ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80•ตอนที่ 36

ชัยชนะบนกองเลือด

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นคาวโลหิตเจือจางด้วยกลิ่นหอมเย็นของกำยานชะมดเชียงที่ลอยอวลอยู่ในตำหนักใหญ่ แสงเทียนสีชาดวับแวมสาดส่องกระทบกับเกราะเหล็กกล้าที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรัง บรรยากาศภายในห้องโถงกดดันจนแทบไร้ซึ่งเสียงหายใจ ท้องพระโรงชั่วคราวแห่งนี้เงียบสงัดราวกับป่าช้า ทว่ากลับเต็มไปด้วยไอสังหารที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างสูงสง่าของบุรุษผู้ยืนประทับอยู่เบื้องหน้า จ้าวเฟยหรงมิได้ขยับเขยื้อnพระeกาย ทว่าสายพระเนตรที่ทอดมองไปยังเบื้องล่างนั้น เยียบเย็นและคมกริบดั่งใบมีดที่อาบยาพิษ ปลายพู่กันในมือของเขาหยดหมึกสีดำสนิทลงบนกระดาษสาช้าๆ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังแห่งความตาย เบื้องหน้าของท่านอ๋อง คือเหล่าขุนนางและแม่ทัพนายกองกลุ่มใหญ่ที่เคยประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์ พวกมันคุกเข่าสั่นเทาอยู่บนพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ศีรษะแนบชิดติดพื้นราวกับสุนัขจนตรอก ไร้ซึ่งท่าทีองอาจเย่อหยิ่งเช่นในยามเช้าที่ผ่านมา “พวกเจ้า… ยังมีสิ่งใดจะทูลแก้ตัวอีกหรือไม่” น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่กลับทรงพลังกดทับจนผู้ออกนามถึงกับอกสั่นขวัญแขวน เสนาบดีหลี่ผู้เคยเรืองอำนาจเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก ริมฝีปากแห้งผากสั่นระริก ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเมื่อกวาดสายตาไปเห็นซากศพของเหล่าผู้ทรยศที่ถูกลากออกไปกองไว้ที่ลานด้านนอก “ทะ… ท่านอ๋อง… กระหม่อมถูกมันหลอกใช้! เป็นอัครเสนาบดีฉินต่างหากที่บังอาจสมคบคิดกับแคว้นเหนือ ข้าพเจ้าทั้งหลายล้วนแต่จำยอม…” “จำยอม?” จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนจนต้องสะดุ้งเฮือก บุรุษหนุ่มก้าวพระบาทลงมาจากแท่นประทับช้าๆ เสียงรองเท้าหนังบดขยับกับพื้นหินดัง *ก๊อก… ก๊อก…* ราวกับเสียงค้อนพิพากษา ในวินาทีนั้นเอง หลินซูเหยาที่ยืนอยู่มุมห้องโถงในอาภรณ์ปักดิ้นทองลายหงส์เพลิง นางเพียงแต่ยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจิบเบาๆ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างพิจารณา รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน นางขยับพัดในมือเบาๆ ส่งเสียงพัดกระดาษกระทบอากาศเบาหวิว แต่มันกลับดึงดูดสายตาของทุกคนในห้องให้หันมามองด้วยความหวาดหวั่นไม่แพ้กัน “เสนาบดีหลี่เพิ่งกล่าวว่าจำยอมสินะคะ” สุภาพสตรีสาวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงใสกังวานแต่กลับเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าสายลมเหมันต์ “แต่ในบัญชีลับที่หม่อมฉันตรวจพบเมื่อคืนนี้ ลายมือที่ประทับตราจดหมายติดต่อกับชายแดนเหนือ กลับเป็นลายมือตวัดหวัดอันเป็นเอกลักษณ์ของท่านเสนาบดีเองมิใช่หรือเพคะ? หรือว่าท่านฝึกเขียนด้วยเท้าซ้ายมาตั้งแต่เด็ก จึงจำลายมือของตนเองไม่ได้เสียแล้ว” คำพูดเพียงประโยคเดียวราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสกๆ เสนาบดีหลี่หน้าถอดสี ร่างกายล้มพับลงไปกองกับพื้นแทบจะในทันที ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ เล็ดลอดออกมาจากลำคออีก ความเงียบสงัดแผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างตระหนักดีแล้วว่า ในเกมการเมืองครั้งนี้ ไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากเงื้อมมือของสองสามีภรรยาคู่นี้ไปได้ อำนาจที่เคยคิดว่าอยู่ในกำมือ บัดนี้กลับกลายเป็นโซ่ตรวนที่รัดคอพวกมันทีละน้อย “ในเมื่อไม่มีผู้ใดมีสิ่งใดจะแก้ตัวอีก…” จ้าวเฟยหรงเอ่ยสืบต่อ น้ำเสียงทรงอำนาจกวาดผ่านทุกคนในห้อง “ทหาร นำตัวพวกมันทั้งหมดไปส่งให้หน่วยอาญาแผ่นดิน 3 ชั่วโคตรไร้ข้อยกเว้น!” “ไว้ชีวิตด้วย! ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิตด้วย!” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกกลบด้วยเสียงเหล็กกระทบกันของทหารองครักษ์ที่เข้ามาควบคุมตัวคนเหล่านั้นออกไปอย่างรวดเร็ว พื้นหินอ่อนที่เคยเปรอะเปื้อนคราบเลือด ถูกล้างทำความสะอาดด้วยน้ำฝนที่เพิ่งโปรยปรายลงมาด้านนอก ทว่ากลิ่นอายแห่งอำนาจและการนองเลือดกลับยังคงตลบอบอวลอยู่ในบรรยากาศ เมื่อความวุ่นวายสงบลง ตำหนักใหญ่ก็หลงเหลือเพียงความเงียบสงัดอันทรงเกียรติ จ้าวเฟยหรงสะบัดชายเสื้อแล้วทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้มังกร ดวงตาคมกราบมองสตรีผู้เป็นดั่งดวงใจที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ พร้อมกับถาดไม้หอมที่บรรจุขวดกระเบื้องเคลือบสำหรับทำแผล “เจ้าเหนื่อยแล้ว” น้ำเสียงของท่านอ๋องเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงทันที ราวกับน้ำแข็งพันปีที่ถูกละลายด้วยแสงตะวันยามเช้า เมื่อเบื้องหน้าเหลือเพียงนางผู้เดียว หลินซูเห่าวางถาดลงบนโต๊ะข้างกาย ก่อนจะยื่นมือเรียวบางออกไปสัมผัสรอยแผลที่เฉียดผ่านหัวไหล่ของเขาจากศึกเมื่อคืน แม้จะเป็นแผลตื้นๆ ทว่าเนื้อผ้าที่ขาดวิ่นก็เผยให้เห็นรอยเลือดซึม นางถอนหายใจเบาๆ อย่างนึกระอา “ท่านนี่นะ… รบราฆ่าฟันทีไร ไม่เคยระวังตัวเลยสักครั้ง หากดาบเล่มนั้นเฉียดลึกกว่านี้อีกเพียงเศษเสี้ยว ท่านคงต้องให้หม่อมฉันเย็บแผลให้จนถึงเช้าแน่ๆเพคะ” จ้าวเฟยหรงจับมือเรียวนั้นขึ้นมาแนบแก้มสากของตนเอง ดวงตาคมกวาดมองภรรยาด้วยความรักลึกซึ้งและเทิดทูน “ต่อให้แผลลึกกว่านี้ร้อยเท่า หากได้เจ้าคอยดูแลอยู่ข้างกาย ข้าก็ยินดีแลก” “ปากหวานนะคะท่านอ๋อง” นางหยิกแก้มเขาเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ “ระวังเถอะ ชัยชนะในวันนี้อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสียทีเดียว” ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังผ่อนคลายลง ขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระราชสำนักก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้านใน ถือม้วนราชโองการสีทองอร่ามที่ผนึกด้วยครั่งประทับตราหยกมังกร ซึ่งเป็นตราประทับสูงสุดที่ไม่ได้ใช้งานมานานนับสิบปี เข้ามาคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่เบื้องหน้า “ทะ… องค์เหนือหัว… ทรงมีพระราชโองการด่วนที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!” จ้าวเฟยหรงรับม้วนราชโองการนั้นมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าเมื่อเขาคลี่มันออกอ่าน ดวงตาคมกราบก็หรี่ลงเล็กน้อย รังสีอำมหิตพุ่งวาบขึ้นมาในแววตาชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา หลินซูเหยาขมวดคิ้วมุ่น เอื้อมมือไปหยิบราชโองการนั้นขึ้นมาอ่านบ้าง และเมื่อสายตาคู่นคมกวาดผ่านอักษรพู่กันที่เขียนด้วยหมึกสีชาดประโยคสุดท้าย ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ ราชโองการฉบับนี้… หาใช่คำสั่งแต่งตั้งหรือลงโทษผู้ใดไม่ แต่มันคือพระราชทานสมรสครั้งใหม่… โดยพระราชทานสตรีจากแคว้นศัตรูให้เข้ามาเป็น ‘พระชายารอง’ ในตำหนักของท่านอ๋อง! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์มาด้วยกัน และเตรียมพบกับการหักมุมครั้งใหญ่ที่สุดในตอนต่อไปนะคะ! — ส้มหวานมิติลับ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านอ๋องอย่าร้าย... เดี๋ยวสายเปย์จะหนีไปยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%