รอยร้าวบนกระจกเงา กับความเย็นชาของอดีตสามี•ตอนที่ 2

บ้านที่ไร้เงาความอบอุ่น

ผลงานโดย บันทึกคนจร
เสียงก๊อปแก๊ปของปลายปากกาหมึกซึมที่กระทบลงบนกระดาษปอนด์สีขาวสะอาด เป็นเพียงเสียงเดียวที่ทำลายความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในห้องทำงานกว้างขวาง รสาไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองร่างสูงใหญ่ของปรินทร์ที่เพิ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หลังโต๊ะทำงานของเธอ แม้ว่าเงาสะท้อนจากกระจกเงาบานใหญ่ด้านหลังจะฟ้องชัดเจนว่าอดีตสามีของเธอกำลังจ้องมองมาด้วยแววตาเช่นไร ความเย็นชาที่เคยเป็นอาวุธของปรินทร์ในวันเก่า บัดนี้กลับถูกย้อนศรกลับมาทิ่มแทงหัวใจของเขาเองอย่างไร้ความปรานี "คุณควรจะกลับไปพักผ่อนที่ห้องของคุณได้แล้วครับ ปรินทร์" รสาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของความตัดพ้อหรืออารมณ์กรุ่นโกรธใดๆ มันคือความว่างเปล่าที่น่ากลัวที่สุด—ความว่างเปล่าที่บ่งบอกว่า ตัวตนของเขาได้หลุดพ้นจากพื้นที่ในหัวใจของเธอไปนานจนไม่เหลือแม้แต่เศษาก ปรินทร์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขากวาดสายตามองเอกสารกองโตบนโต๊ะ ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาใบหน้าเรียบเฉยของอดีตภรรยา ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเป็นเพียงเงาจางๆ ภายใต้ชายคาบ้านหลังนี้ ผู้หญิงที่เขาเคยละเลย ปล่อยให้จมดิ่งอยู่กับความโดดเดี่ยวแรมปี โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า วันหนึ่งเงาจางๆ นี้จะกลายเป็นกำแพงเหล็กกล้าที่เขาไม่มีวันปีนข้ามกลับไปได้อีก "เราจำเป็นต้องคุยกันเรื่องเอกสารโอนกรรมสิทธิ์ที่เธอส่งมาเมื่อตอนเย็น" ปรินทร์พยายามควบคุมน้ำเสียงให้อยู่ในระดับปกติ แม้ข้างในจะร้อนรุ่มราวกับมีกองไฟสุม "ผมคิดว่าเราตกลงกันด้วยดีแล้วว่าเรื่องนี้..." รสาเงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวหรืออ่อนแอเช่นในอดีต มันนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในคืนไร้จันทร์ เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา รอยยิ้มที่เชือดเฉือนความรู้สึกของคนมองให้แหลละเอียดได้ในคราเดียว "เราไม่ได้ตกลงอะไรกันทั้งนั้นครับ ปรินทร์... คุณต่างหากที่เป็นคนตกลงกับตัวเองฝ่ายเดียวมาโดยตลอด" รสาเอ่ยทวนคำด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง "เอกสารชุดนั้นระบุเงื่อนไขชัดเจน บ้านหลังนี้ และทุกอย่างที่อยู่ภายใต้ชื่อของคุณ หากต้องการให้มันเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายโดยราบรื่น คุณมีหน้าที่แค่จรดปากกาเซ็นชื่อ ไม่ใช่มายืนต่อรองในพื้นที่ส่วนตัวของผม" คำว่า 'พื้นที่ส่วนตัว' และสรรพนามที่เธอใช้เปลี่ยนไป ทำให้ปรินทร์รู้สึกเหมือนถูกตบเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง ความหยิ่งทะนงในฐานะผู้นำครอบครัวที่เคยมีพังทลายไม่เป็นท่า ภายใต้ชายคาบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารแห่งนี้ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าตนเองคือกฎเกณฑ์และผู้กำหนดชะตาชีวิตทุกอย่าง แต่ในยามนี้ เขากลับเป็นเพียงผู้บุกรุกไร้ค่าที่ต้องขออนุญาตยืนอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกัน บ้านหลังนี้ไม่เคยมีคำว่า 'บ้าน' สำหรับพวกเขาเลยตั้งแต่ต้น มันเป็นเพียงกรงทองที่เขาขังเธอไว้ด้วยความเฉยชา และปล่อยให้กาลเวลาค่อยๆ กัดกร่อนความรู้สึกจนผุกร่อน ทีละน้อย... ทีละน้อย... จนกระทั่งวันนี้ วันที่รอยร้าวบนกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนภาพของคนสองคนที่แปลกหน้าต่อกันเสียยิ่งกว่าคนแปลกหน้าบนท้องถนน ปรินทร์ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นอีกนิด กลิ่นน้ำหอมผู้ชายคุ้นเคยลอยแตะจมูก แต่มันไม่ได้ช่วยให้รสาสั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกแกะสลักขึ้นมาเพื่อท้าทายอำนาจของเขาโดยเฉพาะ "รสา... ทำไมคุณถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้?" ปรินทร์เอ่ยถามเสียงพร่า ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานนับเดือนทำให้แววตาของชายหนุ่มไหววับ "ช่วงเวลาที่เราเคยอยู่ด้วยกันหลายปี มันไม่มีความหมายอะไรในสายตาคุณเลยงั้นเหรอ? ผมอาจจะเคยบกพร่อง ผมอาจจะเคยเย็นชาใส่คุณ... แต่การที่คุณทำตัวห่างเหินและตัดขาดเยื่อใยแบบนี้ มันไม่ใจร้ายกับผมเกินไปหน่อยหรือ" รสาหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ส่วนสูงจะต่างกันมาก แต่รัศมีทางอารมณ์ที่เธอแผ่ออกมากลับทำให้ชายร่างสูงใหญ่อย่างปรินทร์ต้องเป็นฝ่ายถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว "ใจร้ายหรือครับ?" รสาเอ่ยทวนคำพล้ำพราย ดวงตาสคมกริบมองตรงเข้าไปในดวงตาของอดีตสามี "คุณใช้คำว่าใจร้ายกับผมได้อย่างหน้าตาเฉยเลยสินะครับ ปรินทร์... วันที่คุณพาผู้หญิงคนนั้นเข้ามาอยู่ในความทรงจำ วันที่คุณปล่อยให้ผมต้องนั่งรอคุณที่โต๊ะอาหารเย็นที่เย็นชืดซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันที่คุณมองผมเป็นแค่อากาศธาตุในบ้านหลังนี้... วันนั้นคุณเคยถามตัวเองบ้างไหมว่าคุณใจร้ายกับผมมากแค่ไหน?" ประโยคคำถามนั้นทำเอาปรินทร์พูดไม่ออก ราวกับมีก้อนสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ภาพอดีตที่เขาเคยละเลยเธอย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจราวกับคมหอก ภาพที่เธอนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างในยามค่ำคืน ภาพที่เธอเก็บกวาดความรู้สึกช้ำๆ ของตัวเองเงียบๆ โดยที่เขาไม่เคยหันไปแยแส ภาพทั้งหมดนั้น... เขานั่นเองที่เป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง "ผมเพิ่งรู้ในวันนี้เองครับว่า การมีชีวิตอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันกับคนที่ไม่มีหัวใจให้กันมันเป็นอย่างไร" รสาพูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทุกคำพูดกลับหนักแน่นราวน้ำหนักค้อนที่ตอกลงบนตะปู "แต่น่าเสียดายนะคับ ปรินทร์ ที่สำนึกรักและตระหนักรู้ของคุณมันมาช้าเกินไป... ช้าจนกระทั่งผมไม่เหลือความรู้สึกใดๆ จะมอบให้คุณอีกแล้ว แม้แต่ความเกลียดชังก็ยังไม่คุ้มค่าพอที่จะเปลืองแรง" ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดเสียจนแทบจะตัดได้ด้วยมีด ปรินทร์ยืนนิ่งค้าง เคว้งคว้างอยู่กลางห้องราวกับคนหลงทางในดินแดนที่ไร้ทางออก เขาตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า ทุกสิ่งที่เขาพยายามไขว่คว้าเพื่อจะรักษาไว้ มันได้หลุดลอยหายไปจากมือจนหมดสิ้นแล้ว และความเยือกเย็นของรสาในวันนี้ คือผลลัพธ์อันสาสมที่เขาต้องชดใช้ให้กับความโง่เขลาของตนเองในอดีต ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดิ่งลงสู่จุดที่มืดมนที่สุดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูเบาๆ สחครั้งก็ดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียด *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทั้งรสาและปรินทร์ชะงักไปพร้อมกัน ปรินทร์ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ขณะที่รสาหันไปมองทางประตูด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่เจ้าของห้องจะทันได้เออนุญาต ประตูบานใหญ่ก็ถูกผลักให้เปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเล็กป้อมในชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก เด็กชายวัยราวสามขวบเศษกำลังขยี้ตาด้วยความง่วงงุน เดินเตาะแตะเข้ามาในห้องทำงานด้วยฝ่าเท้าเปล่าเปลือย พร้อมกับเอ่ยเรียกเสียงใสที่ทำเอาเลือดในกายของปรินทร์แข็งค้างไปชั่วขณะ "คุณแม่ครับ... น้องคีย์ฝันร้ายครับ นิทานที่แม่เล่าค้างไว้ ยังเล่าไม่จบเลยนะครับ" ดวงตากลมโตของเด็กชายกะพริบปริบๆ ก่อนจะเบนสายตาไปหยุดอยู่ที่ชายร่างสูงแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างโต๊ะทำงาน และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง... ลมหายใจของปรินทร์ก็สะดุดกึก โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนลงตรงหน้า โครงหน้าเรียวเล็ก จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ดวงตาสีเข้มคู่นั้น ที่ถอดแบบมาจากกระจกเงาของตัวเขาเองอย่างไม่มีผิดเพี้ยน! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยร้าวบนกระจกเงา กับความเย็นชาของอดีตสามี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%