สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง•ตอนที่ 13

จุดเปลี่ยนผ่าน

ผลงานโดย คนมองเมือง
เหล็กกล้าสีดำสนิทของปากกระบอกปืนสิบเอ็ดกระบอกสะท้อนแสงไฟนีออนสีส้มกระพริบจากปั้นจั่นก่อสร้าง มันไม่ใช่ความงามที่สถาปนิกคนไหนปรารถนาจะบันทึกไว้ในสเก็ตช์บุ๊ก แต่ธันวากลับยืนนิ่ง ปลายลิ้นดันกระพุ้งแก้มขวาช้าๆ เป็นจังหวะเดียวกับที่เข็มวินาทีในนาฬิกาข้อมือราคาแพงเดินผ่านความเงียบงัน รินรดาสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นของคอนกรีตผสมเสร็จและฝุ่นปูนซีเมนต์คละคลุ้งในโพรงจมูก เธอไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว มือที่ถือแฟ้มเอกสารสิทธิ์ที่ดินชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ แต่กระดูกสันหลังกลับตั้งตรงราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการตีเผาไฟมาอย่างดี "คุณรู้ไหมว่าความผิดพลาดที่สุดของสถาปนิกมือใหม่คืออะไร, คุณรินรดา?" ธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความตึงเครียด เสียงของเขาเรียบสนิท ไร้ซึ่งร่องรอยของความหวาดกลัว ราวกับพวกเขากำลังยืนคุยกันเรื่องทิศทางรับลมในร้านกาแฟ มากกว่าจะเผชิญหน้ากับกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีเข้มที่พร้อมเหนี่ยวไกได้ทุกเมื่อหากอัครพลส่งสัญญาณ รินรดาเหลือบมองเขาชั่วพริบตา "คือการคิดว่าเส้นที่ลากลงบนกระดาษ จะมีอำนาจมากกว่าอำนาจเงินใต้โต๊ะ" มุมปากของธันวาขยับยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยอมรับนับถือ "ตอบได้ดี... แต่ผิด" เขาก้าวเท้าขนาบข้างเธออย่างจงใจ ไหล่กว้างของเขากำบังทิศทางวิถีกระสุนให้เธอไปครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ "ความผิดพลาดที่สุด คือการคิดว่าตึกพวกนี้สร้างขึ้นเพื่อคนใช้งาน จริงๆ แล้วมันสร้างขึ้นเพื่อคุมขังความโลภต่างหาก และคืนนี้... เรากำลังจะพังกำแพงนั้นลง" สิ้นคำพูดของธันวา เสียงปรบมือช้าๆ และกังวานก็ดังมาจากความมืดหลังเสาเข็มต้นใหญ่ อัครพลก้าวออกมา สีหน้าของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้ทรงอิทธิพลเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ดวงตาเรียวเล็กจ้องมองทั้งคู่ราวกับแมวจับหนู "คมคายมาก คุณธันวา สมกับที่เป็นสถาปนิกรางวัลยอดเยี่ยมปีนั้น" อัครพลหยุดเดินห่างออกไปเพียงห้าเมตร มือข้างหนึ่งเคาะแหวนทองคำขาวบนนิ้วเล่น "น่าเสียดายที่สถาปัตยกรรมที่สวยที่สุดในโลก ก็ไม่มีความหมายอะไร ถ้าคนออกแบบมันกลายเป็นศพไร้ญาติฝังอยู่ใต้ฐานรากตึกของผมเอง" "คุณอัครพล" รินรดาเชิดหน้าขึ้น เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่ทรงพลัง "คุณคิดว่าการฆ่าเราสองคนในพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ จะกลบเกลื่อนโฉนดปลอมฉบับนี้ได้จริงๆ หรือ? สำนักข่าวและกรมผังเมืองมีสำเนาชุดนี้อยู่ในมือแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่เราจะก้าวขาเข้ามาเหยียบไซต์งานเถื่อนของคุณ" อัครพลหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าหายวับไปในพริบตา ความลังเลฉายชัดขึ้นในแววตาของนักธุรกิจผู้เจนจัด เขาไม่ได้กลัวเด็กสาวตรงหน้า แต่เขาอ่านไม่ออกว่าธันวาซ่อนไพ่ใบไหนไว้ในเสื้อโค้ทกันหนาวตัวนั้น "คุณกำลังบลัฟผม" อัครพลเค้นเสียงหัวเราะในลำคอ "ผมไม่เคยเล่นการพนัน, คุณอัครพล" ธันวาตอบเสียงเรียบ มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ท หยิบแฟลชไดรฟ์โลหะสีเงินชิ้นเล็กออกมาคีบไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง "ผมเป็นสถาปนิก ผมทำงานกับโครงสร้าง... และโครงสร้างทางการเงินที่คุณใช้ฟอกเงินผ่านโครงการ 'ปาร์ควิว เรสซิเดนซ์' มีรอยร้าวขนาดใหญ่ที่ฐานราก ข้อมูลทั้งหมดถูกตั้งเวลาส่งอัตโนมัติไปยังดีเอสไอและสำนักข่าวทุกสำนักในอีกสิบนาทีข้างหน้า หากชีพจรของเราสองคนหยุดเต้น" บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง ชายชุดดำทั้งสิบเอ็ดคนหันไปมองหน้ากันเองโดยมิได้นัดหมาย นิ้วที่เคยแตะอยู่บนไกปืนเริ่มเกร็งค้าง อัครพลขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามปูดโปน ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่โล่งกว้างของสวนสาธารณะเดิมที่กำลังจะถูกแปลงสภาพเป็นคอนโดมิเนียมหรู นี่คือการปะทะกันครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ระหว่างอำนาจทุนนิยมสามานย์กับมันสมองและอุดมการณ์ที่ไม่มีวันยอมจำนน พื้นที่สาธารณะแห่งนี้ไม่ใช่แค่ผืนดินที่มีต้นไม้ใหญ่ แต่คือสนามรบทางจิตวิญญาณที่เดิมพันด้วยอนาคตของคนนับพันในเมืองหลวง "ปล่อยพวกเราออกไป แล้วเอกสารทุกอย่างจะหยุดการส่งต่อ" ธันวายื่นข้อเสนอ น้ำเสียงเฉียบขาดและเด็ดเดี่ยว ไม่เปิดโอกาสให้มีการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น อัครพลจ้องมองธันวานิ่งนาน ราวกับต้องการจะควักเอาความคิดในหัวของสถาปนิกหนุ่มออกมาดู เขากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ ก่อนจะโบกมือขวาขึ้นช้าๆ เป็นสัญญาณให้ลูกน้องลดปืนลง "คุณชนะไปก่อนในยกนี้, ธันวา" อัครพลแค่น ริมฝีปากหยักยิ้มเหี้ยมเกรียม "แต่จำไว้... เมืองนี้มันถูกสร้างมาเพื่อให้คนรวยกินคนจน ต่อให้คุณเก่งแค่ไหน คุณก็ไม่มีทางออกแบบเมืองที่ไม่มีความโลภได้หรอก" "ผมไม่ได้พยายามจะออกแบบเมืองที่ไม่มีความโลภหรอกครับ..." ธันวาตอบกลับด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ ขณะที่เขากับรินรดาค่อยๆ ถอยหลังเดินเคียงคู่กันออกไปจากรัศมีปากกระบอกปืน "ผมแค่กำลังออกแบบเครื่องมือ... ที่จะทำให้คนอย่างคุณต้องรื้อถอนความโลภนั้นทิ้งต่างหาก" ทั้งคู่เดินพ้นเขตไซต์งานก่อสร้างออกมาสู่ถนนใหญ่ที่มีแสงไฟสลัวของเมืองหลวง รินรดาทรุดตัวลงพิงกับเสาไฟฟ้าริมทาง เธอพรูลมหายใจยาวเหยียดออกมาราวกับยกภูเขาออกจากอก หัวใจเต้นระรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอกเสื้อ "คุณ... บ้ามาก ธันวา" รินรดาหันมามองหน้าเขา น้ำเสียงเจือความระคนทึ่งและหวาดเสียว "ถ้าแฟลชไดรฟ์ในมือคุณเมื่อกี้มันไม่มีระบบตั้งเวลาส่งจริงๆ ล่ะ? เราคงตายฟรีไปแล้ว" ธันวาหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาหยิบแฟลชไดรฟ์ชิ้นเดิมออกมาจากกระเป๋าอีกครั้ง พลิกดูมันด้วยสีหน้าเรียเฉย ก่อนจะยื่นหน้าจอโลหะด้านหลังให้เธอเห็นชัดๆ รินรดากะพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง เมื่อพบว่าบนตัวแฟลชไดรฟ์นั้นไม่มีร่องรอยของการเชื่อมต่อเครือข่ายใดๆ ทั้งสิ้น มันเป็นเพียงแค่แฟลชไดรฟ์เปล่าๆ ที่ไม่มีแม้แต่ข้อมูลเดียวบรรจุอยู่ข้างใน "คุณ... หลอกเขา?" เธوأอุทานเสียงหลง "ความกลัวของมนุษย์ต่างหากคือซอฟต์แวร์ที่ดีที่สุดในการแฮกจิตใจ" ธันวาเก็บแฟลชไดรฟ์ลงกระเป๋าตามเดิม ดวงตาคมกริบมองทอดออกไปยังตึกสูงระฟ้าที่เปิดไฟสว่างไสวทั่วเมือง "เราแค่ซื้อเวลาได้คืนนี้ แต่ศึกยังอีกยาวไกลนัก" รินรดายืนนิ่งอึ้ง เธอเพิ่งตระหนักในวินาทีนี้เองว่า ผู้ชายข้างกายเธอนอกจากจะเป็นสถาปนิกฝีมือฉกาจแล้ว เขายังเป็นนักวางแผนที่ลึกล้ำและอันตรายยิ่งกว่าที่เธอเคยประเมินไว้เสียอีก ทว่า ในจังหวะที่ความเงียบสงบเริ่มกลับคืนสู่ความสัมพันธ์อันเปราะบางของทั้งคู่ เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดของใครบางคนก็ดังขึ้นจากตรอกซอกซอยเปลี่ยวข้างหลังพวกเขา พร้อมกับแสงไฟฉายสว่างวาบที่ส่องตรงมายังใบหน้าของทั้งสองคนอย่างกะทันหัน ร่างของชายสูงวัยในชุดเจ้าหน้าที่ผังเมืองระดับสูงก้าวออกมาจากเงาไม้ พร้อมกับแฟลชไดรฟ์อีกอันในมือ ที่มีหน้าตาและรหัสโค้ดตรงกับที่ธันวาเพิ่งเก็บใส่กระเป๋าไปเมื่อครู่นี้ไม่มีผิดเพี้ยน! "เสียใจด้วยนะคุณธันวา..." เสียงแหบพร่าของชายสูงวัยเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มปริศนา "ข้อมูลที่คุณคิดว่ามีแค่คุณกับผมที่รู้... ตอนนี้มันถูกส่งไปให้ 'นายใหญ่ตัวจริง' ที่นั่งอยู่บนยอดตึกโน้นเรียบร้อยแล้ว" ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความจริงนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาเคาะสนิมเมือง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%