เสียงเหล็กกระทบหินดังกังวานเป็นจังหวะสะท้อนอยู่ในความเวิ้งว้างของซากปรักหักพัง ประกายไฟสีส้มวาบขึ้นทุกครั้งที่คมจอบกระทบเข้ากับชั้นดินดานอัดแน่น ศิลาไม่ได้สนใจเศษฝุ่นที่คละคลุ้งจนแสบจมูก หรือแม้แต่เม็ดเหงื่อที่ไหลย้อยผ่านรอยย่นบนหน้าผาก สายตาของเขาถูกตรึงไว้กับรอยบากปริศนาบนผนังหินทรายตรงหน้า—รอยสิ่วที่คมกริบและแม่นยำเกินกว่าจะเป็นฝีมือของกาลเวลาหรือการผุกร่อนตามธรรมชาติ
มันเป็นร่องรอยของการขุดเจาะแบบมีเป้าหมาย และที่แย่ไปกว่านั้นคือ มันสดใหม่เกินไป
"ดูเหมือนว่า... จะมีคนอื่นที่รู้พิกัดของนครไร้ชื่อนี้ก่อนเราแล้วล่ะครับ และดูท่าทาง... พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจาขอชมผลงานทางประวัติศาสตร์เสียด้วยสิครับ"
คำพูดของทีมสำรวจรุ่นน้องยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ขณะที่ศิลาค่อยๆ ชักมือออกจากร่องหินนั้น หัวใจของเขาเต้นระรัวด้วยจังหวะที่คุ้นเคย—จังหวะเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อน วันที่พ่อของเขาเสียชีวิตอย่างไร้คำอธิบายในหลุมขุดค้นกลางทะเลทรายอันไกลโพ้น ทฤษฎีที่ว่าการตายของพ่อเป็นเพียงอุบัติเหตุถูกพับเก็บใส่ลิ้นชักแห่งความเคลือบแคลงมาเนิ่นนาน และณ วินาทีนี้ กลิ่นอายของความจริงกำลังโชยมากับลมร้อนที่พัดผ่านช่องเขา
"หยุดมือทุกคน" ศิลาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังพอที่จะทำให้เสียงเครื่องมือทุกชิ้นในบริเวณนั้นเงียบกริบ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมซากโบราณสถาน มีเพียงเสียงลมหวีดหิวผ่านซอกเสาหินโบราณ ศิลากวาดสายตามองไปรอบตัว ประสาทสัมผัสทุกส่วนตื่นตัวเต็มที่ เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แรงกดดันในบรรยากาศเปลี่ยนไป ราวกับมีผู้ล่ากำลังซุ่มมองเหยื่อจากในความมืด
ก๊อก... ก๊อก... เสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหินดังแว่วมาจากอุโมงค์มืดเบื้องล่าง
ไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนงานในทีม เขารู้จักน้ำหนักและจังหวะก้าวของทุกคนดี นี่คือฝีเท้าของคนที่เดินอย่างมั่นใจ ผู้ที่รู้ว่าตัวเองคุมเกมเบ็ดเสร็จ และไม่ได้มีความเกรงกลัวต่อสิ่งใดในดินแดนรกร้างแห่งนี้
ร่างหนึ่งก้าวพ้นจากเงาอับชื้นของซากประตูโค้ง แสงไฟจากคบเพลิงสาดกระทบเข้ากับเรือนผมสีเข้มและกรอบแว่นโลหะที่สะท้อนประกายวาววับ เรย์ยืนกอดอกพิงเสาหินด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับกำลังเดินชมพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว มากกว่าจะอยู่ในแหล่งโบราณคดีที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของทวีป
"ยินดีที่ได้พบกันอย่างเป็นทางการอีกครั้งครับ ดร.ศิลา" เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้น เจือแววเย้ยหยันจางๆ ที่มุมปาก "ดูท่าทางคุณจะใช้เวลาเดินทางนานกว่าที่ผมคาดไว้นะครับ หรือว่าอายุเริ่มทำให้ฝีเท้าของคุณช้าลงเสียแล้ว"
ศิลายืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สนทนา พยายามอ่านความคิดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มเรียบเฉยนั้น เขาเกลียดท่าทีเย่อหยิ่งและถือไพ่เหนือกว่าของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเย่อหยิ่งคือความจริงที่ว่า เรย์มักจะรู้เสมอว่าเขาจะก้าวไปทางไหนก่อนที่เขาจะตัดสินใจเสียอีก
"คุณมาทำอะไรที่นี่ เรย์" ศิลาเอ่ยถาม เสียงของเขาเย็นเยียบและต่ำลึก "เขตนี้ถูกปิดตายตามสนธิสัญญาอนุรักษ์โบราณวัตถุระหว่างประเทศ การที่คุณมายืนอยู่ตรงนี้หมายความว่าคุณกำลังละเมิดกฎหมายอาญาแผ่นดิน"
เรย์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและชวนให้รู้สึกหงุดหงิด เขาคลายมือออกจากอกแล้วเดินช้าๆ เข้ามาใกล้ คราบฝุ่นทรายบนเสื้อผ้าไม่ได้ทำให้มาดของนักค้าวัตถุโบราณอิสระผู้นี้ดูลดความน่าเกรงขามลงเลยแม้แต่น้อย
"กฎหมายเหรอครับ?" เรย์เอียงคอมองเล็กน้อย ดวงตาพินิจพิเคราะห์ศิลาราวกับแพทย์กำลังวินิจฉัยโรค "สำหรับคนที่ไล่ล่าเงาในอดีตอย่างพวกเรา กฎหมายของคนเป็นมักจะไร้ความหมายเมื่อเทียบกับกฎของคนตาย... ว่าไหมครับ ดร.ศิลา?"
ศิลาขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อสันกรามขึ้นเป็นสันนูน เขาก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวเรย์ ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายเฉพาะตัวของอีกฝ่าย—กลิ่นกระดาษโบราณผสมกับฝุ่นทรายและบุหรี่ราคาแพง—ลอยแตะจมูก
"อย่ามาเล่นลิ้นกับผม เรย์ คุณรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่ และ..." ศิลาหยุดเว้นจังหวะ สายตาคมกริบราวกับใบมีด "คุณรู้เรื่องการตายของพ่อผมแค่ไหน"
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ความเงียบเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน เรย์ไม่ได้ถอยหนี เขากลับโน้มตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด รอยยิ้มจางๆ บนใบหน้าเลือนหายไป แทนที่ด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา—แววตาที่ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้มากมาย
"พ่อของคุณ..." เรย์กระซิบแผ่วเบา น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างน่าประหลาด "ท่านไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุบนหน้าผานั้นอย่างที่รายงานทางการระบุไว้หรอครับ ดร.ศิลา... และถ้าคุณอยากรู้ความจริงว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นใต้ผืนทรายนี้ สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงแค่อย่างเดียว"
เรย์ควักวัตถุบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อโค้ด ชูขึ้นให้แสงจากคบเพลิงสาดส่อง วัตถุชิ้นนั้นคือแผ่นโลหะโบราณขึ้นสนิมเขียว สลักลวดลายอักษรลิ่มที่ศิลาจำได้ขึ้นใจ—มันคือชิ้นส่วนที่หายไปจากสมุดบันทึกเล่มสุดท้ายของพ่อเขา
"ข้อเสนออะไร?" ศิลาถาม เสียงแหบแห้งลงอย่างควบคุมไม่ได้
"ร่วมมือกับผม ถอดรหัสลับของประตูบานนั้นด้วยกัน" เรย์ยื่นแผ่นโลหะเข้ามาใกล้ในระยะที่ศิลาสามารถคว้ามันได้ "แล้วผมจะพาคุณไปดูสุสานที่แท้จริง... หลุมศพที่พ่อของคุณทิ้งชีวิตไว้เพื่อปกป้องมัน"
ศิลามองแผ่นโลหะในมือของเรย์ สลับกับใบหน้าที่นิ่งสงบแต่แฝงความท้าทายของคู่สนทนา นี่คือกับดัก เขารู้ดี เรย์เป็นพ่อค้าความตายที่แสาะหาผลกำไรจากอดีต แต่นี่ก็คือโอกาสเดียวที่เขาจะได้ลบล้างความคาใจและทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้เป็นพ่อ
ก่อนที่ศิลาจะทันได้อ้าปากตอบรับหรือปฏิเสธ เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงโลหะกระทบกันอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นจากทางปากอุโมงค์ด้านหลังเรย์
"หัวหน้า! เราโดนล้อมแล้ว!" เสียงตะโกนของลูกน้องคนหนึ่งดังลั่นสะท้อนผนังถ้ำ
เรย์ไม่ได้มีทีท่าตกใจแม้แต่น้อย เขากลับยกยิ้มมุมปากอีกครั้งอย่างรู้ทัน พร้อมกับเลื่อนแผ่นโลหะโบราณเข้าไปยัดใส่มือของศิลาอย่างถือวิสาสะ
"ดูเหมือนแขกไม่ได้รับเชิญของเราจะมาเร็วกว่ากำหนดนะครับ" เรย์กระซิบข้างหูศิลาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตัดสินใจให้ดีล่ะครับ ดร.ศิลา... ว่าคุณจะเลือกจมอยู่กับอดีตที่ถูกฝังกลบ หรือจะเดินหน้าไปกับผมเพื่อขุดคุ้ยความลับที่จะสั่นคลอนประวัติศาสตร์ทั้งหน้า"
ในวินาทีที่ศิลาหันกลับไปมองทิศทางของเสียงฝีเท้า แสงไฟฉายสเก๊ตช์กราดผ่านผนังถ้ำ เผยให้เห็นเงาร่างของกลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดพรางทหารไร้สังกัด พร้อมอาวุธครบมือที่กำลังเคลื่อนพลปิดล้อมทางออกทุกด้าน และเมื่อศิลาหันกลับมาหาเรย์เพื่อขอคำอธิบาย ร่างของนักค้าวัตถุโบราณอัจฉริยะผู้นั้นก็หายลับไปกับความมืดของอุโมงค์เบื้องหลัง เหลือทิ้งไว้เพียงแผ่นโลหะโบราณในมือที่ยังอุ่นไอความร้อน... และรอยเปื้อนสีแดงคล้ายคราบเลือดสดๆ ที่เพิ่งป้ายอยู่บนผิวโลหะ
----------------------------------------
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความมืดมิดใต้ผืนทรายนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ•ตอนที่ 2
ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาจารึกใต้ผืนทราย กับชายผู้ไร้ชีพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!