"ถ้าสะใภ้รองอย่างเจ้ายังมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่บ้าง ข้าวสารครึ่งถุงนี้ ก็ถือว่าเป็นการทดแทนบุญคุณที่ตระกูลลู่เคยข้าวแดงแกงร้อนเลี้ยงดูมาก็แล้วกัน!"
น้ำเสียงแหลมสูงราวกับเสียงขูดเหล็กของป้าสะใภ้ใหญ่จางดังทะลุผ่านประตูไม้ไผ่ที่ผุกร่อนเข้ามา ก่อนที่ร่างอวบอ้วนในชุดผ้าฝ้ายเก่าๆ จะถือวิสาสะผลักประตูเข้ามาโดยไม่รอคำอนุญาต สองมือหยาบกร้านพุ่งตรงไปยังถุงกระสอบป่านที่วางอยู่มุมห้องครัวทันที กิริยาท่าทางนั้นแสดงออกถึงความคุ้นชินราวกับที่นี่เป็นยุ้งฉางหลังบ้านของนางเอง
เหมยหลันยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ความทรงจำวุ่นวายสายหนึ่งเพิ่งไหลหลอมรวมเข้ากับสมองของนาง เชฟมือทองจากศตวรรษที่ 21 ที่เพิ่งสลบไปเพราะความเหนื่อยล้าจากการแข่งขันทำอาหารระดับโลก บัดนี้ได้ตื่นขึ้นมาอยู่ในร่างของ "เหมยหลัน" สะใภ้รองแห่งหมู่บ้านหงсин ในยุค 1970 ที่สามีเพิ่งถูกเกณฑ์ไปประจำการชายแดนทางเหนือ ทิ้งให้นางต้องเผชิญหน้ากับเหล่าญาติจอมสูบเลือดสูบเนื้อที่คอยมาขูดรีดเสบียงกรังไปกินจนแทบไม่เหลืออะไรท้อง
ร่างบางปรายตามองการกระทำนั้นแวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มเยาะขึ้นมาอย่างเยือกเย็น
ในอดีต เจ้าของร่างเดิมเป็นคนหัวอ่อน ขี้ขลาด และมักยอมก้มหัวให้บ้านใหญ่รังแกอยู่เสมอ เพราะคำว่า "ญาติผู้ใหญ่" ค้ำคอ แต่สำหรับเหมยหลันผู้ผ่านสมรภูมิห้องครัวระดับมิชลินมาแล้ว คนประเภทนี้... ก็ไม่ต่างอะไรกับวัตถุดิบเน่าเสียที่ต้องคัดทิ้งออกจากครัว
"มือไวใจเร็วเสียจริงนะครับ ป้าใหญ่"
เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความเย็นเยียบดังขึ้นขัดจังหวะ ป้าสะใภ้ใหญ่จางชะงักมือที่กำลังจะคว้ากระสอบข้าวสาร หันขวับมาถลึงตาใส่ด้วยความไม่พอใจ
"นังเด็กนี่! เจ้ากล้าพูดจาแบบนี้กับผู้อาวุโสอย่างนั้นรึ? ลืมไปแล้วหรือไงว่าสามีเจ้าไม่อยู่ ใครกันล่ะที่คอยปกป้องดูแลเจ้าในหมู่บ้านนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะครอบครัวเรา ข้าวต้มสักชามเจ้าก็คงไม่มีปัญญาหามากินหรอก!" ป้าจางเชิดหน้าขึ้นอย่างลำพองใจ พร้อมกับออกแรงดึงกระสอบข้าวสารเข้าหาตัว
เหมยหลันไม่โต้เถียง นางก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปใกล้ ร่างกายที่เคยอ่อนแอเริ่มปรับตัวเข้ากับสัญชาตญาณนักสู้ ดวงตากลมโตคมกริบจ้องมองป้าสะใภ้ใหญ่ราวกับเหยี่ยวที่กำลังมองเหยื่อ
"ข้าวครึ่งถุงนี้ เป็นเสบียงส่วนสุดท้ายที่พี่ลู่เฉิงส่งจดหมายและเงินเดือนก้อนสุดท้ายมาให้ภรรยาซื้อยาบำรุงร่างกาย ป้าใหญ่บอกว่าเป็นบุญคุณ... บุญคุณที่มาปล้นข้าวหน้าด้านๆ แบบนี้ เรียกว่าบุญคุณเดรัจฉานหรือเปล่าครับ ถึงจะเหมาะสมกว่า?"
"เจ้า... เจ้ากล้าด่าข้ารึ!" ป้าจางหน้าดำคร่ำเครียด นิ้วชี้สั่นเทาด้วยความโกรธจัด "นังสารเลว ปีกกล้าขาแข็งนักนะ! วันนี้ถ้าข้าไม่ได้ข้าวสารนี้กลับไป อย่าหวังว่าเจ้าจะสงบสุขในบ้านหลังนี้ได้อีก!"
พูดจบ ป้าจางก็ปรี่เข้าไปหมายจะตบสั่งสอน แต่เหมยหลันไวกว่า นางก้าวหลบฉากอย่างคล่องแคล่วราวกับปลาไหล พร้อมกับยื่นเท้าออกไปขัดขาอีกฝ่ายเบาๆ
*ตุ้บ!*
ร่างท้วมของป้าสะใภ้ใหญ่ล้มคะมำลงไปกองกับพื้นดินแглаกเปื้อนฝุ่น เสียงร้องโอดครวญดังลั่นบ้านจนไก่ในเล้าข้างบ้านแตกตื่นส่งเสียงร้องกะตั๊ก
"ว้าย! คนฆ่าคน! สะใภ้รองรังแกญาติผู้ใหญ่ ช่วยด้วยยย!" ป้าจางแผดเสียงร้องโวยวายลั่นบ้าน หวังจะให้ชาวบ้านแห่กันมาดูความน่าสงสารของนาง
เหมยหลันถอนหายใจเบาๆ หยิบไม้กวาดทางมะพร้าวขึ้นมาเคาะพื้นเบาๆ สองที นางย่อตัวลงเล็กน้อย มองหญิงวัยกลางคนที่กำลังดิ้นพราดด้วยแววตานิ่งสงบแต่ทรงพลัง
"ถ้าป้ายังไม่อยากให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่า ท่านแอบมาขโมยเสบียงของทหารแนวหน้าที่มีโทษฐานหนักถึงขั้นส่งตัวเข้าค่ายดัดสันดานล่ะก็...เชิญนอนต่อตามสบายนะครับ แต่ถ้าไม่อยากอับอายขายหน้าจนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ก็ลุกขึ้นแล้วไสหัวออกไปจากบ้านของฉันซะ เดี๋ยวนี้!"
คำพูดที่เฉียบคมและน้ำเสียงที่กดต่ำลงจนน่ากลัว ทำให้ป้าจางถึงกับสะดุ้งสุดตัว ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว นางลนลานลุกขึ้นปัดฝุ่น กัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ราวกับมีคมมีดซ่อนอยู่ของเหมยหลัน นางก็ไม่กล้าเอ่ยปากต่อความยาวสาวความยืดอีก รีบหันหลังวิ่งแจ้นออกจากบ้านไปอย่างไม่คิดชีวิต
เมื่อความวุ่นวายสงบลง เหมยหลันจึงหันกลับมามองสำรับอาหารเก่าๆ ในครัว ท้องของนางส่งเสียงร้องประท้วงเบาๆ
ในมิติลับเกษตรกรรมที่นางพกติดตัวมาจากการทะลุมิติ มีทั้งเมล็ดพันธุ์พืชหายาก น้ำแร่วิเศษ และวัตถุดิบชั้นเลิศมากมาย แต่วันนี้... นางต้องจัดการกับข้าวต้มก้นหม้อและผักดองเค็มๆ เหล่านี้เสียก่อน เพื่อฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้า
เหมยหลันจุดไฟในเตาถ่านอย่างคล่องแคล่ว มือเรียวสวยจัดการหั่นต้นหอมป่าที่เก็บได้หลังบ้านเป็นชิ้นเล็กๆ ข้าวสารที่เหลืออยู่ก้นถุงถูกนำมาล้างน้ำสะอาด ก่อนจะเทลงหม้อดินเผาต้มเคี่ยวกับน้ำซุปกระดูกหมูแห้งที่ซ่อนอยู่ก้นตู้ ใบหน้าหวานเนียนสะท้อนแสงไฟสีส้มอุ่นๆ ขณะที่นางคอยคนข้าวในหม้ออย่างใจ
เวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มร้อนๆ ที่เคี่ยวจนเมล็ดข้าวบานเป็นดอกมะลิ ผสมผสานกับกลิ่นหอมละมุนของน้ำมันหมูและต้นหอมคั่ว ก็เริ่มลอยฟุ้งกระจายอบอวลไปทั่วทั้งห้องครัว และเล็ดลอดผ่านรอยแยกของประตูบ้านออกไปเตะจมูกเพื่อนบ้านจนต้องสูดปาก
นี่คือ "ข้าวต้มหมูสับต้นหอมทองคำ" สูตรลับเฉพาะตัวที่ช่วยกระตุ้นพลังงานและบำรุงธาตุในร่างกายได้เป็นอย่างดี
ขณะที่เหมยหลันกำลังจะตักข้าวต้มใส่ชามเพื่อลิ้มลองรสชาติ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่นและคุ้นเคยที่หน้าบ้าน
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
เหมยหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย ใครกันที่มาหาในยามวิกาลเช่นนี้ หรือว่าป้าสะใภ้ใหญ่จะพาคนมาแก้แค้น?
นางวางทัพพีในมือลง เดินไปหยิบไม้กระบองสั้นข้างประตู แล้วค่อยๆ แง้มบานประตูออกช้าๆ เพื่อดูสถานการณ์ภายนอก
แสงจันทร์สาดส่องกระทบเข้ากับร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและคราบเหงื่อ ไหล่กว้างหนาแน่นและแผ่นอกที่กระเพื่อมไหวเล็กน้อยบ่งบอกถึงการเดินทางไกลอย่างรีบเร่ง ดวงคมเข้มใต้คิ้วหนาดุดันมองตรงมาที่นาง นัยน์ตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยและความเหนื่อยล้า แต่กลับทอประกายความคลั่งรักออกมาอย่างปิดไม่มิด
"หลันหลัน... สามีกลับมาแล้วครับ"
ลู่เฉิงเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ ขณะที่มือหนารีบคว้ามือเรียวของภรรยามากุมไว้แน่น ราวกับกลัวว่าร่างตรงหน้าจะสลายหายไป...
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" เสมอมานะครับ!
เซียนครัวชนบทกับสามีทหารผู้คลั่งรัก•ตอนที่ 1
ลืมตาตื่นในยุค 70 กับกลิ่นหอมของข้าวต้ม
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนครัวชนบทกับสามีทหารผู้คลั่งรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!