เสียงฝีเท้าหนักหน่วงพร้อมคำสั่งเด็ดขาดของหน่วยรบพิเศษดังสะท้อนก้องไปตามโถงหินอัคนี "จับกุมพวกมันให้หมด... ท่านรัฐมนตรีต้องการตัววัตถุชิ้นนั้นคืนเดี๋ยวนี้!" แรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดทำลายทางเข้าด้านบนยังคงโรยตัวลงมาเป็นฝุ่นผงคละคลุ้ง
ศิลาทรุดตัวลงแนบแผ่นหลังกับเสาศิลาโบราณ ลมหายใจของเขาหอบกระชั้นแต่ไร้เสียง ดวงตาหลังกรอบแว่นกวาดมองประเมินสถานการณ์รอบตัวอย่างรวดเร็ว ในมือข้างหนึ่งกำคัมภีร์แผ่นโลหะโบราณที่เพิ่งแกะสลักลวดลายดาราศาสตร์ไว้แน่นจนปลายนิ้วซีดขาว ความกดดันจากเบื้องบนที่กำลังรุกคืบเข้ามาทำให้เวลาทุกวินาทีมีค่าดั่งทองคำ
"ถ้าคุณยังมัวแต่ยืนอาลัยอาวรณ์ประวัติศาสตร์ตรงนั้น ผมเกรงว่าเราจะได้ร่วมฝังร่างเป็นส่วนหนึ่งของซากปรักหักพังจริงๆ นะครับ คุณนักโบราณคดี"
เสียงกระซิบราบเรียบแต่แฝงแววเย้าหยวนดังขึ้นจากความมืดเบื้องหน้า เรย์ก้าวออกมาจากซอกเสาหิน ชายหนุ่มในชุดสูทสนามที่บัดนี้เปื้อนฝุ่นดินและคราบเขม่าไม่ได้ทำให้เสน่ห์อันตรายของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบกวาดมองฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้า "ทางออกสำรองถูกปิดตายแล้ว มีทางเดียวคือต้องเดินหน้าต่อ... เข้าไปในเขตหวงห้าม"
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สนทนา แววตาของเขามีความลังเลเพียงเสี้ยววินาที—ความลังเลระหว่างจรรยาบรรณที่สั่งให้ปกป้องโบราณวัตถุจากการถูกปล้นชิง กับสัญชาตญาณเอาตัวรอดที่เตือนว่าทางเลือกมีเพียงน้อยนิด
"ผมไม่ได้กำลังอาลัยอาวรณ์ แต่ผมกำลังคิดหาวิวิธีรักษาความสมบูรณ์ของบันทึกเหล่านี้ต่างหาก" ศิลาตอบเสียงเรียบ ปัดมือของเรย์ออกอย่างสุภาพแต่เด็ดเดี่ยว ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "และที่สำคัญ ผมไม่มีทางยอมให้โบราณวัตถุชิ้นนี้ตกไปอยู่ในมือของคนที่เห็นประวัติศาสตร์เป็นแค่สินค้าประมูลอย่างคุณเด็ดขาด"
เรย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เจือด้วยความขบขันและชื่นชมในเวลาเดียวกัน "ปากแข็งไม่เปลี่ยนเลยนะครับ... เอาล่ะ เชิญเดินนำทางไปก่อนเลยครับ ผู้พิทักษ์แห่งอดีตกาล"
ทั้งสองเคลื่อนตัวผ่านช่องแคบระหว่างผนังหินที่สลักลวดลายประหลาด แสงจากคบเพลิงในมือของเรย์ส่องกระทบเข้ากับม่านฝุ่นจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ บรรยากาศโดยรอบเริ่มเปลี่ยนจากความอับชื้นของซากปรักหักพัง กลายเป็นความเย็นยะเยือกที่บริสุทธิ์และไร้ซึ่งกาลเวลา กลิ่นอายของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นอายของโลหะสนิมจางๆ ลอยแตะจมูก
เบื้องหน้าของพวกเขาคือบานประตูหินมหึมาที่แกะสลักเป็นรูปแผนที่ดาราศาสตร์ซับซ้อนเกินกว่ายุคสมัยที่ควรจะเป็น บนบานประตูมีร่อง
ศิลาก้าวเข้าไปใกล้ ใช้ปลายนิ้วสัมผัสร่องลึกเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เร้นกายอยู่ใต้ผิวหิน นี่ไม่ใช่แค่ห้องเก็บของธรรมดา แต่เป็นจุดศูนย์รวมอารยธรรมที่สาบสูญ
"เหลือเชื่อ..." ศิลาพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความทึ่ง "นี่คือหอจดหมายเหตุ... หอจดหมายเหตุอารยธรรมโบราณที่นักวิชาการทั่วโลกตามหามาหลายศตวรรษ มันถูกซ่อนไว้ที่นี่ใต้ผืนทรายแห่งนี้เอง"
เรย์ยืนกอดอกพิงผนังหินอยู่ไม่ไกล สายตาสอดส่องสำรวจรอบห้องด้วยความสนใจไม่แพ้กัน แม้เขาจะเป็นนักค้าวัตถุโบราณ แต่ความยิ่งใหญ่ตรงหน้าก็ทำให้คนเย็นชาเช่นเขาต้องนิ่งงันไปชั่วขณะ "ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ได้แค่ค้นพบซากปรักหักพังธรรมดาเสียแล้วล่ะครับศิลา... ที่นี่มีบันทึกที่อาจจะสั่นคลอนรากฐานประวัติศาสตร์ทั้งหมดที่มนุษยชาติเคยเชื่อมั่น"
ศิลาไม่ตอบคำเขาสักคำ สมาธิทั้งหมดถูกดึงดูดด้วยแท่นหินใจกลางห้อง บนแท่นนั้นมีคัมภีร์โลหะแผ่นใหญ่วางอยู่ ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนักโบราณคดีหนุ่มเต้นรัว ไม่ใช่แค่ตัวอักษรจารึก แต่เป็นรอยขูดขีดคุ้นตาที่สลักไว้ที่มุมล่าง
รอยสัญลักษณ์รูปนกอินทรีคาบกิ่งไม้—สัญลักษณ์เดียวกับที่ปรากฏในสมุดบันทึกของพ่อเขา ก่อนที่ท่านจะหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยในแหล่งขุดค้นแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน
"พ่อ..." ศิลาพึมพำเสียงสั่น ร่างกายแข็งทื่อ ความทรงจำวัยเด็กที่เจ็บปวดพรั่งพรูเข้ามาในห้วงคำนึง
เรย์สังเกตเห็นความผิดปกติในท่าทีของศิลา ดวงตาคมกริบหันมามองด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดและเสียงโลหะกระทบกันก็ดังแทรกขึ้นมาจากอุโมงค์ด้านหลังที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา
"พบร่องรอยแล้ว! พวกมันอยู่ข้างในนี้!" เสียงตะโกนของหัวหน้าหน่วยรบพิเศษดังสะท้อนก้องเข้ามาใกล้ทุกที
เรย์ขมวดคิ้วมุ่น หันไปมองทางเข้าก่อนจะหันกลับมามองศิลาที่ยังคงยืนนิ่งงันอยู่หน้าแท่นหิน "เวลาหมดลงแล้วครับคุณนักโบราณคดี รัฐมนตรีไม่ได้ส่งแค่คนมาจับกุม... แต่ส่งหน่วยเก็บกวาดมาด้วย"
ศิลาสูดหายใจเข้าลึก ดึงสติกลับมาท่ามกลางวิกฤต สายตาคมกวาดมองไปที่คัมภีร์โลหะบนแท่นหิน และในวินาทีที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้ตกไปอยู่ในมือคนชั่ว เรย์กลับคว้าข้อมือของเขาไว้แน่น แรงบิดนั้นหนักหน่วงและเด็ดเดี่ยว
"อย่าเพิ่งขยับ..." เรย์กระซิบเสียงต่ำ ใบหน้าคมคายอยู่ใกล้จนศิลารับรู้ได้ถึงไออุ่น "มองที่ฐานของแท่นหินนั่นสิครับ... มันไม่ได้มีไว้สำหรับวางของอย่างเดียว"
ศิลาหันมองตามปลายนิ้วของเรย์ และความเย็นเยือกก็แล่นพล่านไปทั่วสันหลัง รอยจารึกที่ฐานแท่นหินไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่มันคือกลไกนับถอยหลัง—และตัวเลขบนแผ่นศิลาโบราณนั้น เหลือศูนย์เป็นวินาทีสุดท้ายแล้ว
เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้นจากใต้พื้นห้อง พร้อมกับแสงสว่างวาบสีฟ้าครามที่พุ่งทะยานขึ้นจากรอยต่อของแผ่นพื้นหินทุกตารางนิ้ว เผยให้เห็นโครงสร้างทางเรขาคณิตลึกลับที่ซ่อนอยู่เบื้องล่าง ซึ่งไม่ใช่เทคโนโลยีของมนุษย์ในยุคโบราณเลยแม้แต่น้อย
—โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ—
บันทึกนักโบราณคดีขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจปริศนานี้ไปด้วยกันนะครับ
เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ•ตอนที่ 18
ภาพลวงตาในห้องสมุดหิน
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!