*[ยินดีต้อนรับกลับครับ... ท่านผู้ควบคุมระบบ เรเวน เป้าหมายการกำจัดทั้งหมดถูกล็อกอินเรียบร้อยแล้ว]*
เสียงสังเคราะห์ที่ดังขึ้นจากชิปฝังรากใต้ผิวหนังบริเวณต้นคอไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่เรเวนแม้แต่น้อย ในทางกลับกัน ชายหนุ่มกลับเลือกที่จะกดปุ่มปิดการทำงานของฮาร์ดแวร์ชั่วคราวด้วยปลายนิ้วที่มั่นคง ความเงียบสงบกลับคืนสู่ห้องควบคุมใต้ดินชั่วคราว มีเพียงแสงสีฟ้าจางๆ จากหน้าจอโฮโลแกรมรุ่นเก่าที่สะท้อนลงบนนัยน์ตาสสีนิลของเขา
แต่อากาศในยามนี้กลับหนาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก
"ระบบการเข้ารหัสระดับสามถูกเจาะผ่านแล้วครับ... ไม่ใช่ฝีมือของพวกสภากลาง แต่เป็นโปรโตคอลการติดตามเฉพาะกิจของ 'หน่วยพิทักษ์' ลายเซ็นดิจิทัลนี้ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ"
เรเวนเอ่ยขึ้นโดยไม่ละสายตาจากชุดคำสั่งนับพันบรรทัดที่กำลังเลื่อนผ่านหน้าจอ นิ้วเรียวยาวขยับพิมพ์คำสั่งลงบนแป้นพิมพ์แสงเพื่อเบี่ยงเบนเส้นทางการส่งสัญญาณ (Signal Routing) ผ่านเครือข่ายเซิร์ฟเวอร์เถื่อนสามแห่งในย่านสลัมเขตเจ็ด
ดร.ไอริส ซึ่งกำลังยืนกอดอกพิงชั้นวางอุปกรณ์เคมีในมุมมืดของห้อง หรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มที่มักจะประดับอยู่บนใบหน้าจางหายไป เหลือไว้เพียงความเคร่งขรึมของนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้ผ่านสมรภูมิข้อมูลมาโชกโชน เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงาน เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นโลหะดังสะท้อนก้องในห้องแคบๆ
"ผู้กองแซค... สินะคะ" ไอริสทวนชื่อนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยประกายความกังวล "สุนัขล่าเนื้อผู้ไร้ความปรานีแห่งกองบัญชาการกลาง หมอนั่นขึ้นชื่อเรื่องการสืบสวนแบบกัดไม่ปล่อย ถ้าเขาเริ่มเข้าใกล้เบาะแสของเรา แสดงว่าฮาร์ดแวร์ต้นแบบที่เราขโมยออกมาจากห้องทดลองใต้ดินเมื่อสามวันก่อน คงปล่อยคลื่นความถี่พลังงานบางอย่างที่ระบบของเขาสามารถตรวจจับได้"
"ไม่ใช่แค่คลื่นความถี่ครับ" เรเวนหันกลับมาสบตา เธอ "แซคไม่ได้ใช้แค่เครื่องมือทางกายภาพในการแกะรอย เขามี 'สัญชาตญาณ' ของนักถอดรหัสรุ่นบุกเบิกที่ถูกดัดแปลงสมองด้วยยีนสังเคราะห์ เขาสามารถอ่านรูปแบบการเขียนโค้ดของผมได้... เขารู้ว่าผมคิดอย่างไร และกำลังจะหนีไปทางไหน"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นจนแทบจะได้ยินเสียงกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านสายเคเบิล
ในโลกอนาคตปี 2099 ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างไร้ระบบและการควบคุมของมนุษย์ การเคลื่อนไหวของพวกเขาทั้งสองคนเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นลวดกลางพายุเฮอร์ริเคน หน่วยพิทักษ์ไม่ใช่ตำรวจธรรมดา แต่เป็นกลุ่มคนที่ถูกลบความเป็นมนุษย์ออกไปครึ่งหนึ่งเพื่อแลกกับอำนาจในการตัดสินความเป็นความตายของพลเมืองผ่าน 'เซนเซอร์จิตวิญญาณ' หากใครมีคลื่นความคิดที่ขัดต่อความมั่นคงของระบบ AI แม่ข่าย คนผู้นั้นจะถูกกำจัดทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม
"ถ้าอย่างนั้น เราจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้วสินะคะ" ไอริสถาม พลางหยิบไดรฟ์ข้อมูลขนาดเท่าเหรียญบาทขึ้นมาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อโค้ท "แผนการเดิมที่จะใช้สถานีรถไฟใต้ดินเขตสลัมเพื่อเดินทางไปยังเขตกักเก็บข้อมูลเก่าคงต้องพับเก็บไป เพราะแซทจะต้องตรึงกำลังปิดล้อมทุกสถานีขนส่งภายในอีกไม่ถึงสี่สิบนาทีนี้แน่นอน"
เรเวนไม่ตอบในทันที เขายกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็นบริเวณต้นคอ ซึ่งเป็นร่องรอยจากการสูญเสียเพื่อนร่วมงานในเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อหี่ปีก่อน เหตุการณ์ที่ทำให้เขาตระหนักว่าระบบอัตโนมัติไม่เคยเห็นคุณค่าของชีวิตมนุษย์ สมองของเขาประมวลผลทางเลือกนับร้อยภายในเสี้ยววินาที
"เราไม่ใช้ทางหลวงหรือระบบขนส่งสาธารณะครับ" เรเวนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เฉียบขาดและสุขุม "เราจะใช้ท่อระบายความร้อนของโรงงานไฟฟ้าร้างเขตแปด... ที่นั่นมีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหนาแน่น ซึ่งจะช่วยอำพรางสัญญาณชีומิติและโค้ดตัวตนของเราจากเรดارของหน่วยพิทักษ์ได้ แม้จะต้องแลกกับการทนรับอุณหภูมิที่เกือบจะหลอมละลายเนื้อเยื่อก็ตามที"
ไอริสจ้องมองหน้าเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ความมั่นใจในตัวของชายหนุ่มผู้นี้คือเหตุผลเดียวที่ทำให้เธอยังคงร่วมเดินทางเสี่ยงตายมาจนถึงจุดนี้
"คุณนี่มันบ้าจริงๆ เลยนะเรเวน... แต่ฉันชอบ" เธอกล่าวพร้อมกับหยิบปืนพกพลังงานสูงขึ้นมาตรวจสอบความพร้อมของกระสุน "นำทางเลยค่ะ สหาย"
ทั้งสองคนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ การเตรียมตัวใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แสงไฟโฮโลแกรมทั้งหมดในห้องถูกตั้งค่าให้ทำลายตัวเองแบบอัตโนมัติทันทีที่เซนเซอร์ตรวจจับการบุกรุกระยะประชิดทำงาน เรเวนเปิดประตูลับที่ซ่อนอยู่หลังแผงควบคุมระบายอากาศ กลิ่นอับชื้นและไอความร้อนจากเครื่องจักรกลขนาดใหญ่โชยเข้าปะทะใบหน้าทันที
ทว่า... ในวินาทีที่เรเวนก้าวเท้าเข้าไปในอุโมงค์มืดเบื้องหน้า เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่เขาเพิ่งจะปิดการทำงานไปเมื่อครู่ กลับดังขึ้นอีกครั้งอย่างกะทันหันในโสตประสาท เสียงนั้นไม่ได้มาจากชิปในตัวเขา แต่มาจากลำโพงฉุกเฉินของตัวอาคารที่ถูกแฮกจากภายนอก!
*[แจ้งเตือนจากระบบส่วนกลาง: ตรวจพบการใช้งานรหัสผ่านต้องห้าม... ยินดีต้อนรับสู่กับดัก, เรเวน]*
สิ้นเสียงสังเคราะห์นั้น ประตูทางออกฉุกเฉินเบื้องหลังพวกเขาก็ปิดกระแทกลงอย่างแรง พร้อมกับเสียงล็อกกลกลไกไฮดรอลิกนับสิบตัวที่ทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์แบบ แสงไฟฉุกเฉินสีแดงฉานสว่างวาบทั่วทั้งอุโมงค์ระบายอากาศ เผยให้เห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งยืนรออยู่ตรงปลายทางเดินมืดสนิท ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมกันกระแทกสีดำสนิทของหน่วยพิทักษ์ บนใบหน้ามีหน้ากากกรองอากาศสีเงินวาววับที่สะท้อนแสงไฟสีแดงน่ากลัว
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ ในมือของชายคนนั้นกำลังถืออุปกรณ์ถอดรหัสจิตสำนึกรุ่นล่าสุด ที่ส่งเสียง 'ติ๊ด' เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับกำลังนับถอยหลังลมหายใจของพวกเขา
"ยินดีต้อนรับสู่การจับกุมอย่างเป็นทางการครับ... คุณเรเวน และ ดร.ไอริส" เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็น ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดังลอดผ่านหน้ากากออกมา "ท่านผู้กองแซค... รอคอยการสนทนากับพวกคุณมานานเหลือเกิน"
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านนะครับ
เซนเซอร์จิตวิญญาณ กับ ปัญญาประดิษฐ์ไร้ระบบ•ตอนที่ 6
เงาแห่งหน่วยพิทักษ์
ผลงานโดย ไซเบอร์พังค์2099
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ไซเบอร์พังค์2099)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซนเซอร์จิตวิญญาณ กับ ปัญญาประดิษฐ์ไร้ระบบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!