เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก•ตอนที่ 13

ออกเดินทางสู่เมืองหลวงเซียน

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
“หากเจ้าก้าวเท้าพ้นเขตแดนสำนักนี้ไปแล้ว กฎแห่งศิษย์อาจารย์จะไร้ซึ่งความหมาย แผ่นดินเบื้องหน้าคือสุสานของเหล่าผู้กล้าที่หลงระเริงในอำนาจ มู่เฉิน... เจ้าแน่ใจแล้วหรือว่าจะแลกชีวิตที่เรียบง่าย กับหายนะที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า?” เสียงทรงอำนาจของเจ้าสำนักก้องสะท้อนอยู่ในโถงโอโถงที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า หลี่มู่เฉินไม่ได้หันกลับไปมองผู้อาวุโสสูงสุดที่นั่งตระหง่านอยู่บนบัลลังก์หยก เขากระชับสายสะพายกระบี่คู่กายที่ไร้ฝัก กระบี่เล่มนี้ไม่ได้ทำจากเหล็กกล้า แต่ถูกตีขึ้นจากเศษเสี้ยวของดวงดาวที่ตกลงมาในยุคบรรพกาล ความเย็นยะเยือกของมันแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระดูกสันหลัง แต่มันยังไม่หนาวเหน็บเท่ากับคำถามที่เขาเพิ่งได้รับ “เรียบง่ายหรือครับ?” มู่เฉินแค่นยิ้มที่มุมปาก ใบหน้าคมคายฉายแววหยามหยันต่อโชคชะตา “การใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กรงขังแห่งสำนัก เพื่อรอวันที่จะกลายเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานของลิขิตสวรรค์... นั่นท่านเรียกว่าความเรียบง่าย? ข้าเกิดมาเพื่อเป็นอิสระ ไม่ใช่เพื่อเป็นพระเอกในนิยายปรัมปราที่ใครสักคนบนฟากฟ้าเป็นคนเขียนบท!” เขาสะบัดชายเสื้อคลุมสีเทาแล้วก้าวเดินออกจากโถงหิน ทุกย่างก้าวเปี่ยมไปด้วยจังหวะที่มั่นคงและหนักแน่น ดุจขุนเขาที่เคลื่อนไหว มิใช่เพราะความโอหัง แต่เพราะความตระหนักรู้ในพลังที่ตนครอบครอง ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตูสำนัก แรงกดดันจากอาคมป้องกันมหาศาลก็จางหายไป ลมหายใจของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของอิสรภาพที่ปนเปไปกับกลิ่นดินและเลือดที่เจือจางในอากาศ “เจ้าช้าไปสามเค่อ” เสียงหวานเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความกังวลดังขึ้นจากเงาไม้ที่พริ้วไหว เซียนจื่อเวยยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะแรกตกในฤดูหนาว ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นจ้องมองมู่เฉินราวกับจะคว้านลึกเข้าไปในจิตวิญญาณ นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ทว่าชายผ้ากลับเปื้อนคราบโคลนจากการเร่งเดินทางมาดักรอเขา “ท่านมาทำไม?” มู่เฉินหยุดเดิน เขาไม่ได้แสดงความประหลาดใจ แต่แววตาที่เย็นชาของเขาอ่อนแสงลงเพียงชั่วพริบตา “สำนักหิมะนิรันดร์มีคำสั่งกักบริเวณข้า” จื่อเวยขยับเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยฤดูหนาวโชยกระทบจมูกมู่เฉิน “แต่คำสั่งเหล่านั้นมีความหมายอันใดเล่า หากคนที่ข้าอยากปกป้องกำลังจะเดินไปตายที่เมืองหลวงเซียน” “ข้าไม่ได้ไปตาย แต่ไปทวงคืนสิ่งที่ควรเป็นของข้า” มู่เฉินตอบพลางก้าวเข้าไปใกล้นาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงลมหายใจกั้น “หากข้าไม่ไป ข้าก็จะเป็นได้แค่เงาของตัวตนเก่าที่ถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา ท่านก็รู้ว่าโลกใบนี้มันเน่าเฟะเพียงใด ท่านอาจารย์เองก็ไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์... ท่านเองก็ถูกบังคับให้เดินตามรอยที่เขากำหนด ไม่ใช่หรือ?” จื่อเวยชะงัก สายตาที่เคยเด็ดเดี่ยววูบไหวราวกับเปลวเทียนต้องลม “แล้วเจ้าจะสู้กับคนทั้งยุทธภพเพียงลำพังหรือ?” “ข้าไม่ได้สู้เพียงลำพัง” มู่เฉินคว้ามือเรียวงามของนางขึ้นมา วางฝ่ามือตนลงบนหลังมือนางอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบแต่แฝงด้วยความร้อนรุ่มของปราณเซียนถ่ายทอดถึงกัน “ข้ามีกระบี่ และข้ามี... ความทรงจำที่ไม่มีใครพรากไปได้ ตราบใดที่ท่านยังเชื่อมั่นในตัวข้า ดาบของข้าก็จะไม่รู้จักคำว่าพ่ายแพ้” ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะตึงเครียด เสียงแตรเขาสัตว์จากฝั่งสำนักดังสะท้อนขึ้นฟ้า เตือนให้รู้ว่าการหายตัวไปของมู่เฉินเริ่มถูกล่วงรู้ และเหล่าผู้คุมกฎกำลังจะเคลื่อนพลตามมา “หนีไปกับข้าตอนนี้” มู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “อย่าให้ความผูกพันของสำนักมาเป็นโซ่ตรวนที่ดึงท่านลงเหวไปกับข้า” ทว่า ทันใดนั้น เงาร่างสีดำสามสายก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้าอย่างรวดเร็วราวกับอสนีบาต พวกมันสวมหน้ากากเหล็กไร้ใบหน้า กลิ่นอายสังหารที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงจนต้นไม้รอบข้างเหี่ยวเฉาในชั่วพริบตา “ศิษย์ทรยศหลี่มู่เฉิน!” เสียงกระด้างดั่งโลหะกระทบกันดังขึ้นจากหนึ่งในเงาร่างนั้น “ท่านเจ้าสำนักมีคำสั่งให้เอาตัวเจ้ากลับไป... หากขัดขืน ให้ตัดหัวเสีย!” มู่เฉินไม่ได้ชักกระบี่ในทันที เขากลับผลักจื่อเวยไปด้านหลังอย่างแผ่วเบาแล้วยืนประจันหน้ากับมัจจุราชทั้งสามด้วยความนิ่งสงบ “พวกเจ้ามาได้ถูกเวลาพอดิบพอดี” มู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับแปรเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์เริ่มก่อตัวเป็นพายุหมุนรอบกาย “ข้ากำลังต้องการเลือดเซียนเพื่อเปิดทางสู่เมืองหลวงเซียนพอดี หวังว่าพวกเจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวัง” เขาสูดลมหายใจเข้าลึก จังหวะชีพจรของเขาประสานเข้ากับเสียงของธรรมชาติและจักรวาล ราวกับว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงมนุษย์ แต่เป็นศูนย์กลางของมหันตภัยที่กำลังจะอุบัติขึ้น ในวินาทีที่ชายในชุดดำคนกลางพุ่งเข้าใส่พร้อมกริชอาคม มู่เฉินขยับนิ้วเพียงนิ้วเดียว สายลมที่หนาแน่นดุจคมมีดก็กรีดผ่านอากาศออกไป สร้างรอยแยกบนพื้นดินยาวไปจนถึงปลายเท้าของศัตรู ทว่า ในขณะที่การปะทะกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เสียงกระซิบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหูของเขา... ไม่ใช่เสียงของจื่อเวย แต่เป็นเสียงของใครบางคนที่เขาเคยสังหารไปเมื่อร้อยปีก่อน “มู่เฉิน... เจ้าคิดว่าเจ้าหนีพ้นวงจรนี้จริงๆ หรือ? ทุกก้าวที่เจ้าเดิน คือทางที่ข้าถางไว้ให้เจ้าตั้งแต่วันที่เจ้าเกิด...” มู่เฉินชะงักกึก สีหน้าเปลี่ยนไปเป็นความตกตะลึงที่ซ่อนไว้ภายใต้ความเย็นชา เขาหันกลับไปมองยังทิศทางที่เงาสีดำปรากฏขึ้นอีกครั้ง... และที่นั่นเอง เขาก็พบกับบุรุษผู้หนึ่งที่เขานึกว่าตายไปแล้ว ยืนกอดอกมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสมเพช ความลับที่กุมชะตาของเขาไว้กำลังจะถูกเปิดเผยในวินาทีที่เขากำลังจะก้าวสู่สงครามครั้งใหญ่ ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางทะยานสู่ดินแดนเซียนร่วมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ปฏิเสธการเป็นพระเอก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%