กลิ่นหอมฉุนของน้ำมันหมูที่เจียวกับกระเทียมจีนบุบพอแตก ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณลานบ้านจนพวกแมลงวันยังต้องบินวนเวียนด้วยความฉงน หลินฟางตวัดตะหลิวเหล็กกระทบกับกระทะเหล็กหล่อเสียงดัง *เคร้ง!* เป็นจังหวะจะโคน ท่ามกลางควันสีขาวพวยพุ่งที่ผสมผสานกลิ่นหอมของซีอิ๊วขาวหมักโบราณและพริกไทยดำป่นใหม่ๆ มิติพิเศษในห้วงความคิดของเธอกำลังทำงานอย่างเงียบเชียบ เมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวปลีอวบอ้วนสีเขียวมรกตที่ถูกเร่งการเติบโตด้วยละอองน้ำทิพย์ในมิติลับ ถูกเก็บเกี่ยวสดๆ ร้อนๆ เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน บัดนี้พวกมันนอนเรียงรายอยู่ในเข่งไม้ไผ่สานมือขนาดใหญ่ถึงสามเข่งเต็มๆ
"ฟางฟาง... ให้พี่ช่วยยกเข่งพวกนี้ไปขึ้นเกวียนม้าของลุงเฉินเลยไหมครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่นุ่มนวลดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของจางเหว่ยที่เดินเข้ามาประชิด เขาสวมเสื้อกล้ามสีเขียวขี้ม้าเผยให้เห็นกล้ามเนื้อหัวไหล่หนาและหยาดเหงื่อพราวระยับจากการผ่าฟืนเมื่อครู่ ดวงตาคมกริบที่เคยตึงเครียดเวลาเผชิญหน้ากับพวกอันธพาลในหมู่บ้าน กลับทอประกายอ่อนโยนและคลั่งไคล้อย่างปิดไม่มิดยามที่มองแผ่นหลังบางของภรรยา
หลินฟางปาดเหงื่อที่ขมับด้วยหลังมือ เหลือบหันไปมองสามีหนุ่มพลiskยิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน "ยังก่อนครับพี่เหว่ย... ผผกสลัดยอดทองเหล่านี้ต่อให้สดกรอบแค่ไหน หากเอาไปขายแบบดะสะเปะสะปะในตลาดตำบล ก็คงเป็นได้แค่ผักริมรั้วราคาถูกที่พวกแม่ค้าปากหอยปากปูเอาไว้กดราคาเล่น วันนี้แหละ... ผมจะทำให้พวกที่ชอบนินทาว่าร้ายผมว่า 'ทำตัวเป็นหญิงแกร่งเกินงาม ไร้ความเป็นกุลสตรี' ต้องหุบปากจนสนิท"
คำพูดของหลินฟางไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ที่เธอเริ่มพลิกฟื้นผืนดินแห้งแล้งข้างรั้วบ้านให้กลายเป็นแปลงเกษตรเขียวขจี เสียงซุบซิบนินทาจากบรรดาแม่บ้านและป้าแก่ๆ ในหมู่บ้านก็ไม่เคยเงียบหาย โดยเฉพาะกลุ่มของป้าสะใภ้ใหญ่ตระกูลจาง ที่มักจะยืนเกาะรั้วบ้านแล้วกวาดสายตามองด้วยความริษยา พร้อมกับเปล่งวาจาแดกดันว่า การที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องมาหลังขดหลังแข็งปลูกผักหาเงินเอง ปล่อยให้สามีออกไปทำงานหนัก เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความอัปยศอดสูและไร้บุญวาสนา
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ บริเวณทางสามแพร่งใกล้ตลาดสดประจำตำบล ซึ่งเป็นจุดรวมตัวของบรรดาชาวบ้านและพ่อค้าแม่ขายยามเช้า
เกวียนไม้ไผ่บรรทุกผักกาดขาวปลีอวบอ้วนและคะน้าฮ่องกงยอดอ้วนกลมถูกจอดเทียบท่าอย่างสง่างาม หลินฟางในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีครามสะอาดตา แม้จะไม่ได้แต่งแต้มเครื่องสำอางราคาแพง ทว่าใบหน้ารูปไข่กลับโดดเด่นด้วยดวงตากลมโตฉลาดเฉลียวและท่าทีสง่างามราวกับคุณหนูตกยาก มากกว่าจะเป็นแค่ "แม่ค้าปากตลาด" อย่างที่ใครบางคนกุเรื่องนินทา
"แหม... นึกว่าใคร ที่แท้ก็แม่สะใภ้ตระกูลจางนี่เอง ขยันขันแข็งเสียจริงนะจ๊ะ ถึงกับต้องเข็นผักเน่าๆ ริมรั้วมาขายหาเศษเงินประทังชีวิตเชียวหรือ"
เสียงแหลมสูงที่คุ้นเคยดังแทรกขึ้นท่ามกลางความจอแจ ป้าสะใภ้ใหญ่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับห่อผ้าลายดอกไม้ในมือ ใบหน้าย่นยับตามวัยปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ยถนัดตา นางจงใจเปล่งเสียงให้ดังพอที่ชาวบ้านละแวกนั้นจะหันมาสนใจ
หลินฟางหันไปมองช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยือกเย็น เธอไม่ได้แสดงอาการโกรธเกลียวหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... แววตาคู่นั้นกลับฉายความขบขันระคนสมเพชเวทนา
"อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็ป้าใหญ่นี่เองครับ" หลินฟางจงใจใช้สรรพนามและน้ำเสียงสุภาพทว่าแฝงคมมีด "ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ หรือว่าผักในแปลงหลังบ้านของป้าเหี่ยวเฉาจนต้องมาเดินเกร็งหน้าหาซื้อผักชาวบ้านกินแทน"
รอบบริเวณเริ่มมีเสียงหัวเราะคิกคักจากบรรดาชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ ป้าสะใภ้ใหญ่หน้าเสีย สีหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธ นางตบฉากลงบนโต๊ะไม้แผงลอยข้างๆ จนเสียงดังสนั่น
"นังเด็กปากดี! แกกล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับผู้หลักผู้ใหญ่! ใครๆ เขาก็ลือกันทั้งหมู่บ้านว่าแกมันพวกหน้าด้าน แย่งสามีชาวบ้านแถมยังทำตัวกระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมอยู่ในโอวาท เป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่กลับทำตัวเหมือนพวกผู้ชายอกสามศอก แบกหาม ค้าขายหน้าเลือด ไม่มีความเป็นกุลสตรีเอาเสียเลย แบบนี้อีกไม่นานสามีเขาคงทิ้งขว้างให้เป็นหม้ายขันหมากแน่!"
สิ้นคำพูดของป้าสะใภ้ใหญ่ บรรยากาศรอบด้านก็เงียบกริบลงทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่หลินฟางด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเธอจะรับมือกับคำดูถูกเหยียดหยามนี้อย่างไร
จางเหว่ยที่ยืนกอดอกอยู่ข้างเกวียน ขยับตัวเตรียมจะก้าวเข้าไปจัดการขั้นเด็ดขาด แต่หลินฟางกลับยกมือขึ้นห้ามไว้เพียงนิดเดียว พร้อมกับส่งสายตาปรามที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
หลินฟางก้าวเท้าเข้าไปหาป้าสะใภ้ใหญ่ทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ทว่ามั่นคง แรงกดดันจากรัศมีของความฉลาดเฉลียวทำให้ป้าแก่ปากจัดถึงกับผถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
"ป้าใหญ่ครับ..." หลินฟางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่ก้องกังวาน ชัดถ้อยชัดคำ "ท่านบอกว่าผมเป็นผู้หญิงไร้ความเป็นกุลสตรี เพราะผมก้มหน้าก้มตาทำมาหากิน ใช้สองมือของตัวเองสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่แบมือขอเงินใครกินไปวันๆ แบบนั้นหรือครับที่เรียกว่า 'กุลสตรีในอุดมคติ' ของป้า?"
"ยะ... ย่อม20แน่นอน!" ป้าสะใภ้ใหญ่เชิดหน้าขึ้นเถียงข้างๆ คูๆ "ผู้หญิงที่ดีต้องรู้จักปรนนิบัติสามี อยู่ในบ้านเย็บปักถักร้อย ไม่ใช่มาวิ่งวุ่นค้าขายกลางตลาดให้คนเขานินทา!"
"อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง" หลินฟางหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงเย้ยหยันปรากฏชัดเจน "การเย็บปักถักร้อยทำให้ท้องอิ่มได้หรือครับ? การอยู่เฉยๆ ในบ้านแล้วรอให้สามีหาเงินมาปรนเปรอ คือความเจริญก้าวหน้าที่ป้าภาคภูมิใจนักหนาใช่ไหม? น่าเสียดาย... ที่โลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบความอิจฉาริษยาของป้า"
เธอหันไปหยิบผักกาดขาวปลีหัวโตสีเขียวสดจากเข่งขึ้นมาหนึ่งหัว ชูให้ทุกคนรอบบริเวณได้เห็นอย่างชัดเจน
"ผักพวกนี้... ปลูกด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของผม สะอาด ปลอดภัย กรอบหวาน และเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ หัวละสองเหรียญเงิน... สำหรับบางคนอาจจะมองว่าเป็นแค่เศษเงินจากผักริมรั้ว แต่สำหรับผม มันคือเกียรติยศและศักดิ์ศรีที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง ไม่ใช่การเที่ยวเดินนินทาชาวบ้านไปวันๆ เพื่อกลบเกลื่อนความไร้ค่าของตัวเองเหมือนสุนัขเห่าใบตองแห้ง!"
"แก... นังเด็กเหลือขอ! แกกล้าว่าฉันเป็นสุนัขเรอะ!" ป้าสะใภ้ใหญ่กรี๊ดลั่นด้วยความเหลืออด ยกมือขึ้นทำท่าจะพุ่งเข้าไปตบ
*หมับ!*
มือหนาราวกับคีมเหล็กของจางเหว่ยเอื้อมมารวบข้อมือของป้าสะใภ้ใหญ่ไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบเพียงเล็กน้อยทำให้นางส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ดวงตาคมกริบของนายทหารหนุ่มจ้องมองตรงมาที่ผู้สูงอายุตรงหน้าด้วยแววตาดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังปกป้องอาณาเขต
"ถ้าไม่อยากให้มือคู่นี้หัก... ก็ไสหัวไปซะ" จางเหว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลึก เย็นเยือกจนคนฟังขนลุกซู่
ป้าสะใภ้ใหญ่สะบัดมือหลุดด้วยความหวาดกลัว นางถอยกรูดออกไปหลายก้าว ชี้หน้าอาฆาตก่อนจะวิ่งหนีหายไปในฝูงชนอย่างทุลักทุเลท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้านรอบด้าน
หลินฟางระบายลมหายใจยาวเหยียด รอยยิ้มสดใสปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้ง เธอหันไปยิ้มให้สามีหนุ่มที่ยังคงมีสีหน้าบึ้งตึงด้วยความห่วงใย ก่อนจะหันมาประกาศเสียงดังฟังชัดกับฝูงชนที่ยืนมุงดู
"ผผกสดๆ จากสวนออร์แกนิกตระกูลจาง! แปลงแรกของฤดูกาล! สด กรอบ อร่อย ปลอดภัย ไร้สารเคมี! หัวละสองเหรียญเงินเท่านั้น! ช้าอดหมดนะครับ!"
สิ้นเสียงประกาศของหลินฟาง บรรดาแม่บ้านและพ่อค้าที่ยืนดูเหตุการณ์เมื่อครู่ต่างก็กรูเข้ามาแย่งกันซื้อผักในเข่งราวกับผึ้งแตกรัง เพียงไม่ถึงสิบนาที ผักกาดขาวปลีและคะน้าฮ่องกงนับร้อยหัวก็ถูกกวาดซื้อจนเกลี้ยงเข่ง เงินเหรียญเงินและเหรียญทองแดงจำนวนมากถูกเทลงในตะกร้าไม้ไผ่จนส่งเสียงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งอย่างไพเราะ
จางเหว่ยช่วยเก็บแผงและนับเงินด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูภรรยาเบาๆ "ภรรยาผมเก่งที่สุดในใต้หล้าเลยครับแบบนี้"
หลินฟางยิ้มรับ เธอปัดเศษฝุ่นที่เสื้อผ้าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เรื่องตบหน้าคนปากจัดแค่นี้ยังถือว่าเด็กๆ ครับพี่เหว่ย... ว่าแต่เย็นนี้ เรามาฉลองชัยชนะด้วยเมนู 'ซี่โครงหมูตุ๋นเห็ดหอมยาจีน' หอมกรุ่นกลิ่นสมุนไพร ที่เคี่ยวจนเนื้อเปื่อยนุ่มละลายในปากดีไหมครับ?"
กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำซุปเคี่ยวเคี้ยวนานหลายชั่วโมงที่ลอยอบอวลมาจากเตาถ่านหลังบ้านในมิติลับเริ่มส่งกลิ่นเย้ายวน ลอยฟุ้งทะลุมิติออกมาผสมผสานกับบรรยากาศยามเย็นของบ้านไร่จนหอมฟุ้งไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ทว่า... ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูรั้วไม้หน้าบ้านก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างกระชั้นชิด พร้อมกับเสียงตะโกนเรียกชื่อจางเหว่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนและตื่นตระหนกของผู้ใหญ่บ้านที่วิ่งหน้าตั้งมาจนหอบเหนื่อย
--------------------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "ใบชาหอมหมื่นลี้" เสมอมานะครับ
กับดักหัวใจแม่ค้าสายสตรองกับกองทัพผักข้างรั้ว•ตอนที่ 15
คำนินทาที่ไร้ความหมาย
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับดักหัวใจแม่ค้าสายสตรองกับกองทัพผักข้างรั้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!