เสียงตบโต๊ะดังสนั่นหวั่นไหวจนแก้วกาแฟราคาแพงบนโต๊ะสั่นสะเทือน กาแฟสีดำเข้มกระฉอกออกมาเปื้อนเอกสารสัญญามูลค่าหลายสิบล้าน แต่คนที่ควรจะเดือดร้อนกลับนั่งไขว่ห้างพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ราวกับกำลังชมการแสดงตลกชุดใหญ่อยู่ในโรงละครส่วนตัว
ซ่งอี้หอบหายใจจนอกกระเพื่อม ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาสำอางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนจนน่ากลัว ดวงตาคู่คมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ผสมปนเปกับความหวาดหวั่นที่เขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเกรี้ยวกราด
"หลินเฟย! เธออย่ามาเล่นลิ้นนะ! คิดว่าแค่ถือหุ้นนิดๆ หน่อยๆ แล้วจะมาทำเป็นกร่างใส่ฉันได้งั้นเหรอ? บริษัทของฉันกำลังจะเซ็นสัญญากับกลุ่มทุนระดับโลก เธอมันก็แค่ผู้หญิงไร้ค่าที่ฉันเคยเขี่ยทิ้ง อย่ามาขวางทางอนาคตของฉัน!"
น้ำเสียงของซ่งอี้แหบพร่าและเต็มไปด้วยความอับอาย เขาตะโกนใส่หน้าเธอท่าyกลางสายตาของพนักงานในร้านอาหารหรูระดับมิชลินสตาร์ ที่ต่างพากันเหลือบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่มีใครกล้าส่งเสียงดัง
หลินเฟยเพียงแค่ยกย่องมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นงดงาม ทว่าเยียบเย็นเสียจนซ่งอี้ต้องสะท้านเฮือก เธอยกเรียวนิ้วเรียวสวยขึ้นมาปัดเศษฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนเสื้อสูทแบรนด์เนมสั่งตัดพิเศษ สายตาคู่คมกริบกวาดมองอดีตคนรักตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาสمเพชเวทนา ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่กำลังดิ้นรนอยู่บนฝ่ามือของเธอ
"กลุ่มทุนระดับโลกงั้นเหรอคะ..." หลินเฟยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นุ่มนวลและทรงพลัง ชนิดที่ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะลดฮวบลงทันที "คุณหมายถึง 'ร็อคเวลล์กรุ๊ป' หรือเปล่าคะ ซ่งอี้?"
ร่างของซ่งอี้ชะงักกึก สีหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา เขารู้ได้อย่างไรว่ากลุ่มทุนที่เขาพยายามวิ่งเต้นเข้าหาคือร็อคเวลล์? ข้อมูลนี้เป็นความลับระดับสูงสุดของบริษัทเขา!
"เธอ... เธอรู้ได้ยังไง..." ซ่งอี้ละล่ำละลักถาม เสียงเริ่มสั่นพร่า
หลินเฟยหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งแก้ว แต่กลับกรีดลึกเข้าไปในโสตประสาทของคนฟังจนรู้สึกชาหนึบไปทั้งร่าง เธอโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สบตาเขาตรงๆ โดยไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย ความมั่นคงและเด็ดขาดที่ฉายชัดอยู่ในแววตาคู่นั้น ทำให้ซ่งอี้รู้สึกราวกับตัวเองตัวลีบลงเรื่อยๆ จนแทบจะมุดแผ่นดินหนี
"รู้เหรอคะ? ทำไมฉันจะไม่รู้ล่ะคะ ในเมื่อบริษัทที่พวกคุณกำลังกราบกรานขอร้องให้มาลงทุน... แท้จริงแล้วมันเป็นบริษัทในเครือลำดับที่สามของฉันเอง"
คำพูดประโยคเดียวราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางกบาลของซ่งอี้ เขาอ้าปากค้าง ดวงเบิกกว้างจนแทบจะถלนออกมา สมองของเขาหยุดทำงานไปชั่วขณะ เสียงรอบข้างในร้านอาหารหรูเงียบงันลงทันที ราวกับมีใครกดปุ่มปิดเสียง โลกทั้งใบของซ่งอี้พังทลายลงในเสี้ยววินาที
"สะ... เป็นไปไม่ได้! เธอโกหก! เธอมันก็แค่คุณหนูตกอับที่ครอบครัวเพิ่งล้มละลายไปไม่ใช่เหรอ! เธอเอาเงินที่ไหนมาซื้อหุ้น! เธอเอาอำนาจอะไรมาเป็นเจ้าของร็อคเวลล์!" ซ่งอี้แผדเสียงกรีดร้องออกมาอย่างคนเสียสติ เขาเริ่มสูญเสียการควบคุม สัญชาตญาณดิบของการเอาตัวรอดทำให้เขาพยายามปฏิเสธความจริงอันโหดร้ายตรงหน้า
"ล้มละลายเหรอคะ?" หลินเฟยเลิกคิ้วขึ้นอย่างเย้ยหยัน เธอหยิบกระเป๋าหนังจระเข้ใบหรูขึ้นมา เปิดช่องลับหยิบการ์ดสีดำสนิทขอบทองคำแท้ขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบกับกระจกโต๊ะเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องอยู่ในความรู้สึกของซ่งอี้
"บัตรเครดิตเซנטูเรียนแบล็กการ์ด... วงเงินไม่จำกัด" หลินเฟยเอ่ยชื่อบัตรด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับมันเป็นแค่เศษกระดาษทิชชู "อ้อ พอดีว่าคุณพ่อคุณแม่ของฉันท่านแค่แกล้งล้มละลาย เพื่อทดสอบดูว่า... สุนัขตัวไหนบ้างที่จะรีบวิ่งหนีหางจุกตูดทันทีที่เห็นบ้านฉันเริ่มมีปัญหา และผลลัพธ์ที่ได้... ก็ช่างน่าประทับใจเสียจริงนะคะ ซ่งอี้"
การตบหน้าด้วยคำพูดนี้รุนแรงเสียยิ่งกว่าการใช้ฝ่ามือฟาดลงบนแก้วเสียอีก ซ่งอี้หน้าซีดเผือดราวกับศพไร้วิญญาณ เขารู้สึกหายใจไม่ออก ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ภาพความทรงจำที่เขาเคยเหยียดยาวและบอกเลิกหลินเฟยอย่างเลือดเย็นเมื่อหลายเดือนก่อน ย้อนกลับมาตบหน้าเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในตอนนั้นเขาร่ำรวยและมีอำนาจ ส่วนเธอน่าสมเพช แต่ตอนนี้... สถานะกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง เธอกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่สามารถบดขยี้เขาให้แหลکคามือได้ด้วยปลายนิ้ว
"เฟย... เฟยครับ..." ซ่งอี้เปลี่ยนท่าทีในพริบตา ความโกรธเกรี้ยวหายวับไปกับตา เหลือเพียงความหวาดกลัวและการอ้อนวอน เขาเอื้อมมือสั่นเทาหมายจะมาคว้าชายเสื้อของเธอ "ผม... ผมยังรักคุณอยู่นะครับ เรื่องวันนั้นมันเป็นความเข้าใจผิด ผมถูกคนอื่นเป่าหู..."
หลินเฟยเบี่ยงตัวหลบอย่างรังเกียจ ราวกับกลัวว่าเชื้อโรคจากตัวเขาจะกระเด็นมาโดนเสื้อผ้าของเธอ เธอส่งสายตาสมเพชเวทนาไปให้เขาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นที่ตัดรอนทุกเยื่อใย
"อย่ามาแตะต้องตัวฉันด้วยมือสกปรกของคุณเลยค่ะ มันน่าขยะแขยง" หลินเฟยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้ารูปอย่างสง่างาม "และจำไว้นะคะซ่งอี้... เกมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น สิ่งที่คุณทำกับฉันไว้ทั้งหมด ฉันจะทยอยทบต้นทบดอกคืนให้คุณอย่างสาสมแน่นอนค่ะ"
พูดจบ หลินเฟยก็หมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป ทิ้งให้ซ่งอี้ทรุดฮวบลงนั่งคุกเข่ากับพื้นร้านอาหารอย่างไร้ศักดิ์ศรี น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลทะลักออกมาจากดวงตาของอดีตชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยาน
ทว่า ในวินาทีที่หลินเฟยกำลังจะก้าวเดินพ้นประตูทางออกของร้านอาหารนั้นเอง เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ก็กระหน่ำตีลงมาอย่างรุนแรงจากด้านนอก แรงลมมหาศาลทำให้กระจกใสของร้านสั่นสะเทือน พนักงานและลูกค้าต่างพากันตื่นตระหนก ยกมือขึ้นปัดป้องเศษฝุ่นที่ถูกพัดปลิว
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสีดำสนิทลำยักษ์ ประทับตราสัญลักษณ์ตระกูลทรงอิทธิพลระดับประเทศ ค่อยๆ ร่อนลงจอดอย่างสง่างามบนลานจอดเฮลิคอปเตอร์ชั่วคราวหน้าร้านอาหารอย่างอารักขาแน่นหนา
ประตูห้องโดยสารเปิดออก ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปราคาแพงระยับก้าวลงมาด้วยท่าทีทรงอำนาจ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพสลักประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นเมื่อมองมาที่เธอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววรักใคร่และเทิดทูนอย่างไม่ปิดบัง
คีย์... ประธานหนุ่มผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งประเทศ ก้าวเข้ามาประคองมือของหลินเฟยไว้ด้วยความทะนุถนอม ราวกับเธคืออัญมณีล้ำค่าที่สุดในโลก
"จัดการเรียบร้อยแล้วหรือยังครับคนดี" เสียงทุ้มนุ่มเอמהถามด้วยความอ่อนโยน แตกต่างจากสายตาดุดันที่เขากวาดมองไปทางซ่งอี้ที่กำลังคุกเข่าอยู่ด้านหลังราวกับจะส่งอีกฝ่ายลงหลุมฝังศพในทันที
หลินเฟยแย้มรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้ชายหนุ่มข้างกาย ก่อนจะหันกลับไปมองซ่งอี้ที่ตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อเห็นตัวจริงของผู้ชายที่หนุนหลังเธออยู่
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมอินไปกับเกมแก้แค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ ม่านหมอกโรแมนซ์
เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับโลก•ตอนที่ 10
การปั่นประสาทศัตรู
ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!