ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม•ตอนที่ 1

กลิ่นดินและไอหมอก

ผลงานโดย น้ำผึ้งหยดแรก
“ถ้าคุณยังไม่อยากให้กระเป๋าเดินทางใบนี้กลายเป็นขยะกองโตอยู่กลางทาง ก็กรุณาหยุดเดินแล้วฟังฉันก่อนเถอะค่ะ!” เสียงแหลมสูงของคนขับรถรับจ้างท้องถิ่นดังแทรกผ่านม่านหมอกหนาทึบที่ปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ รสาพรยืนนิ่งอยู่หน้าป้ายไม้เก่าคร่ำที่สลักคำว่า ‘ไร่ส้มปลายดอย’ ด้วยตัวอักษรสีซีดจาง สองมือกำสายกระเป๋าเดินทางแน่นจนนิ้วซีดขาว ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามคืนและความวุ่นวายในใจตีรวนจนเธอแทบอยากจะทิ้งทุกอย่างไว้ตรงนี้แล้วหันหลังกลับเมืองกรุงไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด “ฉันขอโทษนะคะที่ต้องรบกวนจอดตรงนี้ แต่คนจ้างวานบอกว่าจะมีคนมารอรับ” รสาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความนุ่มนวลไว้ให้มากที่สุด แม้ในอกจะสั่นไหวด้วยความกังวล “ไม่มีหรอก! ที่นี่ไม่มีใครว่างมานั่งรอนักท่องเที่ยวหรอกนะแม่คุณ ไอ้พายุมันอยู่ข้างในสวนโน่น ไม่เดินเข้าไปก็ไม่ได้เจอหรอก” คนขับรถบ่นอุบก่อนจะเหวี่ยงกระเป๋าเดินทางใบย่อมลงบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำค้าง แล้วรีบถอยรถออกไปทิ้งให้เธอเผชิญกับความเงียบงันที่น่าใจหาย รสาพรสูดลมหายใจลึก กลิ่นดินชื้นแฉะปนกับกลิ่นส้มจางๆ และไอหมอกเย็นเยียบเข้าสู่ปอด มันเป็นกลิ่นที่เธอไม่คุ้นเคย แต่กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาด—ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าอดีตที่พังทลายของเธอกำลังถูกกลบฝังลงใต้ผืนดินแห่งนี้จริงๆ เธอตัดสินใจลากกระเป๋าผ่านแนวรั้วไม้ที่กั้นเขตไร่เข้าไป ด้านในเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน ต้นส้มกิ่งก้านสาขาเรียงรายเป็นระเบียบ แต่ละกิ่งเต็มไปด้วยผลส้มสีเขียวอมส้มที่ดูอวบอิ่มสมบูรณ์ ท่ามกลางหมอกที่เริ่มจางลง เธอเห็นเงาร่างสูงโปร่งของใครบางคนกำลังยืนตระหง่านอยู่กลางแปลงส้ม เขาไม่ได้สวมหมวกแบบชาวไร่ทั่วไป เขาสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีเทาที่พับแขนขึ้นจนถึงข้อศอกเผยให้เห็นรอยสักรูปกิ่งไม้ที่ต้นแขน กางเกงยีนส์ตัวเก่งเปรอะเปื้อนคราบดิน เขาไม่ได้หันมามองเธอด้วยซ้ำ แต่กลับก้มลงตัดแต่งกิ่งไม้ด้วยจังหวะที่มั่นคงและเชื่องช้า ราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงเขากับต้นไม้ตรงหน้าเท่านั้น รสาเดินเข้าไปใกล้จนรองเท้าบูทของเธอเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้งเกิดเสียงดังกรอบแกรบ คนคนนั้นชะงักมือทันที ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามอง ดวงตาของเขาสีนิลสนิท ลึกซึ้ง และว่างเปล่าจนน่ากลัว สันกรามคมกริบรับกับคิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขาไม่ได้ทักทาย ไม่ได้ยิ้ม และที่แย่กว่านั้นคือ เขามองเธอราวกับเธอเป็นผู้บุกรุกที่เพิ่งทำลายความสงบที่เขารัก “คุณเป็นใคร?” เสียงของเขาต่ำทุ้ม กระด้าง แต่กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดใจอย่างประหลาด “ฉันชื่อรสา... รสาพรค่ะ ที่คุณเพียงขวัญติดต่อมาเรื่องเข้าพัก...” เขายังคงจ้องมองเธอด้วยสายตานิ่งสนิท ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ “เพียงขวัญน่ะเหรอ? เธอควรจะรู้นะว่าฉันไม่รับคนนอกเข้าไร่ในช่วงที่งานยุ่งแบบนี้ โดยเฉพาะพวกที่ดูเหมือนจะลากกระเป๋าหรูๆ เข้ามาทำลายความสงบในที่ทำงานของฉัน” รสาขมวดคิ้ว ความขุ่นเคืองก่อตัวขึ้นในใจทันที “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นภาระให้ใครนะคะ คุณพายุ” “งั้นเหรอ?” เขาขยับเข้ามาใกล้โดยไม่เกรงใจ ระยะห่างที่ลดน้อยลงทำให้รสาได้กลิ่นหอมสะอาดจางๆ ของเปลือกส้มและเหงื่ออ่อนๆ จากตัวเขา มันเป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจที่เคยเย็นชาของเธอสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ “ถ้าไม่ได้มาเพื่อเป็นภาระ ก็กรุณากลับไปทางที่คุณมาเสียเถอะ เพราะที่นี่มีไว้สำหรับคนที่ยอม ‘ทำงาน’ ไม่ใช่คนที่หนีความผิดหวังมานั่งเพ้อเจ้อบนดอย” คำพูดจี้จุดจนร่างบางชะงัก รสาเงยหน้าสบตาเขาท้าทาย “คุณไม่มีสิทธิ์ตัดสินชีวิตใครโดยที่คุณยังไม่รู้จักแม้กระทั่งเหตุผลที่เขามาถึงที่นี่เลยนะคะ” “งั้นก็พิสูจน์ให้เห็นสิ” เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว พลางหยิบกรรไกรตัดแต่งกิ่งยื่นมาตรงหน้าเธอ “ถ้าคุณจะอยู่ที่นี่เพื่อพักใจอย่างที่ยัยขวัญมันบอก ก็แสดงให้เห็นว่าคุณไม่ใช่แค่คุณหนูที่กลัวแดดกลัวฝน... ตัดกิ่งส้มตรงนี้ให้ได้ตามองศาที่ผมต้องการ ถ้าทำไม่ได้ ก็หยิบกระเป๋ากลับลงดอยไปก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน” รสามองกรรไกรในมือเขาด้วยความสับสนและโกรธจัด แต่ในขณะที่เธอเตรียมจะปฏิเสธ กลับมีเสียงตะโกนดังมาจากทางบ้านพักบนยอดเนิน ร่างของชายชราคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบลงมา ใบหน้าตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด “คุณพายุ! แย่แล้วครับ... พวกคนงานจากไร่ข้างๆ บุกเข้ามาที่เรือนเพาะชำ บอกว่าเราไปล้ำเส้นเขตที่ดินของพวกเขาเรื่องทางน้ำ!” พายุหันไปมองทางเรือนเพาะชำทันที ดวงตานิ่งสงบเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นกร้าวแกร่งอย่างที่รสาไม่เคยเห็นมาก่อน เขาโยนกรรไกรลงพื้นหญ้าอย่างไม่ใยดี แล้วหันมาคว้าข้อมือรสาอย่างแรงจนเธอถลาตามไป “ถ้าอยากรู้นักว่าทำไมผมถึงไม่ต้อนรับใคร... ก็ลองไปดูด้วยตาตัวเองว่าสิ่งที่ผมพยายามปกป้องมันหนักหนาแค่ไหน” เขาลากเธอวิ่งขึ้นไปตามทางเดินดินแคบๆ ท่ามกลางหมอกที่เริ่มหนาขึ้นจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า รสาใจเต้นรัวด้วยความกลัวผสมความอยากรู้ แต่เมื่อไปถึงหน้าเรือนเพาะชำ สิ่งที่เธอกลับพบไม่ใช่เพียงแค่คนงานที่ยืนเผชิญหน้ากัน หากแต่เป็นกล่องไม้เก่าใบหนึ่งที่วางอยู่กลางวงล้อม—กล่องไม้ที่มีตราสัญลักษณ์เดียวกับสร้อยคอที่แม่ของเธอทิ้งไว้ให้ก่อนจะเสียชีวิต พายุหยุดกึกทันทีที่เห็นกล่องใบนั้น ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดราวกับเห็นวิญญาณ และเมื่อเขามองกลับมาที่รสา สายตาของเขาก็ไม่ใช่ความโกรธอีกต่อไป แต่เป็นความหวาดหวั่นที่เธอยังไม่เข้าใจ... และวินาทีนั้นเอง เสียงตะโกนจากชายคนหนึ่งในกลุ่มคนงานก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ “ใครที่พกตราประจำตระกูลสิงหะนารถมาที่นี่... คนนั้นแหละคือทายาทตัวจริงที่จะยึดทุกอย่างคืน!” ขอบคุณที่เดินทางมาในสวนส้มพร้อมกันนะคะ หวังว่าหยดน้ำค้างในใจคุณจะเริ่มอุ่นขึ้นบ้างค่ะ - น้ำผึ้งหยดแรก
สารจากนักเขียน (น้ำผึ้งหยดแรก)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไอน้ำอุ่นในสวนส้ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%