"หุบปากเสียที!"
รวินท์ตะโกนก้อง เสียงของเขาขาดห้วงไปพร้อมกับลมหายใจที่กระชั้นถี่ สองมือที่สั่นเทาพยายามกำด้ามไฟฉายไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาของเขายังคงจ้องเขม็งไปยังร่างตรงหน้าที่กำลังยืนยิ้มเยาะเย้ยอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของโกดังร้าง ร่างนั้น... ร่างที่มีใบหน้าและรูปร่างเหมือนเขาทุกกระเบียดนิ้ว ทว่าแววตาที่จ้องกลับมานั้นกลับว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความกระหายที่ชวนให้ขนลุกชัน
"นายกำลังกลัวอะไร รวินท์? กลัวความจริง หรือกลัวว่าตัวเองจะไม่ใช่ 'คน' อย่างที่คิดกันแน่?" ร่างจำลองนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าคล้ายเสียงใบไม้เสียดสีกัน
รวินท์กัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด ความเจ็บปวดช่วยดึงสติให้เขากลับมาอยู่กับร่องกับรอย เขาไม่ได้ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่กลับหลับตาลงแน่น สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับจูนสัมผัสที่หกให้สงบนิ่ง กลิ่นอายความตายที่คุ้นเคยไม่ได้มีแค่ตัวเขาเพียงคนเดียวในที่แห่งนี้ มันมีกลิ่นธูปจางๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นของไม้ผุพัง... และกลิ่นดอกมะลิแห้งที่อบอวลอยู่รอบตัว
ทันใดนั้นเอง ภาพของร่างตรงหน้าก็เริ่มสั่นไหวเหมือนสัญญาณโทรทัศน์ที่ขาดหาย ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปเป็นภาพของหญิงชราในชุดสไบสีซีดจางที่นั่งพับเพียบอยู่มุมมืดของโกดัง ใบหน้าเหี่ยวย่นของนางเปื้อนด้วยคราบน้ำตา แต่รอยยิ้มกลับอ่อนโยนอย่างประหลาด นางไม่ได้จ้องมองรวินท์ แต่มองผ่านเลยเขาไปที่กำแพงฝั่งตรงข้าม
"คุณยาย..." รวินท์พึมพำ เสียงของเขาสั่นเครือ
หญิงชราไม่ได้หันมามอง แต่ปลายนิ้วที่แห้งกรังค่อยๆ ลูบไล้ไปบนกล่องไม้ใบเก่าที่วางอยู่บนตัก ราวกับว่าภายในนั้นคือหัวใจดวงสำคัญที่สุดของนาง รวินท์ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ ความกดดันมหาศาลจาก 'ตัวเขาที่อยู่อีกด้าน' มลายหายไปราวกับควันไฟ เหลือเพียงความโศกเศร้าที่หนักอึ้งจนน่าใจหาย
"ห้าสิบปี... นานพอไหมสำหรับคำสัญญา?" หญิงชราเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของนางใสกระจ่างและทรงพลังราวกับหญิงสาวแรกแย้ม
"เขาไม่ได้กลับมาใช่ไหมครับ?" รวินท์ถามพลางทรุดตัวลงนั่งห่างจากนางพอประมาณ
นางหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเมตตา "เขากลับมาแล้ว... กลับมาตั้งแต่คืนที่ลมเปลี่ยนทิศเมื่อยี่สิบปีก่อน เพียงแต่เขากลับมาในฐานะเถ้าถ่านใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าโกดังแห่งนี้" นางชี้ไปที่กองอิฐหักพังหลังกำแพง "เขาตายที่นี่... เพราะความขลาดเขลาที่กลัวจะสูญเสียฉันไป จึงไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำลา"
รวินท์รู้สึกถึงหยดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและภาระของดวงวิญญาณที่เขามักแบกรับอยู่เสมอทำให้หัวใจเขาบีบคั้น "แล้วทำไมท่านถึงยังไม่ไป?"
"เพราะฉันรอให้เขารู้ว่า... ต่อให้เขาไม่กลับมา ฉันก็ไม่เคยโกรธ" นางเงยหน้าขึ้นมองเพดานโกดังที่เปิดโล่ง เห็นแสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบร่างของนางจนเริ่มโปร่งแสง "การให้อภัยคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ฉันเตรียมไว้ให้เขา ตอนนี้... เมื่อมีคนรับฟัง และมีพยานรู้เห็นถึงรักแท้ของคนโง่สองคน ความทรมานนี้ก็จบลงเสียที"
นางยื่นกล่องไม้ใบนั้นให้รวินท์ เมื่อมือเขาแตะต้องพื้นผิวของมัน ความทรงจำมหาศาลก็หลั่งไหลเข้ามา ทั้งความรัก ความคิดถึง และความเจ็บปวดจากการรอคอยที่กัดกินวิญญาณมานานหลายทศวรรษ รวินท์หลับตาลงรับเอาความรู้สึกเหล่านั้นไว้ ก่อนจะถ่ายทอดพลังงานอ่อนโยนจากจิตใต้สำนึกของเขา เพื่อนำทางให้ดวงวิญญาณที่หลงทางได้พบกับแสงสว่าง
"ไปเถอะครับ... เขาไม่รอท่านแล้ว เขาไปรอท่านอยู่ที่ที่ไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป"
ร่างของหญิงชราค่อยๆ สลายกลายเป็นละอองแสงสีทองล่องลอยขึ้นไปสู่ฟากฟ้า รอยยิ้มสุดท้ายของนางช่างดูมีความสุขและหมดห่วงอย่างแท้จริง รวินท์นั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบงันที่แสนสงบ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าบูทคู่หนึ่งดังขึ้นที่หน้าประตูโกดัง
"รวินท์! นายอยู่ที่นี่จริงๆ ด้วย ฉันเรียกตั้งนานทำไมไม่ตอบ!"
สารวัตรอชิระก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มือหนาของเขากำปืนไว้แน่น แต่อาวุธในมือกลับไร้ความหมายเมื่อเห็นรวินท์นั่งกอดกล่องไม้ใบหนึ่งอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาเพียงจุดเดียว
"สารวัตร... เธอไปแล้ว" รวินท์กล่าวเรียบๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอชิระ แววตาของเขาดูอ่อนล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความโล่งใจ
อชิระถอนหายใจยาว วางปืนลงแล้วเดินเข้ามาใกล้ "นายเล่นหายไปแบบนี้ผมแทบบ้าตาย รู้ไหมว่ามีรายงานแจ้งว่าเห็นนายวิ่งเข้ามาในโกดังนี้ตั้งแต่เมื่อชั่วโมงก่อน แต่พอผมตามเข้ามาก็ไม่เจอใครเลยนอกจากความว่างเปล่า"
รวินท์ก้มมองกล่องไม้ในมือ ก่อนจะเปิดฝาออกอย่างช้าๆ ภายในนั้นไม่ใช่สมบัติล้ำค่าใดๆ แต่มันคือจดหมายฉบับหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิด และเข็มกลัดเงินรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เปื้อนคราบสนิม
"มันจบแล้วอชิระ... คดีการหายตัวไปของหญิงชราในโกดังนี้จบลงแล้ว" รวินท์ยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับจางหายไปในทันที เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาของใครบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของอชิระ
เงาที่ดูคล้ายกับรวินท์คนเดิม... ที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวและรอยยิ้มสยดสยองยืนยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงให้เงียบเสียง
อชิระหันกลับไปมองตามสายตาของรวินท์ แต่เขากลับไม่เห็นอะไรเลยนอกจากความมืดสนิท ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงกระซิบที่คุ้นหูและเย็นเยียบก็ดังขึ้นข้างหูของรวินท์ โดยที่อชิระไม่มีทางได้ยิน
"ขอบคุณที่ช่วยเธอ... รวินท์ เพราะตอนนี้... ถึงเวลาที่ฉันจะเอา 'ของ' ของฉันคืนจากนายแล้ว"
รวินท์ตัวเย็นวาบ เมื่อรู้สึกว่ามีมือที่เย็นจัดราวกับน้ำแข็งค่อยๆ วางพาดลงบนไหล่ของเขาจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นเน่าเหม็นที่โชยออกมาจากความว่างเปล่าเบื้องหลังอชิระที่เขามองไม่เห็น... หรือเขาอาจจะเป็นคนที่มองเห็นในสิ่งที่คนเป็นไม่ควรเห็นมาตลอดกันแน่?
นภากระซิบผีหวังว่าทุกท่านจะยังคงมีรอยยิ้มแม้ในวันที่ต้องเผชิญกับเงาที่มืดมิดที่สุดนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 28
รอยยิ้มสุดท้าย
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!