"ถ้ามือของคุณพลาดไปเพียงมิลลิเมตรเดียว น้ำหนักหกสิบกิโลกรัมของแผ่นศิลาโบราณแผ่นนี้จะบดขยี้กระดูกซี่โครงของคุณให้แหลกละเอียด... คุณแน่ใจแล้วหรือครับว่าจะฝากชีวิตไว้กับความแม่นยำของผม?"
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเย้าหยวนในเชิงจิตวิทยาของเรย์ดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของห้องโถงใต้ดินที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นของกาลเวลาและคราบสนิมเหล็ก แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าด้านข้างของเธอ คมสัน ไร้ความหวาดกลัว มีเพียงประกายความท้าทายในดวงตาคู่สวยที่จ้องมองศิลาผ่านช่องว่างแคบๆ ของกลไกประตูป้องกัน
ศิลาไม่ตอบคำถามในทันที เขากลืนน้ำลงคออย่างยากลำบาก เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผมและไหลยصลงมาตามสันจมูก ร่างกายของเขาถูกตรึงอยู่กับที่ด้วยเงื่อนไขทางวิศวกรรมอียิปต์โบราณที่ซับซ้อนเกินกว่ายุคสมัย ประตูยักษ์ตรงหน้าคือผลงานชิ้นเอกของสถาปนิกผู้ล่วงลับ—มันคือประตูกลไกเฟืองหินขนาดมหึมาที่สูงกว่าสี่เมตร หนาทึบ และหนักอึ้งจนน่าสะพรึงกลัว
เบื้องหลังบานประตูนี้คือ "ห้องโถงชั้นที่สอง" จุดหมายปลายทางที่พ่อของศิลาเคยทิ้งร่องรอยบันทึกสุดท้ายไว้ ก่อนที่ท่านจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสิบปีก่อน
"ผมไม่ได้ฝากชีวิตไว้ที่คุณครับ เรย์..." ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งสงบ แต่หนักแน่นด้วยศักดิ์ศรีของนักโบราณคดี "ผมกำลังเดิมพันกับตรรกะ... และความจริงที่ถูกฝังกลบต่างหาก"
นิ้วเรียวยาวของเรย์ขยับไปอีกนิด เสียง "คลิก" เบาๆ แต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจดังขึ้น กลไกเฟืองหินที่ขัดตัวอยู่เริ่มขยับหมุนด้วยแรงเสียดทานอันน่าสะพรึงกลัว ฝุ่นผงโบราณร่วงกราวลงมาจากเพดาน ราวกับเสียงปรบมือจากความตาย ศิลาใช้มือทั้งสองข้างยันคานหินรับน้ำหนักเอาไว้ กล้ามเนื้อแขนเกร็งจนปูดโปน เส้นเลือดปูดขึ้นชัดเจน ความเจ็บปวดจากการเสียดสีแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่นัยน์ตาของเขากลับแน่วแน่
ครืนนน—!
เสียงหินบดหินดังสนั่นหวั่นไหว แรงลมมหาศาลพัดสวนออกมาจากรอยแยกของประตูที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากกัน กลิ่นอายของอากาศที่ไม่ได้สัมผัสโลกภายนอกมานานนับพันปีพวยพุ่งออกมาปะทะใบหน้า ความมืดมิดอันลึกล้ำหลังบานประตูเปิดออกเผยให้เห็นความเวิ้งว้างที่ไม่อาจหยั่งรู้
ทว่า... ในวินาทีที่ช่องว่างของประตูเปิดกว้างพอให้คนลอดผ่านได้ กลไกส่วนฐานกลับส่งเสียง "กริ๊ก" ผิดปกติ
"ระวัง!" เรย์อุทานขึ้น น้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึกเมื่อครู่หายวับไป ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกที่ฉายชัดผ่านแววตา
ศิลายังไม่ทันได้คิดวิเคราะห์ ร่างของเขาก็ถูกแรงผลักอันมหาศาลจากกลไกสปริงลับที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นกระแทกเข้าที่อกเต็มแรง จนร่างของเขากระเด็นทะลุผ่านช่องประตูตกลงไปอีกฟากหนึ่งของห้องโถง
ปึง—!
เสียงประตูหินปิดกระแทกเข้าหากันอย่างรุนแรง ตัดขาดแสงสว่างและเสียงทั้งหมดจากโลกภายนอกในชั่วพริบตา
ความมืดสนิทเข้าโอบล้อมศิลาในทันที ศิลากระแทกเข้ากับพื้นหินเย็นเฉียบอย่างแรงจนจุก เขาลุกขึ้นนั่งอย่างทุกลักทุเล มือสั่นเทาควานหาไฟฉายฉุกเฉินจากกระเป๋าคาดเอว แสงสีขาวนวลสาดส่องตัดความมืดออกเป็นลำ เขารีบหันกลับไปทุบกำแพงหินมหึมาด้านหลัง
"เรย์! คุณได้ยินผมไหม!"
ไม่มีเสียงตอบรับ... มีเพียงเสียงก้องสะท้อนของตัวเขาเองที่สะท้อนกลับมาอย่างไร้ความหมาย ศิลาพยายามใช้มือคลำหารอยต่อของประตู แต่นอกจากพื้นผิวหินแกรนิตที่เรียบเนียนไร้รอยต่อแล้ว เขาก็ไม่พบกลไกเปิดปิดใดๆ อีกเลย ราวกับว่าประตูบานนี้ถูกออกแบบมาให้เปิดได้เพียงครั้งเดียว... และไม่มีวันหวนกลับ
ศิลาสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อควบคุมสติ อาการตื่นตระหนกเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่สุดในอาชีพของเขา ในฐานะนักโบราณคดีที่ผ่านสนามเพลาะมรณะมาโชกโชน เขารู้ดีว่าการจมอยู่กับความตกใจมีแต่จะนำไปสู่ความตาย เขาบังคับตัวเองให้หันกลับมาสำรวจพื้นที่เบื้องหน้า
แสงไฟจากไฟฉายกวาดไปรอบๆ ห้องโถงชั้นที่สอง และภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด
นี่ไม่ใช่ห้องเก็บสมบัติ หรือห้องบูชาเทพเจ้าอย่างที่ตำราโบราณคดีทั่วไปบันทึกไว้...
พื้นที่เบื้องหน้าคือห้องทดลองใต้ดินขนาดยักษ์ ผนังหินทุกด้านถูกสลักด้วยแผนผังดาราศาสตร์ที่ซับซ้อนเกินกว่าอารยธรรมอียิปต์โบราณจะเข้าใจ กลางห้องมีแท่นหินทรงกลมขนาดใหญ่ บนนั้นมีโครงกระดูกมนุษย์ร่างหนึ่งนั่งคุดคู้ สวมชุดคลุมโบราณที่เปื่อยยุ่ยจนแทบกลายเป็นผง แต่สิ่งที่ทำให้ศิลาก้าวขาไม่ออกจนต้องหยุดชะงัก คือวัตถุที่วางอยู่ตรงหน้าโครงกระดูกนั้น
มันคือแท่นโลหะสีดำสนิท สะท้อนแสงไฟฉายวาววับ วัตถุรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่น่าจะมีอยู่จริงในโลกยุคโบราณ—มันคือเครื่องมือคำนวณที่ทำจากโลหะผสมไทเทเนียมและทองคำขาว เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่ายุคปัจจุบันไปหลายร้อยปี
ศิลากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เขาก้าวเท้าเข้าไปใกล้แท่นหินนั้นทีละก้าวอย่างระมัดระวัง รองเท้าคอมแบทกระทบพื้นหินเกิดเสียงก้องกังวาน ทว่า ทันทีที่ปลายรองเท้าของเขาแตะถึงขอบวงกลมของแท่นหิน ระบบไฟอัตโนมัติโบราณที่ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพก็พลันสว่างวาบขึ้น สีฟ้าเรืองรองสาดส่องไปทั่วห้อง
ครืน...
เสียงกลไกบางอย่างทำงานเบาๆ จากด้านหลังของแท่นหิน ศิลาหันขวับไปมองด้วยความระแวง เขาส่องไฟฉายไปยังมุมมืดของห้อง
เงาร่างหนึ่ง... กำลังก้าวออกมาจากเสาหินต้นใหญ่
ไม่ใช่เรย์ และไม่ใช่โครงกระดูก
บุคคลปริศนาในชุดสูทสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกซ่อนอยู่ภายใต้เงาของหมวกปีกกว้าง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของคนผู้นั้น พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
"ยินดีต้อนรับสู่จุดสิ้นสุดของการเดินทางครับ... คุณศิลา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับแสงไฟจากไฟฉายในมือของอีกฝ่ายที่ส่องตรงมายังใบหน้าของศิลา จนเขาต้องยกมือขึ้นบังแสง
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับอันดำมืดนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ บันทึกนักโบราณคดี
เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ•ตอนที่ 10
ประตูบานสุดท้ายของชั้นแรก
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!