เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ•ตอนที่ 21

บาดแผลที่เผยความใน

ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
กลไกหินทรายหนักอึ้งบดเข้าหากันด้วยเสียงคำรามต่ำในลำคอของผืนแผ่นดิน ก่อนที่คานหินโบราณเหนือหัวจะทรุดตัวลงมาอย่างไร้ความปรานี "ระวัง!" เสียงทุ้มต่ำของเรย์ดังขึ้นพร้อมกับแรงกระชากมหาศาล ร่างของผมถูกเหวี่ยงหลุดจากรัศมีของแผ่นหินนับตันที่ร่วงลงมากระแทกพื้นห้องใต้ดินสุสานโบราณอย่างจัง ฝุ่นผงทรายสีนวลตลบอบอวลจนกลืนกินแสงจากตะเกียงคาร์ไบด์ให้เหลือเพียงสลัวราง แต่ความรวดเร็วนั้นต้องแลกมาด้วยราคาที่น่าสะพรึง เมื่อกลุ่มควันจางลง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของผมสะดุดกึก เรย์ทรุดตัวลงพิงกับผนังศิลา แขนเสื้อข้างขวาขาดวิ่นเผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ยาวเหยียดตั้งแต่หัวไหล่ลงมาจนถึงข้อศอก เลือดสีแดงสดตัดกับผิวซีดเซียวไหลซึมย้อมเนื้อผ้าจนชุ่มโชก เศษหินคมกริบฝังลึกลงไปในเนื้อเยื่อ ทว่าเจ้าตัวกลับไม่มีแม้แต่เสียงครางเล็ดลอดออกมา มีเพียงรอยยิ้มหยันเจื่อนบนมุมปากและความไหววูบในดวงตาคมกริบคู่นั้น "คุณ... บ้าหรือเปล่าเรย์" ผมพยายามเปล่งเสียงให้อยู่ในระดับปกติ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระเด็นออกมานอกอก "ถ้าผมไม่ผลักคุณ ป่านนี้คุณคงกลายเป็นซากฟอสซิลอายุสามพันปีไปพร้อมกับบันทึกสมุดปกหนังพวกนั้นแล้วครับ ด็อกเตอร์ศิลา" เรย์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบพร่า แต่ยังคงความเย่อหยิ่งไว้เช่นเดิม ดวงตาคมกวาดมองแผลตัวเองแวบหนึ่งก่อนจะเงยขึ้นสบตาผม "ดูเหมือนว่าสัญชาตญาณการเอา ตัวรอดของคุณจะช้ากว่าสมองที่เอาแต่คิดเรื่องจริยธรรมทางโบราณคดีนะ" ผมไม่ได้ต่อปากต่อคำ บรรยากาศรอบตัวบีบคั้นจนแทบไร้อากาศหายใจ แสงสลัวจากตะเกียงสาดกระทบใบหน้าคมคายที่เริ่มซีดเผือดของเรย์ ความเงียบงันเข้ามาแทนที่เสียงคำรามของกลไกโบราณ มีเพียงเสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของชายตรงหน้า ในฐานะนักโบราณคดี ศิลาอย่างผมถูกฝึกให้มองซากกระดูกและร่องรอยอดีตด้วยความไร้อารมณ์... เพื่อรักษาความ客观 (ความเป็นกลางทางวิชาการ) แต่วินาทีนี้ เมื่อปลายนิ้วของผมสัมผัสเข้ากับไอร้อนระอุที่แผ่ออกมาจากตัวเรย์ ความเป็นมืออาชีพที่ยึดถือมาตลอดชีวิตกลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง ผมรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่ง เปิดกระเป๋าปฐมพยาบาลฉุกเฉิน มือที่มักจะนิ่งสนิทเวลาใช้แปรงปัดเศษดินบนโครงกระดูกโบราณ กลับสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ "อย่าขยับ" ผมสั่งเสียงเข้มพยายามปกปิดความหวั่นไหวในน้ำเสียง พับแขนเสื้อที่เหลือของเขาขึ้นอย่างเบามือที่สุด เรย์สูดปากด้วยความเจ็บปวดเมื่อปลายนิ้วผมแตะโดนปากแผล แต่เขากลับไม่ยอมเบือนหน้าหนี ยังคงจ้องมองผมด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา เป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน สีเทาที่ผสมผสานระหว่างความเย้ยหยันและความเปราะบางอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในตัว "นักค้าของเถื่อน" ผู้เย็นชาคนนี้ "คุณกำลังทำแผลให้โจรปล้นสุสานอย่างผม... ทั้งที่อุดมการณ์ของเรามันสวนทางกันยิ่งกว่าเส้นขนานเนี่ยนะ" เรย์เอ่ยขึ้นเบาๆ ระหว่างที่ผมกำลังใช้แหนบดึงเศษหินชิ้นเล็กออกจากบาดแผล น้ำเสียงของเขาเจือความเยาะหยันตัวเอง "ไม่กลัวเหรอว่าวันหนึ่ง ผมอาจจะใช้มือข้างนี้หยิบมีดมาแทงข้างหลังคุณ" ผมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้ใกล้เสียจนได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ "ถ้าคุณคิดจะทำ... คุณคงทำไปตั้งแต่ตอนอยู่ในห้องโถงแรกแล้ว เรย์" ผมตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "คนแบบคุณ ไม่เคยลงมือทำอะไรอย่างไร้เหตุผล... และการที่คุณเอาตัวมารับหินก้อนนั้นแทนผมเมื่อกี้ มันก็ไม่มีเหตุผลทางธุรกิจเอาเสียเลย" เรย์ชะงักไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มมุมปากจางหายไป เหลือเพียงความเงียบงันที่ลึกซึ้งระหว่างเรา กลิ่นอายของเลือดและความอับชื้นในสุสานผสมปนเปกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่ผมราดลงบนแผลสด ภายใต้ความนิ่งขรึมและกรอบศีลธรรมอันเคร่งครัดที่ผมสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากความสูญเสียในอดีต—เช่นเดียวกับปมการตายของพ่อในหลุมขุดค้น—หัวใจของผมกลับเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาด ยามที่ได้ตระหนักว่าชายผู้มีอุดมการณ์ตรงข้ามกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมศรัทธา กำลังเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องผม มันคือความขัดแย้งทางจิตวิญญาณที่อันตรายยิ่งกว่ากับดักมรณะใดๆ ในสุสานแห่งนี้ ผมก้มหน้าลงจัดการเทน้ำยาทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังที่สุด พยายามบังคับมือตัวเองให้มั่นคง ขณะที่เรย์กัดกรามแน่นเพื่ออดกลั้นความเจ็บปวด ฝ่ามืออีกข้างที่ยังใช้งานได้ปกติของเขายกขึ้นมาจับข้อมือผมไว้เบาๆ ไม่ให้ขยับ แรงบีบนั้นไม่มาก... แต่เพียงพอที่จะทำให้ผมหยุดชะงัก "ศิลา..." เรย์เรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ไร้ซึ่งความกวนประสาท มีเพียงความจริงจังที่หนักอึ้งดั่งหินผา "ถ้าบันทึกแผ่นสุดท้ายที่เราตามหา... มันไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวของอารยธรรมที่สูญหายอย่างที่คุณศรัทธา แต่พามันไปสู่ความหายนะที่คุณไม่มีวันรับไหว... คุณจะยังเดินหน้าต่อไหม?" คำถามนั้นไม่ใช่แค่เรื่องโบราณคดี แต่มันคือการพุ่งเป้าไปที่แก่นแท้ของความเชื่อมั่นในตัวผม ผมยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ประกายแสงสะท้อนจากตะเกียงคาร์ไบด์ก็ทอดผ่านเงาหินไปกระทบเข้ากับวัตถุแปลกปลอมที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในรอยแยกของผนังที่เพิ่งพังทลายจากการทรุดตัว มันไม่ใช่ศิลาจารึกอักษรคูนิฟอร์มที่พวกเราตามหามาตลอดแรมเดือน... แต่มันคือ "หน้ากากทองคำฝังนิล" สลักตราสัญลักษณ์ราชวงศ์สูญหายที่ควรจะถูกฝังอยู่กับร่างของกษัตริย์องค์สุดท้าย... ทว่ารอยขูดขีดบนเนื้อทองคำนั้น กลับเป็นลายมือยุคปัจจุบันที่เพิ่งถูกสลักขึ้นเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน! บันทึกนักโบราณคดีขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%