ดีไซเนอร์หัวขบถกับอดีตคนรักที่จำชื่อผมไม่ได้•ตอนที่ 30

รอยร้าวของความไว้ใจ

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
“คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะคิดแทนฉันค่ะ ธรรศ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาไม่ได้ตวาดกร้าว แต่มันเย็นเยียบจนอุณหภูมิในห้องประชุมวีไอพีของแกลเลอรีชื่อดังลดฮวบลงราวกับติดลบ รินรดายืนกอดอก แววตาคู่คมที่ผ่านการเจียระไนจากความเจ็บปวดในอดีตจ้องมองอดีตสามีด้วยความผิดหวังระคนสมเพช เอกสารสัญญาความร่วมมือระดับพันล้านถูกผลักกลับไปตรงหน้าเขาด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยจากแรงอารมณ์ ไม่ใช่จากความกลัว ธรรศชะงักไป ดวงตาคมกริบของซีอีโอหนุ่มผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ให้แก่สิ่งใดไหววูบลงชั่วขณะ เขากวาดสายตามองกระดาษแผ่นนั้นสลับกับใบหน้าของหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าเธอเป็นเพียงเงาจางๆ ในชีวิต “ผมทำเพื่อความปลอดภัยของคุณ ริน... โปรเจกต์นี้ใหญ่เกินกว่าที่คุณจะแบกรับไว้คนเดียว หากเกิดอะไรขึ้นมา ทางบริษัทของผมก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ การที่ผมเซ็นอนุมัติเปลี่ยนวัสดุและปรับลดสัดส่วนทีมงานของคุณ มันคือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว” ธรรศอธิบายด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความนิ่งสงบ แต่คิ้วหนากลับขมวดมุ่นด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดเธอถึงต้องเดือดดาลขนาดนี้ “ดีที่สุดสำหรับคุณ หรือดีที่สุดเพื่อผลกำไรบนกระดาษรายงานประจำไตรมาสกันแน่คะ?” รินรดาย้อนถาม รอยยิ้มหยันผุดขึ้นที่มุมปากสวย “คุณมันก็ยังเป็นผู้ชายเห็นแก่ตัวคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยนเลยสักนิด ธรรศ คุณตัดสินใจทุกอย่างโดยไม่เคยถามความรู้สึก หรือแม้แต่ให้เกียรติฉันในฐานะหัวหน้าโปรเจกต์เลยสักครั้ง!” ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ คีย์ที่ยืนพิงผนังอยู่มุมห้องขยับตัวเล็กน้อยเพื่อส่งสายตาเชิงให้กำลังใจมายังรินรดา ชายหนุ่มยกมือขึ้นกอดอก ปล่อยให้สถานการณ์ระหว่างคนทั้งสองดำเนินไปโดยไม่แทรกแซง เพราะเขารู้ดีว่าบาดแผลนี้จำเป็นต้องให้เจ้าของรอยแผลเป็นผู้ชำระสะสางด้วยตนเอง ธรรศขบกรามแน่น สันจมูกโด่งเป็นสันนูนขึ้นตามแรงอารมณ์ที่เริ่มตีตื้น ความอดทนที่เขามีต่ออดีตภรรยาเริ่มสั่นคลอน “ริน... อย่าใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งได้ไหม ผมกำลังพูดถึงธุรกิจ เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวควรแยกแยะให้ออก คุณกำลังเอาความรู้สึกส่วนตัวมาทำลายโอกาสครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตดีไซเนอร์ของคุณเองนะ” “เรื่องส่วนตัวเหรอคะ?” รินรดาทวนคำ หัวเราะในลำคอด้วยความขื่นขม หยดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยถูกสะกดกลั้นไว้อย่างเด็ดเดี่ยว เธอเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานตัวใหญ่ ระยะห่างระหว่างเธอกับเขาลดลงจนได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยที่เธอเคยเกลียดชัง “ถ้าฉันเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน ฉันคงไม่ยอมยืนอยู่ร่วมห้องเดียวกับผู้ชายที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของฉันจนไม่เหลือชิ้นดีหรอกค่ะ!” คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้าปักกลางใจของธรรศ ราวกับมีดโกนอาบน้ำผึ้งที่กรีดลึกลงบนเนื้อสดๆ เขาชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบ ภาพในอดีตที่เขาเคยผลักไสเธอก향ย้อนกลับมาหลอนหลอน แม้ในวันนี้เธอจะลุกขึ้นยืนหยัดได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง สง่างามและทรงพลังจนแทบทำให้เขาละสายตาไม่ได้ แต่ความเย่อหยิ่งของเขากลับทำให้เขาพยายามควบคุมทุกอย่างรอบตัวเธอ รวมถึงงานชิ้นเอกที่เธียรทุ่มเทแรงกายแรงใจมาแรมปี “ผมไม่ได้ตั้งใจจะ...” ธรรศพยายามจะเอ่ยแก้ตัว แต่เสียงของเขากลับกลืนหายไปในลำคอ เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาแต่ไม่มีทางไหลร่วงลงมาประจานความอ่อนแอ “พอเถอะค่ะ ธรรศ” รินรดายกมือขึ้นห้าม ปลายเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่ยังคงความแข็งกร้าว “สัญญานี้... ถ้าคุณยืนยันจะใช้เงื่อนไขที่คุณตัดสินใจเองโดยไม่เห็นหัวฉัน ฉันขอถอนตัวจากโปรเจกต์นี้ค่ะ เชิญคุณบริหารงานกับทีมใหม่ที่คุณเลือกเองตามสบายเถอะค่ะ” “รินรดา!” ธรรศผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวไว้โดยสัญชาตญาณ แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่มันเต็มไปด้วยความตระหนกที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมหัวใจถึงต้องกระวนกระวายขนาดนี้เมื่อได้ยินคำว่าถอนตัวจากปากเธอ “คุณจะบ้าหรือไง โปรเจกต์นี้เซ็นสัญญากับพาร์ทเนอร์ต่างชาติไปแล้ว ถ้าคุณถอนตัวตอนนี้ ทุกอย่างพังหมด!” “แล้วมันเรื่องอะไรที่ฉันต้องทนทำงานกับคนที่พร้อมจะแทงข้างหลังฉันได้ตลอดเวลาเพื่อผลประโยชน์ล่ะคะ?” เธอดึงข้อมือกลับอย่างเด็ดเดี่ยว สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความผิดหวังระคนเยียบเย็น “ปล่อยค่ะ... แล้วก็ช่วยกรุณาจำไว้ด้วยว่า รินรดาคนเดิมที่ยอมให้คุณบงการชีวิต ได้ตายไปตั้งแต่ห้าปีที่แล้วแล้วค่ะ” หญิงสาวสะบัดตัวหลุดจากการเกาะกุม เธอหมุนตัวหันหลังให้เขาทันทีโดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามองอีก คีย์ขยับตัวเดินนำหน้า เปิดประตูห้องประชุมออกให้รินรดาก้าวออกไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้ธรรศยืนนิ่งค้างอยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงันที่บีบคั้นหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ความตระหนก ความกลัว และความรู้สึกสูญเสียที่คุ้นเคยอย่างประหลาดพรั่งพรูเข้ามา ธรรศกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ เขาก้าวเท้าตามออกไปหมายจะรั้งเธอไว้ให้เคลียร์กันให้รู้เรื่อง ทว่าเมื่อเปิดประตูห้องออกไป สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยประมาณสี่ขวบคนหนึ่งกำลังยืนรออยู่ตรงเก้าอี้รับแขกด้านนอก เด็กน้อยคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดสีครีมตัวโคร่ง ดวงตากลมโตสุกใสกำลังกะพริบปริบๆ แก้มป่องทั้งสองข้างอมชมพูระเรื่อ และที่สำคัญ... โครงหน้าและสันจมูกโด่งรั้นนั่น ช่างถอดแบบมาจากกระจกเงาวัยเด็กของเขาเองไม่มีผิดเพี้ยน รินรดาก้มตัวลงอุ้มเด็กชายคนนั้นขึ้นแนบอก พลางกระซิบเบาๆ ว่า “กลับบ้านกันค่ะลูก...” ชานมไข่มุกหวานร้อยขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านพายุอารมณ์มาด้วยกันในตอนนี้มากๆ นะคะ
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีไซเนอร์หัวขบถกับอดีตคนรักที่จำชื่อผมไม่ได้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%