กลิ่นอายของฝุ่นดินและสนิมเหล็กคละคลุ้งอัดแน่นอยู่ในโพรงจมูก ทว่าเสียงสัญญาณแหลมสูงจากใต้พื้นห้องยังคงกรีดแทงโสตประสาทจนปวดหนึบ รินรดาออกแรงดึงแขนธามสุดกำลัง แรงกระชากนั้นทำให้ร่างของชายหนุ่มหลุดจากภวังค์แห่งความตกตะลึง พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนรุนแรงราวกับมีอสุรกายกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหล
"วิ่ง!" เสียงตะโกนของรินรดาขาดห้วงด้วยความตื่นตระหนก
ลุงพินิจในวัยชราไม่ได้วิ่งตาม เขายังคงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือน รอยยิ้มบนมุมปากของชายแก่เหยียดยกขึ้นกว้างกว่าเก่า ดวงตาฝ้าฟางคู่นั้นจ้องมองมาที่ธามด้วยความสมเพชเวทนา ก่อนที่เสียงระเบิดต่ำๆ จะดังสนั่นมาจากใต้พื้นห้อง แรงอัดอากาศผลักร่างของทั้งสองคนกระเด็นพ้นธรณีประตูออกไปสู่โถงทางเดินด้านนอก
โครม!
ประตูไม้สักปิดกระแทกใส่กันเองอย่างรุนแรง ฝุ่นตลบอบولอบจนมองไม่เห็นทาง รินรดาล้มลงกระแทกกับพื้นปูนซีเมนต์เย็นเฉียบ เธอกัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ จากริมฝีปากตัวเอง ธามรีบพยุงร่างของเธอขึ้นมา ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวกระวัง สัญชาตญาณดิบในตัวสั่งให้เขาเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะพุ่งทะลุกลุ่มควันออกมา
ไม่มีเสียงฝีเท้าของลุงพินิจ ไม่มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือ มีเพียงความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวที่เข้ามาแทนที่
"ธาม... แขนคุณ..." รินรดาครางเบาๆ มือเรียวสั่นเทาขณะชี้ไปยังรอยแผลถลอกที่มีเลือดซึมออกมาบนแขนเสื้อของเขา
"ผมไม่เป็นไร" ธามตอบเสียงเรียบ แต่กรามของเขากำแน่นจนขึ้นสันนูน สายตาของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่ประตูบานนั้น ประตูที่ซ่อนความลับ ความหลอกลวง และคำเตือนที่เขาเลือกจะเมินเฉย
ความจริงปรากฏชัดเจนแล้วว่า การกลับมายังสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นการไขปริศนาอดีตของครอบครัว แต่มันคือการเดินกลับเข้าไปในกรงขังที่ถูกสร้างรอไว้ล่วงหน้าเป็นสิบปี...
***
สามวันต่อมา บรรยากาศภายในร้านกาแฟย่านเมืองเก่าไม่ได้ช่วยให้จิตใจของธามสงบลงเลยแม้แต่น้อย ฝนตกปรอยๆ ด้านนอกทำให้กระจกหน้าร้านขึ้นฝ้าขาวโพลน รินรดานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เอกสารโบราณและสมุดบันทึกที่รอดพ้นมาจากเหตุการณ์วันนั้นถูกกางออกบนโต๊ะไม้สีเข้ม แต่ไม่มีใครมีสิทธิ์แตะต้องมันเลยสักหน้าเดียว
"เราต้องไปแจ้งตำรวจ ธาม" รินรดาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด "ลุงพินิจคนนั้น... เขาเป็นอันตราย และฉันแน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดมันเชื่อมโยงกับพินัยกรรมของพ่อคุณ"
ธามไม่ตอบ สายตาของเขาไม่ได้มองเอกสารบนโต๊ะ แต่มันสะท้อนภาพเงาของตัวเองผ่านกระจกใส และเลยออกไป—ไปยังชายในชุดโค้ตสีเทาเข้มที่ยืนกางร่มอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม
ชายคนเดิม
เป็นเวลาสามวันติดต่อกันแล้วที่ธามสังเกตเห็นเงาร่างนี้ติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะที่หอสมุดแห่งชาติ สถานีรถไฟใต้ดิน หรือแม้แต่หน้าอพาร์ตเมนต์ของเขาเอง ชายคนนั้นไม่เคยเข้ามาประชิดตัว ไม่เคยเอ่ยปากพูดอะไร ทำเพียงแค่ยืนมอง... ด้วยระยะห่างที่พอดี ราวกับผู้ล่าที่กำลังศึกษาพฤติกรรมของเหยื่อก่อนลงมือปลิดชีพ
"ธาม คุณฟังฉันอยู่หรือเปล่า?" รินรดาขมวดคิ้ว เธอยื่นมือมาแตะหลังมือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วของธ้ามทำให้เธอต้องชะงัก
"เขายังอยู่ตรงนั้น" ธามพยักเพยิดหน้าไปทางนอกหน้าต่าง
รินรดาหันขวับไปมองตาม ร่างของชายในชุดโค้ตสีเทายังคงยืนนิ่งสนิทภายใต้ร่มคันใหญ่ แม้ฝนจะเริ่มตกหนักขึ้นจนผู้คนรอบข้างพากันวิ่งหลบฝน แต่ชายคนนั้นกลับยืนปักหลักอยู่ที่เดิม ราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความมืดและสายฝน
"ฉันจะออกไปดู" ธามผุดลุกขึ้นยืนทันที
"เดี๋ยว, ธาม! อย่า—!" รินรดาคว้าข้อมือเขาไว้แน่น แรงบีบนั้นสะท้อนความกลัวที่เกาะกุมหัวใจเธอ "มันอาจจะเป็นกับดักเหมือนวันนั้นอีกก็ได้!"
ธามก้มลงมองรินรดา แววตาของเขาอ่อนลงเสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวเช่นเดิม "ถ้าผมมัวแต่หนี เราก็จะไม่รู้เลยว่าใครอยู่เบื้องหลังความตายของพ่อแม่... ริน รอผมอยู่ที่นี่ ถ้าผ่านไปสิบหนาทีผมไม่กลับมา ให้โทรหาตำรวจแล้วเอาพวกนี้หนีไปซะ"
เขากระชากข้อมือหลุดจากการเกาะกุม หมุนตัวเดินแกมวิ่งผลักประตูกระจกออกไปสู่สายฝนที่โปรยปราย
กระแสลมเย็นยะเยือกพัดปะทะใบหน้าทันทีที่ธามก้าวพ้นชายคา เขาสกาวก้าวเท้าข้ามถนนอย่างรวดเร็ว หลบหลีกรถยนต์ที่แล่นผ่านไปด้วยความเร็วสูง สายตาคมกริบกวาดมองหาเป้าหมาย แต่ทว่า—
ฟุตบาทฝั่งตรงข้ามว่างเปล่า
ร่มสีดำคันใหญ่วางทิ้งไว้พิงอยู่กับเสาไฟฟ้าริมถนน ส่วนชายในชุดโค้ตสีเทา... หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเขาไม่เคยยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่แรก
ธามชะงักฝีเท้า ลมหายใจของเขาติดขัด หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นตัว เขาค่อยๆ ก้าวเข้าไปใกล้เสาไฟฟ้านั้น ช้าๆ อย่างระมัดระวัง มือหนาเอื้อมไปหยิบร่มสีดำขึ้นมาสำรวจ ที่ด้ามจับร่มมีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กถูกพันด้วยลวดหนามบางเฉียบเสียบเอาไว้
เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นิ้วมือสั่นเทาเล็กน้อยขณะแกะกระดาษโน้ตแผ่นนั้นออกมาคลี่อ่าน
ตัวหนังสือเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ที่เขาคุ้นตาอย่างประหลาด—ลายมือเดียวกับสมุดบันทึกของพ่อ
*“แกวิ่งหนีเงาของตัวเองไม่พ้นหรอก, ลูกชาย... เพราะความลับที่แกตามหา มันอยู่ในตัวแกตั้งแต่แรกแล้ว”*
ฉับพลันนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสเย็นเฉียบของโลหะแข็งที่จี้เข้าที่ท้ายทอยของเขาอย่างแม่นยำ
"อย่าขยับ... ไม่งั้นสมองของเพื่อนผู้หญิงในร้านกาแฟคนนั้น จะกระจายอยู่บนโต๊ะกาแฟก่อนที่เธอจะทันได้ร้องขอชีวิต"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ปริศนาในบทนี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า—นาโนบอทมาสเตอร์
จักรกลเซลล์พิฆาต: นาโนบอทพลิกชะตามนุษยชาติ•ตอนที่ 5
เงาที่ตามติด
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรกลเซลล์พิฆาต: นาโนบอทพลิกชะตามนุษยชาติ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!