กับข้าวกลิ่นดินกับนายทหารพรานผู้เงียบขรึม•ตอนที่ 1

จุดเริ่มต้นที่กลิ่นเครื่องแกง

ผลงานโดย ครัวคุณยาย
เอกสารสัญญายกมรดกแผ่นกระดาษสีหม่นใบนั้น ถูกฉีกทิ้งลงถังขยะด้วยมือที่สั่นเทาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะถูกทับด้วยเปลือกมะนาวแห้ง ๆ ที่ส่งกลิ่นฉุนเพื่อกลบกลิ่นความเน่าเฟะของตระกูลที่พิมพ์มาดาเพิ่งตัดสินใจสะบัดก้นใส่มาหรี่ตามอง เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของป้าสะใภ้และบรรดาลูกพี่ลูกน้องที่รุมทึ้งมรดกบริษัทอาหารขนาดกลางของตระกูลยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท พวกเขาคิดว่าหญิงสาววัยย่างสามสิบ ผู้มีดีกรีอดีตเชฟใหญ่แห่งร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งชื่อดัง เป็นเพียง "ตัวถ่วง" ที่ยอมจำนนต่ออำนาจเงินและความโลภของคนกลุ่มใหญ่... ช่างน่าขันสิ้นดี พวกเขากลับไม่รู้เลยว่า การที่เธอยอมเดินออกมาจากกองมรดกติดลบและเต็มไปด้วยหนี้สินพะรุงพะรังนั้น คือการปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ เพื่อมาครอบครอง "สมบัติที่แท้จริง" ชิ้นเดียวของคุณยายต่างหาก บ้านไม้สักทองโบราณอายุร่วมร้อยปี ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนป่าและสวนทึบในอำเภอชายแดน ฝุ่นหนาเตอะบนระเบียงและหยากไย่ที่โยงใยไม่ได้ทำให้พิมพ์มาดารู้สึกหดหู่เลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หัวใจดวงนี้กลับเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่ได้สัมผัสมานานหลายปี ทันทีที่ผลักบานประตูไม้หนักอึ้งเข้ามา กลิ่นอายของดินชื้น กลิ่นสาบป่าจาง ๆ และความเงียบสงบที่หาไม่ได้จากเมืองหลวง ก็โอบกอดเธอไว้ราวกับจะบอกว่า *“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะลูก”* นี่คือมรดกชิ้นสุดท้ายที่ยายทิ้งไว้ให้ บ้านสวนเนื้อที่สิบไร่ พร้อมกับ "มิติลับ" ที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่ลืมตาดูโลก—พื้นที่เพาะปลูกในมิติปิดตาย ที่ซึ่งเวลาเดินเร็วกว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า ดินอุดมสมบูรณ์ที่สามารถเนรมิตพืชผักสมุนไพรหายากให้เติบโตได้ภายในข้ามคืน และน้ำทิพย์บริสุทธิ์ที่รดครั้งเดียวพืชพันธุ์ก็เขียวขจีทนทานต่อทุกสภาพอากาศ "เฮ้อ... สบายใจกว่าอยู่ในกรงทองพวกนั้นเป็นร้อยเท่า" พิมพ์มาดายกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม ร่างเพรียวในชุดเสื้อยืดกางเกงเลย์ลุยงานสะบัดกวาดหยากไย่และเช็ดถูพื้นเรือนด้วยความทะมัดทะแมง เธอยังจำสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของแม่สามีจอมปลอมที่พยายามยัดเยียดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้เธอแต่งงานด้วยเพื่อฮุบสมบัติได้ดี ช่างหัวพวกมันเถอะ! ตอนนี้เธอไม่ใช่เชฟสาวที่ต้องก้มหัวให้ใครในครัวปิดทึบอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือ "นายหญิง" ของสวนบ้านร่มไม้แห่งนี้ เมื่อจัดการปัดกวาดห้องครัวโบราณจนสะอาดเอี่ยมอ่อง พิมพ์มาดาก็ไม่รอช้า เธอหลบสายตาผู้คนแล้วแวบเข้าไปใน "มิติลับ" ทันที แสงสีทองนวลตาโอบล้อมรอบตัว กลิ่นหอมของดินอุ่น ๆ และดอกไม้ป่าตลบอบอวล แปลงผักกาดจอ ผักชีฝรั่ง และพริกขี้หนูสวนที่เธอแอบปลูกไว้ก่อนเดินทางมาถึง กำลังชูใบเขียวขจีอวบออ่นราวนิตยสารเกษตรอินทรีย์ชั้นนำ มือเรียวบางเอื้อมไปเด็ด "ตะไคร้หอม" และ "ใบมะกรูด" จากแปลงในมิติ ซึ่งส่งกลิ่นหอมหวลรุนแรงกว่าปกติถึงสามเท่า ตามด้วย "ข่าแก่" หัวโตผิวตึง และ "พริกขี้หนูสวนสีแดงสด" ที่เผ็ดร้อนถึงใจ ทุกอย่างถูกเก็บเกี่ยวด้วยความรวดเร็ว หัวใจของอดีตเชฟสาวพองโตด้วยความกระหายที่จะได้ทำอาหารจากวัตถุดิบชั้นเลิศเหล่านี้ "คืนนี้... เราจะมาเปิดบ้านด้วยเมนูที่ทำให้คนทั้งหมู่บ้านต้องหันมามอง" พิมพ์มาดายิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ เธอจัดการตั้งเตาถ่านเก่าแก่ที่ขัดจนสะอาด ใส่น้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวไว้จากเนื้อหมูในมิติลงไป ตั้งไฟให้เดือดพล่าน เสียงน้ำเดือดปุด ๆ พร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องแกงโขลกมือ—ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง และพริกแห้งย่างไฟ—ที่เธอตำเองจนละเอียด เนื้อพริกแกงสีส้มแดงเข้มข้นถูกโยลงไปผัดกับน้ำมันพืชเล็กน้อยจนกลิ่นหอมฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณบ้านสวน กลิ่นสมุนไพรไทยแท้ ๆ ที่ผสานเข้ากับความสดใหม่ของวัตถุดิบจากมิติลับ ลอยละล่องไปตามสายลมยามเย็น พัดผ่านรั้วไม้ไผ่เข้าสู่ถนนลูกรังหน้าบ้านอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ควันสีขาวนวลกำลังพวยพุ่งพร้อมกับเสียงซอยเครื่องเคียงและเสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็กอย่างเป็นจังหวะ บรรยากาศเงียบสงบยามพลบค่ำก็มีเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว พิมพ์มาดาสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันขวับไปมองผ่านหน้าต่างครัวที่เปิดโล่ง ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มในชุดเครื่องแต่งกายสนามสีเข้ม ศีรษะสวมหมวกปีกกว้าง ใบหน้าคมเข้มมีร่องรอยกร้านแดดกร้านลมตามวิถีชีวิตของนายทหารพรานชายแดน ดวงตาคมกริบคู่นั้นนิ่งสงบราวกับผืนน้ำลึก แต่กลับกวาดตามองรอบบริเวณบ้านอย่างระแวดระวัง ก่อนที่จมูกโด่งเป็นสันจะขยับฟุตฟิตเมื่อปะทะเข้ากับกลิ่นอาหารที่ลอยมาแตะจมูก นั่นคือ "ร้อยเอกศิลา" นายทหารพรานผู้ดูแลความปลอดภัยประจำเขตชายแดน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความดุ เงียบขรึม และไม่เคยเกรงกลัวใครหน้าไหน แต่ทว่า... เขากลับเป็นมนุษย์คนแรกและคนเดียวในโลกภายนอกที่บังเอิญล่วงรู้ "ความลับเรื่องมิติลับ" ของเธอเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่เธอหลบมาสำรวจพื้นที่ และเป็นคนที่คอยแอบช่วยเคลียร์ปัญหาพวกนักเลงท้องถิ่นให้เธออย่างเงียบ ๆ โดยไม่เคยเอ่ยปากทวงบุญคุณ ศิลายืนนิ่งอยู่หน้าประตูรั้วไม้ ร่างกายกำยำเต็มไปด้วยกลิ่นอายของป่าเขาและดินปืน เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อกลิ่นหอมของ "แกงฮังเลหมูสามชั้น" และ "น้ำพริกอ่องสูตรโบราณ" ลอยมาเตะจมูกจนท้องร้องโครกคราก ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความแปลกใจที่เห็นแสงไฟสว่างไสวและควันโขมงจากบ้านร้างที่ไม่มีคนอยู่มานานหลายปี ดวงตาคมกริบของนายทหารพรานหันขวับมาสบตากับพิมพ์มาดาที่ยืนถือตะหลิวค้างอยู่หน้าเตาถ่านพอดี ไม่มีคำทักทายหวานซึ้ง ไม่มีรอยยิ้มกว้างขวาง มีเพียงสายตานิ่งงันที่ซ่อนความหิวกระหายและประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออกพาดผ่านนัยน์ตาคู่นั้น ศิลาสาวเท้าเดินตรงเข้ามา2-3 ก้าวหยุดอยู่ที่หน้าต่างครัว มือหนาวางปืนไรเฟิลพาดบ่าลงเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าที่ลอดผ่านความเงียบยามเย็นออกมาว่า... "ทำอะไรกิน... กลิ่นมันรบกวนสมาธิคนลาดตระเวนรู้ไหมคุณ... แล้วคิดเหรอว่าอยู่คนเดียวกลางป่าแบบนี้ จะไม่มีใครมาแย่งกิน?" ________________________________________ *ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "ครัวคุณยาย" นะคะ*
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวกลิ่นดินกับนายทหารพรานผู้เงียบขรึม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%