข็งโลหิตในกายได้ นางปราบความดุดันของพิษร้ายในตัวเขาด้วยลมปราณเซียนเก้าชั้นฟ้า ทว่าสีหน้าของนางกลับซีดเผือดลงเล็กน้อยเนื่องจากการใช้พลังต้านทานพิษประหลาดนี้
เยี่ยอู๋เฉินเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเย่อหยิ่ง แม้ลมหายใจจะโรยริน "ข้า... ไม่ต้องการความเวทนาจากผู้ใด... แม้แต่เจ้า... ไป๋หลาน"
"หุบปาก!" นางตวาดเสียงเบา ทว่าเฉียบขาด ดวงตาคู่งามจ้องมองเขาด้วยความโกรธเกรี้ยวระคนตัดพ้อ "ถ้าข้าไม่มา... เจ้าคงกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไปแล้ว เจ้าคนโง่เง่า ทะนงตัวไม่เข้าเรื่อง!"
แม้ปากจะต่อว่า แต่มือของนางกลับเอื้อมไปประคองร่างของเขาแนบชิดอกเสื้อ ความอบอุ่นจากกายสาวผสานเข้ากับลมปราณเซียนช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้บ้าง แต่พิษร้ายกลับเริ่มต่อต้าน มันแผ่ซ่านริ้วรอยสีดำขึ้นตามลำ颈ของเยี่ยอู๋เฉิน ลามขึ้นมาจนถึงใบหน้า
ไป๋หลานขมวดคิ้วมุ่น นางรู้ดีว่าพิษนี้ร้ายกาจเกินกว่าจะรักษาด้วยวิธีปกติ มีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยชีวิตเขาได้—
ทว่า ก่อนที่นางจะได้ลงมือทำสิ่งใด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยนายก็ดังกระหึ่มขึ้นจากด้านนอก ประตูห้องโถงถูกพังทลายลงในพริบตา ธนูอาบยาพิษนับร้อยดอกถูกเล็งตรงมาที่พวกเขาทั้งสองจากเงาดำที่รายล้อมอยู่รอบทิศทาง
เสียงหัวเราะเยือกเย็นของผู้นำกองกำลังลับดังแทรกความเงียบขึ้นมา
"ฮ่าๆๆๆ! เยี่ยอู๋เฉิน มือสังหารไร้พ่าย... วันนี้ เจ้าและนางปีศาจเสื้อขาวผู้นั้น จะต้องสังเวยชีวิตอยู่ที่นี่ร่วมกัน!"
เยี่ยอู๋เฉินฝืนยันกายลุกขึ้นยืนโดยมีไป๋หลานคอยประคอง ปลายกระบี่ในมือชี้ตรงไปเบื้องหน้า แม้ร่างกายจะใกล้แหลกสลาย แต่จิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่กลับลุกโชนขึ้นอีกครั้งราวกับเปลวเพลิงครั้งสุดท้ายก่อนมอดไหม้
ไป๋หลานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะกระชับกระบี่ในมือของนางเองเช่นกัน นางเอמהกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งมีเพียงเขากับนางเท่านั้นที่ได้ยิน
"ในเมื่อเจ้าดึงดันจะเดินบนเส้นทางนี้... วันนี้ ข้าจะขอเคียงข้างเจ้า... ฝ่าความตายไปด้วยกัน"
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเยี่ยอู๋เฉิน เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งในรอบหลายปี
ทว่า... ในวินาทีที่คมกระบี่ของทั้งสองฝ่ายกำลังจะปะทะกัน ห่าฝนธนูพุ่งทะยานแหวกอากาศเข้ามา และเงาดำลึกลับอีกสายหนึ่งก็พุ่งวาบออกมาจากใต้เงาจันทร์ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ข้างหูของเยี่ยอู๋เฉิน—
*“นายท่าน... คนที่ส่งท่านมาทำภารกิจนี้ ไม่ใช่ตระกูลอัครเสนาบดี... แต่เป็น ‘เขา’ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังตำหนักชิงหลงต่างหาก”*
ดวงตาของเยี่ยอู๋เฉินเบิกกว้างขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในยุทธภพอันลึกล้ำนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา•ตอนที่ 1
คมกระบี่อาบโลหิต
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบเซียนเมฆา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
