“ท่านมาหาข้า... หรือท่านมาเพื่อจะแทนที่เขา?”
ประโยคนั้นยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำของรวินท์ แม้ชายหนุ่มจะพยายามข่มตาหลับในร้านหนังสือที่เงียบสงัดเพียงใด กลิ่นธูปจางๆ ที่ลอยมาแตะจมูกไม่ได้ให้ความรู้สึกสงบเหมือนทุกครั้ง แต่มันกลับเหมือนกลิ่นคาวเลือดที่เคลือบแฝงด้วยความอาฆาต
อชิระยืนนิ่งอยู่หน้าชั้นหนังสือเล่มเก่า เขาไม่ได้หันมามองรวินท์ แต่แผ่นหลังกว้างนั้นดูเกร็งผิดปกติ สารวัตรหนุ่มผู้นี้มักจะยึดมั่นในมาตรวัดทางวิทยาศาสตร์เสมอ แต่คืนนี้... กองเอกสารคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊กกลับถูกมือหนาขยำจนยับยู่ยี่
“รวินท์...” เสียงของอชิระแหบพร่า “นายเคยบอกว่าวิญญาณไม่เคยโกหก เพราะพวกเขาไม่มีเหตุผลให้ต้องทำเช่นนั้น ใช่ไหม?”
รวินท์ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ตัวเก่า ก้าวเดินไปหาอีกฝ่ายช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาสม่ำเสมอเหมือนจังหวะการเต้นของหัวใจที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติ “ใช่ครับ แต่คนเป็นต่างหากที่โกหก... คนเป็นมักจะปรุงแต่งความจริงเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากความผิดบาป”
อชิระหมุนตัวกลับมา สายตาของเขาไม่ได้สบประสานกับรวินท์ แต่มองเลยไปที่รูปถ่ายเก่าแก่ใบหนึ่งที่วางกรอบไว้บนชั้น รูปของ ‘อาจารย์เมฆ’ ชายผู้เป็นดั่งพ่อคนที่สองของรวินท์ และเป็นคนที่เคยสอนทั้งคู่เกี่ยวกับไสยเวทแขนงที่หายสาบสูญไปเมื่อสิบปีก่อน
“ผลตรวจลายนิ้วมือบนมีดอาคมที่พบในที่เกิดเหตุล่าสุด...” อชิระเว้นจังหวะ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “มันไม่ได้ตรงกับฆาตกรต่อเนื่องที่เรารู้จัก แต่มันเป็นลายนิ้วมือของคนที่ตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ไฟไหม้หอสมุดเก่า”
รวินท์ชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก ความเย็นเยียบแล่นผ่านสันหลังเหมือนมีเข็มเล็กๆ นับพันเล่มทิ่มแทง “นั่นเป็นไปไม่ได้... ร่างของเขาถูกเผาจนจำไม่ได้ แม้แต่เศษเถ้ากระดูกยังถูกฝังไปแล้ว”
“วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ว่าทำไมคนตายถึงทิ้งรอยนิ้วมือไว้ได้...” อชิระเดินเข้ามาใกล้จนรวินท์สัมผัสได้ถึงกลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับกลิ่นอับชื้นของกระดาษเก่า “แต่รวินท์... นายลืมไปหรือเปล่าว่าคืนนั้น นายไม่ได้ไปที่นั่นคนเดียว นายไปกับใคร?”
บรรยากาศในร้านเปลี่ยนไปในฉับพลัน แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชาก เงาบนผนังยืดขยายผิดรูป รวินท์รู้สึกถึงความกดอากาศที่ต่ำลงจนหูอื้อ หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนกลองศึก เขาพยายามนึกย้อนกลับไปถึงค่ำคืนที่โศกนาฏกรรมพรากครอบครัวเขาไป
“ฉันไปกับอาจารย์...” รวินท์ตอบเสียงสั่น “เขาเป็นคนดึงฉันออกมาจากกองเพลิง”
“นั่นคือสิ่งที่นาย ‘จำ’ ได้” อชิระขยับเข้ามาใกล้จนรวินท์แทบหยุดหายใจ ดวงตาของสารวัตรหนุ่มวูบไหวด้วยความเจ็บปวด “แต่ถ้านั่นไม่ใช่ความจริงล่ะ? ถ้านายไม่ได้ถูกช่วยออกมา แต่ถูก... ‘พาออก’ มาเพื่อเป็นพยานให้กับการคงอยู่ของบางอย่างที่อาจารย์ต้องการสร้างขึ้นมาใหม่”
อชิระหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท มันเป็นสมุดปกหนังสีดำที่ดูเก่าจนกระดาษด้านในเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลไหม้ เขาเปิดมันออก เผยให้เห็นลายมือที่รวินท์คุ้นตาดี มันเป็นลายมือของเขาเอง... แต่เป็นข้อความที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยเขียน
*‘ข้าพเจ้ามิได้หนีจากเปลวเพลิง แต่ข้าพเจ้ามาเพื่อสังเวยเงาที่หิวโหย ภายใต้คำสั่งของผู้นำทางที่ข้าเคารพรักที่สุด’*
รวินท์รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหมุนคว้าง เขาเซจนต้องพิงชั้นหนังสือ มือที่สั่นเทาเอื้อมไปหยิบสมุดเล่มนั้นมาดู ภาพนิมิตพุ่งเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง ภาพอาจารย์เมฆที่ยืนยิ้มอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งถูกเผาจนเห็นโครงกระดูก แต่สายตานั้น... สายตาที่มองรวินท์ด้วยความเอ็นดูเหมือนพ่อมองลูกชาย กลับแฝงไปด้วยความปรารถนาอันบ้าคลั่งที่จะสืบทอดอำนาจมืด
“เขาไม่ได้ตาย...” รวินท์พึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนกระดาษ “เขาเฝ้ามองฉันอยู่ตลอดเวลา”
“เขามองหา ‘ภาชนะ’ รวินท์” อชิระกล่าวเสียงต่ำ “ฆาตกรที่เราไล่ล่ามาตลอด... ร่องรอยการฆ่าที่ใช้สัญลักษณ์ไสยเวทแบบโบราณ มันคือการเปิดประตูเพื่อเรียก ‘จิต’ ของเขากลับมาในร่างใหม่ และนาย... นายคือทายาทสายเลือดเดียวที่เหมาะสมที่สุด”
รวินท์เงยหน้าขึ้นมองอชิระ ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจอย่างเงียบเชียบ ทำไมสารวัตรถึงรู้เรื่องพวกนี้ละเอียดนัก? ทำไมคนอย่างอชิระที่เคยปฏิเสธเรื่องลี้ลับ ถึงได้ถือบันทึกเล่มนี้ไว้ในมือราวกับเป็นศาสตราวุธ?
“สารวัตร...” รวินท์เรียกเสียงแผ่ว “ท่านไปเอาบันทึกเล่มนี้มาจากไหน?”
อชิระนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของเขาที่เคยอบอุ่นกลับว่างเปล่าและเย็นชาจนน่าสะพรึงกลัว มุมปากที่เคยเหยียดยิ้มอย่างจริงใจกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยว... รอยยิ้มเดียวกับที่รวินท์เห็นในนิมิตเมื่อครู่
“ข้าก็บอกแล้วไงรวินท์...” อชิระเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป เป็นน้ำเสียงที่แหบพร่าและฟังดูแก่ชราเหมือนเสียงของอาจารย์เมฆที่เขาไม่ได้ยินมานานนับทศวรรษ “ข้าไม่ได้มาเพื่อจับฆาตกร... ข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เคยเป็นของข้า”
ทันใดนั้น ไฟในร้านหนังสือทุกดวงก็ดับวูบลง เหลือเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างลงมาเป็นลำแสงสีเงินยวง ประตูร้านถูกล็อกแน่นหนาจากภายนอกด้วยกลอนอาคมที่รวินท์จำได้ดีว่ามันคือกรงขังวิญญาณชั้นสูง
อชิระ—หรือสิ่งที่สิงสู่อยู่ในร่างนั้น—ก้าวเข้ามาหาเขา มือที่สวมถุงมือหนังสีดำค่อยๆ ดึงมีดอาคมเล่มเดิมออกมาจากใต้เสื้อโค้ท “เจ้าพร้อมจะไปเป็นส่วนหนึ่งของข้าหรือยัง... ลูกศิษย์รัก?”
นภากระซิบผีหวังว่าทุกท่านจะยังไม่ลืมว่าความจริงที่เห็นด้วยตานั้น บางครั้งก็เป็นเพียงเงาลวงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดบังความตายนะคะ
บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์•ตอนที่ 32
เงาแค้นเก่า
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหวนคืน: กลิ่นธูปใต้เงาจันทร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!