แฟรง, แฟลช, แฟลช!
แสงสีขาวเจิดจ้าจากการรัวชัตเตอร์นับร้อยตัว ไม่ได้ทำให้หลินเฟยต้องกะพริบตาแม้แต่น้อย เธอนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้สีดำสนิท ริมฝีปากอิ่มระบายด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยอำนาจและเย่อหยิ่ง ชุดสูทผ้าไหมอิตาลีสั่งตัดพิเศษสีขาวบริสุทธิ์ขับเน้นผิวพรรณผ่องใสและทรวดทรงอันสง่างาม ท่ามกลางบรรยากาศสตูดิโอยักษ์ใหญ่ใจกลางมหานคร ที่ตอนนี้ถูกยึดครองด้วยทีมงานระดับโลกจากนิตยสารธุรกิจชื่อดัง *Global Billionaire*
บนหน้าปกฉบับพิเศษประจำเดือนนี้ ไม่มีรูปของมหาเศรษฐีเก่าแก่ตระกูลไหน... มีเพียงภาพถ่ายโคลสอัพครึ่งตัวของหญิงสาวหน้าตางดงามราวกับงานศิลปชั้นสูง ดวงตากลมโตคู่คมกริบที่สะท้อนประกายความเยือกเย็น และพาดหัวตัวอักษรสีทองอร่ามที่สลักไว้ว่า:
*“หลินเฟย: จักรพรรดินีผู้สร้างอาณาจักรด้วยเงินสดและมันสมอง”*
เสียงกระซิบกระซาบด้วยความอิจฉาและทึ่งแกมเกรงกลัวดังระงับอยู่ทั่วสตูดิโอ บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร ถึงกับต้องก้มตัวลงต่ำขณะยื่นแท็บเล็ตแสดงยอดพรีออเดอร์นิตยสารฉบับนี้ให้เธอดูด้วยมือที่สั่นเทา
"คุณหลินคะ... ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าทะลุสามสิบล้านเล่มภายในสิบนาทีแรกที่ประกาศรายชื่อขึ้นปกค่ะ เซิร์ฟเวอร์ของเราล่มไปสามรอบแล้ว..." บริดเจ็ต หญิงชาวฝรั่งเศสผู้ขึ้นชื่อเรื่องความหยิ่งยโสในวงการแฟชั่น กล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อมราวกับกำลังถวายรายงานต่อราชินี
หลินเฟยปรายตามองตัวเลขบนหน้าจอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า "แค่เริ่มต้นเท่านั้นไม่ใช่หรือคะ บริดเจ็ต? ฉันบอกแล้วว่านิตยสารเล่มนี้จะขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกคุณ"
คำพูดที่ดูมั่นใจเกินร้อยนั้น ไม่ได้ทำให้ใครกล้าหัวเราะเยาะเลยสักคน เพราะในโลกธุรกิจตอนนี้ ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ 'หลินเฟย' หญิงสาวผู้ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนในการกว้านซื้อหุ้นของบริษัทคู่แข่ง ตบหน้าตระกูลใหญ่ที่เคยเหยียบย่ำเธอจนจมดิน และใช้ระบบมหาศาลเนรมิตความมั่งคั่งระดับโลกขึ้นมาด้วยสองมือ
ในมุมมืดของสตูดิโอ ซ่งอี้ ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ร่างกายของอดีตแฟนหนุ่มผู้เคยทิ้งเธอไปหาผู้หญิงรวยกว่า สั่นเทาด้วยความโกรธแค้นและอัปยศอดสู สภาพของเขาในตอนนี้ช่างน่าสมเพช เสื้อผ้าแบรนด์เนมยับยู่ยี่ ใบหน้าที่เคยผยองพองขนซีดเผือดไร้สีเลือด สายตาที่มองผู้หญิงบนโซฟานั้นเต็มไปด้วยความริษยา ความเสียดาย และความหวาดกลัวที่ผสมปนเปกันจนแทบจะอาเจียน
เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อนึกถึงคำพูดดูถูกที่เขาเคยขว้างใส่หน้าเธอยามที่เธอยังเป็นแค่คุณหนูตกอับไร้ค่า... ใครจะไปคิดเล่า ว่าผู้หญิงที่เขาเคยเขี่ยทิ้งเหมือนรองเท้าเก่า จะกลายเป็นยอดมนุษย์ผู้กุมเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของโลกไว้ในกำมือเช่นนี้
หลินเฟยปรายหางตามาเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยนั้นพอดี เธอยกย่องมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะเย้ยที่ไร้ซึ่งความปรานี ดวงตาคู่คมจ้องมองตรงไปยังซ่งอี้ ราวกับกำลังมองดูแมลงสาบตัวเล็กๆ ที่ไม่มีค่าแม้แต่จะเหยียบซ้ำ
"อ้าว... คุณซ่งอี้" เสียงหวานกังวานใสแต่เยือกเย็นดังทะลุเสียงชัตเตอร์ ทำให้ทุกคนในห้องหันไปมองเป้าหมายเดียวกัน "ลมอะไรหอบคุณมาถึงกองถ่ายระดับโลกได้ล่ะคะ หรือว่า... มาสมัครเป็นคนสวนกวาดสตูดิโอให้ฉัน?"
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นจากทีมงานรอบข้าง ซ่งอี้หน้าชาดิก ร้อนผ่าวราวกับโดนตบด้วยฝ่ามือเหล็กกลางฝูงชน เขาอ้าปากพะงาบๆ อยากจะพูดจาโต้ตอบเพื่อกู้ศักดิ์ศรี แต่ลำคอตีบตันจนเปล่งเสียงไม่ออก
"ผม... ผมแค่..." ซ่งอี้ละล่ำละลัก ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"ถ้าไม่มีธุระอะไร ก็ไสหัวออกไปซะนะคะ" หลินเฟยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้เยื่อใยสิ้นเชิง "สายตาชั้นต่ำของคุณ กำลังทำให้อากาศในสตูดิโอของฉันมันสกปรกค่ะ"
ก่อนที่ซ่งอี้จะทันได้แทรกแผ่นดินหนี เสียงคำรามกึกก้องของใบพัดเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ก็ดังสนั่นสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากบนดาดฟ้าตึก แรงลมมหาศาลพัดกระจกสตูดิโอสั่นสะเทือน ทีมงานต่างแตกตื่นวิ่งวุ่นกันอลหม่าน แต่หลินเฟยกลับนั่งนิ่งสงบ ราวกับล่วงรู้ถึงการมาเยือนนี้อยู่แล้ว
ประตูเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวรุ่นท็อปสุดหรูเปิดออก พร้อมกับร่างสูงสง่าของคีย์ ประธานหนุ่มทรงอิทธิพลก้าวลงมาด้วยท่าทีราวนายเหนือหัว เขาอยู่ในชุดสูทสีเข้มเข้ารูป ใบหน้าหล่อเหลาคมคายไร้ที่ติแฝงไว้ด้วยความดุดันและเยือกเย็นที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่ขวางทาง
คีย์กวาดสายตาคมกริบมองรอบห้อง ก่อนที่นัยน์ตาคู่นั้นจะทอประกายอ่อนโยนลงทันทีเมื่อสบเข้ากับดวงตาของหลินเฟย เขาก้าวเท้ายาวๆ ฝ่าฝูงชนเข้ามาหาเธอโดยไม่สนใจสายตาตื่นตะลึงของใครหน้าไหนทั้งสิ้น
"รอนานไหมครับที่รัก?" คีย์โน้มตัวลงกระซิบข้างใบหูของเธออย่างสนิทสนม พร้อมกับยื่นกล่องกำมะหยี่สีแดงสดเปิดออก เผยให้เห็นเพชรเม็ดโตขนาดเท่าไข่นกกระทาส่องประกายระยิบระยับบาดตา "เครื่องบินส่วนตัวพร้อมแล้วครับ เราจะไปดินเนอร์ฉลองตำแหน่งเศรษฐีหญิงแห่งปีที่ปารีสกันตอนนี้เลยดีไหม?"
หลินเฟยมองหน้าชายหนุ่มผู้ยืนเคียงข้างและสนับสนุนเธอมาตั้งแต่ในวันที่เธอไม่มีอะไรเลย รอยยิ้มที่จริงใจที่สุดของวันนี้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ เธอยื่นมือเรียวให้เขาจับก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
"ไปสคะ... ฉันเองก็เบื่ออากาศแถวนี้เต็มทีแล้วเหมือนกัน"
ทว่า ในวินาทีที่หลินเฟยกำลังจะก้าวเดินออกไปพร้อมกับคีย์ บอดี้การ์ดร่างยักษ์คนหนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาขวางทางไว้ พร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือราคาแพงที่หน้าจอกำลังกะพริบสายเรียกเข้าฉุกเฉิน
"นายหญิงครับ... สายด่วนจากคลังสมบัติกลางและระบบหลัก... มีการแจ้งเตือนระดับสีแดงครับ!" บอดี้การ์ดรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "บัญชีลับสุดยอดมูลค่าหลายแสนล้านที่ถูกซ่อนไว้ในสويسเซอร์แลนด์... กำลังถูกบุคคลปริศนาพยายามแฮกและดูดเงินออกไปทั้งหมดในวินาทีนี้ครับ!"
หลินเฟยชะงักฝีเท้า รอยยิ้มบนริมฝีปากหายวับไปในพริบตา แทนที่ด้วยแววตาดุดันที่ลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ ดวงตากวาดมองหน้าจอโทรศัพท์ที่แสดงพิกัดต้นตอการโจมตี ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากตึกที่เธอยืนอยู่เลยแม้แต่น้อย
"บังaจนัก..." หลินเฟยพึมพำเสียงต่ำ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก "กล้าดียังไงมาลูบคมเหยื่อของฉัน..."
คีย์หรี่ตาลงเล็กน้อย มือหนาเลื่อนไปจับด้ามปืนพกซ่อนใต้สูททันทีโดยสัญชาตญาณ "ใคร?"
หลินเฟยแค่นหัวเราะเบาๆ ก่อนจะกดรับสายและเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนในห้องได้ยินเสียงปลายสายที่กำลังหัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง
*(ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้)*
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับโลก•ตอนที่ 30
เศรษฐีหญิงแห่งยุค
ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เกิดใหม่เป็นนางร้าย แต่ดันรวยระดับโลก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!