เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งดังสะท้อนก้องห้องทำงานผู้กำกับการ กลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดจนส่งกลิ่นเปรี้ยวจางๆ ผสมผสานกับควันบุหรี่ที่ลอยวนอยู่เหนือศีรษะของสารวัตรอชิระ ทำให้บรรยากาศในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้อึดอัดเสียยิ่งกว่าการยืนอยู่หน้าหลุมศพในคืนเดือนมืด
"นายเล่นเลยเถิดไปกันใหญ่แล้วนะ อชิระ"
น้ำเสียงของผู้บังคับบัญชาไม่ได้ดังมากนัก แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่หนักหน่วงราวกับภูเขาทั้งลูกทับลงมาบนบ่ากว้างของนายตำรวจหนุ่ม อชิระนั่งตัวตรง แผ่นหลังเหยียดตรงอย่างผู้ที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรี แต่ดวงตาคมกริบกลับหลุบมองแฟ้มคดีฆาตกรรมปริศนาที่คาอยู่บนโต๊ะ—คดีที่เบื้องบนต้องการให้ปิดฉากลงในฐานะ "อุบัติเหตุ" หรือ "การฆ่าตัวตายจากความเครียด"
"สิ่งที่ผมรายงานไปคือข้อเท็จจริงจากหลักฐานในที่เกิดเหตุครับ ท่านผู้กำกับ" อชิระเลือกใช้สรรพนามทางการเพื่อเว้นระยะห่าง แต่ปลายเสียงมีความแข็งกร้าวเจืออยู่
"ข้อเท็จจริงงั้นเหรอ?" ผู้กำกับการแค่น ริมฝีปากหยั่นยิ้มเยือกเย็น พลางโยนกระดาษแผ่นหนึ่งข้ามโต๊ะมาให้ "แล้วไอ้บันทึกการชันสูตรพลิกศพของนิติวิทยาศาสตร์ ที่ระบุว่าร่องรอยการบีบรัดที่ลำคอไม่ได้เกิดจากฝืมือมนุษย์ แต่มันมีลักษณะคล้าย... รอยนิ้วมือของคนที่ตายไปแล้วสามเดือนเนี่ยนะ นายจะให้ฉันเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถ้ารายงานนี้หลุดไปถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พรุ่งนี้เช้านายคงได้ไปนั่งตบยุงที่ชายแดนใต้"
อชิระนิ่งเงียบ กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน เขาจะไม่ยอมบอกเด็ดขาดว่า รอยนิ้วมือนั้นไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่รวินท์—ชายหนุ่มเจ้าของร้านหนังสือผู้มีดวงตาสะท้อนเงาของความตาย—เป็นคนชี้ให้เห็น รวินท์ผู้ซึ่งเข้ามาดึงเขาออกจากโลกแห่งเหตุผล พาไปสัมผัสกับความจริงอันหนาวเหน็บที่กฎหมายไม่เคยเอื้อมถึง
"คดีนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่านั้นครับท่าน มีคนพยายามปกปิดการตายของ..."
"พอได้แล้ว!" เสียงตบโต๊ะดังสนั่นขัดจังหวะขึ้น ผู้กำกับการลุกขึ้นยืนเต็มความสูง โน้มตัวลงมามองลูกน้องคนสนิทด้วยสายตาคาดโทษ "คำสั่งตรงมาจากเบื้องบน สั่งให้ยุติการสืบสวนคดีนี้ทันที ถอนกำลังทั้งหมด ถอนชื่อนายออกจากทีมสอบสวน และถ้าฉันยังเห็นนายไปป้วนเปี้ยนแถวตรอกซอยหลังวัดป่าเรไรอีกแม้แต่ก้าวเดียว นายจะไม่ได้แค่ถูกพักราชการ แต่อนาคตสิบปีที่นายไต่เต้ามาจะพังทลายในพริบตาเดียว เข้าใจที่ฉันพูดไหม สารวัตร!"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาบนผนังที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่ใส่ใจความขัดแย้งของมนุษย์ อชิระรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเฉียบ ความรู้สึกอึดอัดแล่นพล่านขึ้นมาที่ลำคอ เขาเป็นตำรวจที่ยึดมั่นในความยุติธรรม แต่ความยุติธรรมที่ไร้อำนาจหนุนหลัง ก็เป็นได้แค่ก้อนกรวดไร้ค่าที่ถูกเหยียบย่ำ
เขาลุกขึ้นยืน ช้าๆ ทำความเคารพผู้บังคับบัญชาตามระเบียบวินัย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องนั้น ปิดประตูลงเบาๆ แต่หนักหน่วงในความรู้สึก
ลมหายใจที่พรูออกมานอกห้องเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า อชิระยกมือขึ้นนวดขมับตัวเองเบื้องหน้ากระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพนายตำรวจหนุ่มผู้พ่ายแพ้ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา นิ้วโป้งกดเลื่อนหาชื่อผู้ติดต่อที่คุ้นเคย—*รวินท์*—คนที่มักจะมีคำตอบเงียบๆ ให้เสมอในยามที่เขาหาทางออกไม่เจอ
แต่แล้ว นิ้วของเขาก็ชะงักค้างอยู่บนหน้าจอ
คำพูดของผู้กำกับการยังคงก้องอยู่ในหัว *‘ถ้าฉันยังเห็นนายไปป้วนเปี้ยน...’* ถ้าเขายังดึงดันจะสืบต่อ ไม่เพียงตัวเขาเองที่จะเดือดร้อน รวินท์... ชายหนุ่มผู้เงียบขรึมที่มีบาดแผลในใจจากอดีตและใช้ชีวิตอย่างสงบในร้านหนังสือเก่าๆ คนนั้น ก็อาจจะต้องตกเป็นเป้าหมายของผู้มีอิทธิพลที่ต้องการกลบเกลื่อนความมืดมิดนี้ด้วย
ความลังเลกัดกินหัวใจของนายตำรวจหนุ่มเป็นครั้งแรกในชีวิต การปกป้องคนที่ยังมีชีวิตอยู่ กับการทวงความยุติธรรมให้วิญญาณที่ไร้ทางสู้... เส้นแบ่งมันบางเสียจนเขาแทบมองไม่เห็น
ในเวลาเดียวกัน ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ณ ร้านหนังสือ "บันทึกหวนคืน" แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบสันหนังสือเก่าๆ รวินท์กำลังยืนจัดหมวดหมู่วรรณกรรมสืบสวนสอบสวน กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นจางๆ ของธูปหอมลอยอวลอยู่ในอากาศ บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงกระดาษพลิกไหว
แต่ความเงียบนั้นไม่ได้แปลว่าว่างเปล่า
อุณหภูมิรอบตัวรวินท์ลดต่ำลงอย่างกะทันหัน เปลวไฟจากโคมไฟไหววูบราวกับถูกลมพัด ทั้งๆ ที่หน้าต่างและประตูปิดสนิท รวินท์หยุดมือที่กำลังหยิบหนังสือ ดวงตาสีเข้มหลุบลงมองพื้นไม้เบื้องล่าง เงาสท้อนของความมืดที่ทอดยาวมาจากมุมห้องไม่ได้มีเพียงเงาของเขาคนเดียว
มีเงาร่างโปร่งแสงร่างหนึ่งกำลังยืนกอดอกพิงชั้นหนังสือ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเร่งรีบและหวาดกลัว ริมฝีปากสีเขียวคล้ำขยับพูดไร้เสียง แต่รวินท์อ่านปากนั้นออกอย่างชัดเจน
*‘เขา... กำลังจะทิ้งเราแล้ว’*
รวินท์ขมวดคิ้วเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบ ความรู้สึกหน่วงๆ ในอกแล่นริ้วขึ้นมา เขาหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำขึ้นมาถือไว้แน่น สัญชาตญาณบอกเขาสัญชาตญาณเตือนว่า กำลังมีพายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำเข้ามาในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับสารวัตรอชิระ
แกร็ก!
เสียงกริ่งหน้าร้านดังขึ้นเบื้องล่าง รวินท์เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา ดึกป่านนี้แล้ว ไม่มีทางที่ลูกค้าปกติจะแวะเวียนมาซื้อหนังสือ ร่างโปร่งแสงมุมห้องหันขวับไปมองที่ประตูทันที พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ดังลอดเข้ามาในโสตประสาทของรวินท์ราวกับเสียงลมลอดผ่านซอกไม้เก่า
*‘เขามาแล้ว... แต่เขาไม่ได้มาเพื่อช่วยฉัน’*
รวินท์วางสมุดบันทึกในมือลงช้าๆ ก้าวเท้าลงจากบันไดวนสู่ชั้นล่างของร้านด้วยฝีมือที่เงียบกริบ มือเรียวเอื้อมไปเปิดแง้มผ้าม่านลูกไม้เพื่อมองออกไปเบื้องนอก ผ่านกระจกหน้าร้านที่เปียกชื้นด้วยละอองฝน
ร่างสูงของสารวัตรอชิระยืนอยู่ตรงนั้น... ทว่า เขากลับไม่ได้สวมชุดเครื่องแบบหรือเสื้อโค้ทกันฝนอย่างเคย ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกความมืดกลืนกิน แววตาที่มองตรงมาที่ร้านหนังสือไม่ใช่แววตาของคู่คิดที่พร้อมจะลุยคดีร่วมกันอีกต่อไป แต่มันคือแววตาที่เต็มไปด้วยความลังเล ความหวาดกลัว และ... การตัดสินใจที่จะตัดขาดทุกอย่าง
อชิระยกมือขึ้นเตรียมเคาะประตูกระจก แต่แล้วเขาก็ชะงักค้าง มือหนากำหมัดแน่นอยู่กลางอากาศ ราวกับกำลังต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงบางอย่างในใจ
รวินท์ยืนนิ่งอยู่หลังกระจก มองสบตากับอีกฝ่ายผ่านความมืดและหยดน้ำฝน โดยมีร่างวิญญาณที่กำลังร่ำไห้อยู่เบื้องหลังคอยดึงชายเสื้อเขาไว้แน่น... ในวินาทีที่ความไว้ใจกำลังปริร้าวและพังทลายลง ประตูไม้บานเก่าก็ถูกผลักเปิดออกด้วยแรงลมจากภายนอก พร้อมกับเงาร่างของแขกผู้ไม่ได้รับเชิญอีกคน—คนที่อชิระพยายามปกป้องและซ่อนเร้นมาตลอด—ก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาในร้าน พร้อมรอยยิ้มเย็นเยียบที่ทำให้เลือดในกายของรวินท์จับตัวเป็นน้ำแข็ง
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดมาด้วยกันในตอนนี้ค่ะ นภากระซิบผีสัญญาว่าจะรีบมาไขปมในตอนต่อไปให้เร็วที่สุดค่ะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 26
รอยร้าวของความไว้ใจ
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!