“ถ้าขยับอีกนิดเดียว ปลายมีดในมือฉันคงได้ฝังลงไปทักทายคุณแทนที่จะเป็นเจ้าย่างกระทรายแล้วล่ะค่ะ กองร้อยเอกศิลา”
เสียงหวานใสที่เจือแววตื่นตัวระคนขันเอ่ยขึ้น พร้อมกับคมมีดปอกผลไม้เล่มเล็กในมือพิมพ์มาดาที่หยุดนغอยู่ห่างจากลำคอแกร่งเพียงไม่กี่เซนติเมตร ท่ามกลางความมืดมัวใต้ร่มเงาต้นมะม่วงหลังบ้าน ร่างสูงใหญ่ของนายทหารพรานผู้เงียบขรึมชะงักกึก ดวงตาคมกริบฉายประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความโล่งอกอย่างปิดไม่มิด
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ ขณะที่พิมพ์มาดากำลังจะเปิดประตูบ้านออกไปสำรวจเงาดำน่าสงสัย สัญชาตญาณอดีตเชฟที่ต้องตื่นตัวกับความปลอดภัยในครัวตลอดเวลาก็สั่งให้เธอกำด้ามมีดแน่นแล้วพุ่งตัวออกไปทางประตูข้างอย่างรวดเร็วแทน การตลบหลังศัตรูในความมืดคือสิ่งที่เธอกระทำด้วยความคุ้นชิน แต่ทว่าเป้าหมายในยามวิกาลนี้กลับไม่ใช่โจรผู้ร้ายที่ไหน หากแต่เป็นสามีหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่ในชุดลาดตระเวนพรางตัวเนื้อดี
ศิลาไม่ได้ถอยหนีคมมีด เขากลับก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนกลิ่นกายสะอาดที่เจือกลิ่นอายดินป่าและหยาดเหงื่อจางๆ ลอยเข้าแตะจมูกร่างบาง ดวงตาคมดุจเหยี่ยวทอดมองภรรยาคนสวยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างสำรวจตรวจสอบว่าเธอปลอดภัยดีหรือไม่
“ดึกดื่นค่อนคืนทำไมยังไม่นอน ระวังตัวเกินไปแล้วนะพิมพ์” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเรียบๆ ทว่าแฝงความห่วงใยเอาไว้จนล้นปรี่
พิมพ์มาดาถอนหายใจยาว วางมีดลงบนโต๊ะไม้ใกล้ตัวแล้วกอดอกมองสามีด้วยสายตาคาดคั้น “แล้วคุณล่ะคะ มาทำลับๆ ล่อๆ อะไรอยู่หลังบ้านฉันตอนตีสอง? หรือว่าเบื่อข้าวในค่าย ทหารพรานหน่วยรบพิเศษอย่างคุณถึงต้องแอบย่องมาขโมยผักสวนครัวฉันกินตอนดึกๆ กันแน่คะ”
“เปล่า…” ศิลาตอบสั้นๆ ตามนิสัยเดิม แต่สายตาคมกริบกลับเบนไปมองแปลงผักออร์แกนิกแปลงใหญ่ที่พิมพ์มาดาเพิ่งลงเมล็ดพันธุ์พิเศษจากในมิติเร้นลับเมื่อวานนี้ “แค่มาดูความเรียบร้อย”
“ความเรียบร้อยอะไรคะ?” พิมพ์มาดาเลิกคิ้วสูง ก่อนจะนึกเอะใจขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะ… รอยเท้าสัตว์ป่าเมื่อคืนซ้อนกับรอยเท้าทหารเมื่อหัวค่ำ… หรือว่าคุณ…”
สายตาของหญิงสาวกวาดมองไปรอบบริเวณบ้าน ก่อนจะสะดุดเข้ากับร่องรอยดินที่ถูกขุดคุ้ยบริเวณรอบรั้วไม้ไผ่ พร้อมกับซากขนแหลมคมของเม่นป่าและรอยกรงเล็บหมูป่าขนาดใหญ่ที่ถูกกำจัดด้วยคมกระสุนหรือรอยแผลคมกริบอย่างไร้ร่องรอยการต่อสู้ รั้วแปลงผักที่เธอเคยเป็นกังวลว่าจะถูกสัตว์ป่าบุกมากัดกินย่ำยีในยามวิกาล บัดนี้กลับสะอาดสะอ้าน ปราศจากร่องรอยอันตราย มีเพียงรอยรองเท้าคอมแบทคู่ใหญ่ของใครบางคนที่เดินตรวจตราอยู่รอบนอกตลอดทั้งคืน
ความเงียบงันปกคลุมชั่วขณะ ท่ามกลางเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงมในความมืด พิมพ์มาดามองใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าของสามี ดวงตาคู่สวยไหววับด้วยความรู้สึกอุ่นวาบที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ศิลาไม่ใช่คนพูดเก่ง เขาไม่เคยเอ่ยคำหวานเลี่ยนหู ไม่เคยบอกรักซ้ำซากเหมือนพระเอกละครหลังข่าว แต่ทุกการกระทำของเขากลับหนักแน่นและปกป้องเธออยู่เสมอโดยไม่เคยร้องขอคำชมเชยใดๆ
“คุณมาเฝ้าสวนให้ฉันเหรอคะ?” เสียงของพิมพ์มาดาอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความดุดันเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนุ่มนวลที่เอ่อล้นในน้ำเสียง
“ช่วงนี้พืชผักของคุณโตเร็วผิดปกติ กลิ่นมันหอมเตะจมูกสัตว์ป่าในเขาสูง พวกมันเริ่มลงมาป้วนเปี้ยนใกล้หมู่บ้านบ่อยขึ้น ผมไม่อยากให้พวกมันเข้ามาทำลายแปลงผักที่คุณตั้งใจทำ… และไม่อยากให้มันเป็นอันตรายต่อคุณด้วย” ศิลาเอ่ยอธิบายยาวที่สุดเท่าที่เคยพูดมาในรอบสัปดาห์ ดวงตาคมเข้มมองสบตาภรรยาตรงๆ ไม่มีหลบสายตา
พิมพ์มาดายืนนิ่งงัน หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวอย่างไม่เป็นจังหวะ ผู้ชายคนนี้… สามีในนามที่แต่งงานกันเพราะความจำเป็นของครอบครัว ทว่ากลับคอยดูแลเอาใจใส่เธออย่างเงียบเชียบเสมอมา เขาแอบช่วยจัดการปัญหาเรื่องสัตว์ป่าที่อาจเข้ามากวนใจ แปลงผักที่เธอใช้หยดน้ำวิเศษจากมิติลับจนเจริญเติบโตงอกงามข้ามคืน จึงรอดพ้นจากการถูกทำลายด้วยฝีมือของสัตว์ป่าก็เพราะเงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนเฝ้าเวรยามอยู่ตรงนี้นี่เอง
“โง่จริงนะคะ…” พิมพ์มานากล่าวเสียงเบา ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอยื่นมือเรียวออกไปปัดเศษใบไม้และหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนบ่ากว้างของชายหนุ่มอย่างเบามือ “ทำไมต้องมายืนตากน้ำค้างยามดึกดื่นแบบนี้ด้วยคะ เป็นทหารพรานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ยังต้องมาเป็นยามเฝ้าสวนให้ฉันอีกเหรอคะ”
มือหนาเอื้อมขึ้นมาจับมือเรียวที่กำลังปัดเสื้อผ้าให้เขาไว้ สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือหนาถ่ายทอดความมั่นคงปลอดภัยมาสู่หญิงสาว ศิลากุมมือเธอแน่นขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจริงจัง
“สำหรับผม… นี่ไม่ใช่หน้าที่ แต่มันคือสิ่งที่ผมอยากทำ พิมพ์… คุณดูแลชาวบ้าน ดูแลครอบครัว และเหนื่อยกับการทำมาหากินมามากแล้ว ให้ผมได้ดูแลคุณบ้างเถอะครับ”
คำพูดเรียบง่ายแต่จริงใจราวกับค้อนเหล็กที่ตอกลงกลางใจ ทำให้พิมพ์มาดาถึงกับพูดไม่ออก เธอยอมรับเลยว่าผู้ชายคนนี้มีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเธอมากเกินไปเสียแล้ว จากเชฟสาวมือหนึ่งที่เคยเย่อหยิ่งและระแวดระวังตัวในเมืองกรุง บัดนี้หัวใจของเธอกลับยอมจำนนให้กับความอบอุ่นดิบเถื่อนแต่จริงใจของนายทหารพรานป่าคนนี้ทีละน้อย
“ถ้าอย่างนั้น…” พิมพ์มาดาแสร้งทำเป็นกระแอมไอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วพวงแก้ม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย “ในเมื่อคุณเสียสละเวลามาเป็นยามเฝ้าสวนให้ฉันทั้งคืนแบบนี้ ฉันในฐานะภรรยาที่ดีจะปล่อยให้คุณกลับไปนอนท้องร้องจ๊อกๆ ที่ค่ายไม่ได้หเด็ดขาดค่ะ”
ศิลาเลิกคิ้วสูงอย่างสงสัย “ดึกป่านนี้แล้ว คุณจะทำอะไรกิน?”
“ก็ตามประสาคนนอนไม่หลับล่ะค่ะ…” พิมพ์มาดาอมยิ้มพลางผายมือเชิญชวนให้สามีเดินตามเธอเข้าบ้าน “ไหนๆ คุณก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว ฉันจะแสดงฝีมือปลายจวักระดับอดีตเชฟให้คุณชิมสักมื้อ รับรองว่าต่อให้เป็นทหารพรานค่ายไหน ก็ไม่เคยลิ้มรสชาติแบบนี้มาก่อนแน่นอนค่ะ”
บรรยากาศในห้องครัวยามวิกาลกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง แสงไฟสีนวลจากตะเกียงน้ำมันก๊าดส่องกระทบใบหน้าตั้งอกตั้งใจของพิมพ์มาดา ขณะที่เธอกำลังงละมุนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบสดใหม่จากมิติลับและแปลงผักหลังบ้าน กลิ่นหอมของสมุนไพรไทย ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด และพริกแห้งคั่วใหม่ๆ เริ่มโชยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัวเล็กๆ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนชวนน้ำลายสอจนศิลาที่นั่งมองอยู่เงียบๆ ถึงกับต้องกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
พิมพ์มาดาจัดการหั่นเนื้อหมูป่าเนื้อนุ่มที่ศิลาเพิ่งจัดการล่ามาได้เมื่อหัวค่ำ (ซึ่งเธอแอบเอาไปหมักในน้ำซุปวิเศษในมิติลับจนเนื้อนุ่มละมุนลิ้น) ลงผัดคลุกเคล้ากับพริกแกงเผ็ดสูตรโบราณที่ตำเองกับมือ เสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็กดังฉ่าใหญ่ พร้อมกับควันหอมกรุ่นของ **“ผัดเผ็ดหมูป่าใบยี่หร่า”** ที่เผ็ดร้อนถึงใจและกลิ่นหอมฉุนเป็นเอกลักษณ์ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณบ้านพักกลางป่า
เธอบรรจงตักผัดเผ็ดหมูป่าสีสันจัดจ้านน่ารับประทานใส่จานกระเบื้องเคลือบสีขาว ควันร้อนๆ ยังคงพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องเทศที่เตะจมูกจนศิลาถึงกับต้องขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยความสนใจ พิมพ์มาดายื่นจานข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงจากข้าวหอมมะลิใหม่เม็ดเรียงสวยพร้อมไข่เจียวฟูฟ่องกรอบนอกนุ่มในมาวางตรงหน้าสามี
“อะค่ะ! รางวัลสำหรับยามจำเป็น… ชิมดูสิคะ ว่าฝีมือเมียคุณพอจะสู้กับเสบียงในค่ายทหารได้ไหม” พิมพ์มาดาเอ่ยด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
ศิลาตักข้าวคำโตราดด้วยผัดเผ็ดหมูป่าใบยี่หร่าส่งเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ เพื่อลิ้มรสชาติ รสสัมผัสแรกคือความเผ็ดร้อนจัดจ้านที่ตบด้วยความหอมฉุนของใบยี่หร่าตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว เนื้อหมูป่านุ่มละมุนลิ้นแทบละลายในปากโดยไม่มีกลิ่นสาบหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือความอร่อยที่เหนือความคาดหมายจนทำให้ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมถึงกับดวงตาเป็นประกายขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
“อร่อยมาก…” ศิลาเอ่ยชมสั้นๆ แต่จริงใจ พร้อมกับตักคำที่สองเข้าปากอย่างรวดเร็ว
พิมพ์มาดายืนมองสามีกินด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มหวานผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาว ความเหนื่อยล้าจากการทำสวนและความตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น มีเพียงความอบอุ่นในครอบครัวที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างหวานชื่นและอบอุ่นนั้นเอง…
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้นรัวเร็วและหนักหน่วงในยามวิกาล ผิดวิสัยชาวบ้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิง!
ศิลาชะงักมือที่กำลังตักข้าว วางช้อนลงทันที ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นแววตาดุดันเฉียบคมในเสี้ยววินาที สัญชาตญาณทหารพรานตื่นตัวเต็มที่ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพร้อมกับดึงมือภรรยาให้มาหลบอยู่ด้านหลังอย่างรวดเร็ว พิมพ์มาดาใจหายวาบ หัวใจกระโจนขึ้นมาอยู่ที่คอหอยเมื่อนึกถึงเงาดำลึกลับที่เธอเห็นก่อนหน้านี้
ร่างสูงของศิลาเดินไปที่ประตูกระจกบานเล็งช้าๆ มือหนาเอื้อมไปปลดกลอนประตูอย่างระมัดระวัง ก่อนกระชากเปิดออกกว้าง—
และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล ก็ทำให้ทั้งศิลาและพิมพ์มาดาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด!
________________________
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามความอบอุ่นและรสชาติชีวิตของพิมพ์มาดากับนายทหารพรานผู้เงียบขรึมคนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ! - ครัวคุณยาย
กับข้าวกลิ่นดินกับนายทหารพรานผู้เงียบขรึม•ตอนที่ 12
ความห่วงใยที่ไม่ต้องเอ่ยปาก
ผลงานโดย ครัวคุณยาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวกลิ่นดินกับนายทหารพรานผู้เงียบขรึม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!