กลิ่นอับชื้นของฝุ่นผงที่หมักหมมมาแรมปีผสมผสานกับกลิ่นสีน้ำมันเก่าๆ ลอยอบอวลอยู่ในความมืดทึบ มีเพียงแสงจันทร์นวลซีดที่ลอดผ่านกระจกโดมทรงสูงของโถงกลางหอศิลป์ร้าง สาดทาบทับลงบนผืนผ้าใบขนาดมหึมาที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าดิบสีหม่น เงาทอดยาวของเสาโรมันสลักเสลาดูคล้ายอสุรกายกำลังแยกเขี้ยวในยามวิกาล แต่สำหรับ ‘รินรดา’ แล้ว สิ่งเดียวที่น่ากลัวในวินาทีนี้ไม่ใช่ภูตผีวิญญาณเร่ร่อนตามคำเล่าลือ หากแต่เป็นเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้เธอทีละน้อยต่างหาก
*ฉิบหายแล้ว... ไหนบอกว่าที่นี่ไม่มีคนย่างกรายมาเป็นสิบปีไงวะ!*
อินฟลูเอนเซอร์สาวสายลุยสบถในใจอย่างหัวเสีย มือเรียวในถุงมือหนังรีบเก็บสายเคเบิลของกล้องโกโปรเข้ากระเป๋าเป้สะพายหลังอย่างลนลาน ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดสีชาพยายามกวาดสายตามองหาทางหนีทีไล่ ทว่าประตูทางเข้าหลักถูกล็อกตายด้วยโซ่หนา เธอเป็นคนไขกุญแจผีเข้ามาทางประตูหนีไฟด้านหลังเองกับมือ และตอนนี้... แสงไฟฉายสว่างจ้ากราดเข้ามาตามทางเดินมืดทึบ มันจ่อตรงมาที่เสาต้นที่เธอกำลังหลบอยู่พอดี!
“ใครแอบเข้ามาในเขตหวงห้าม”
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเล็กน้อยดังขึ้น ทรงพลังและก้องกังวานอยู่ในความเวิ้งว้างของหอศิลป์ มันไม่ใช่เสียงของลุงยามแก่ๆ หรือเด็กเกเรแถวนี้อย่างแน่นอน น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเยียบเย็น ดุดัน และทรงอำนาจจนขนอ่อนทั่วร่างของรินรดาลุกชันขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาบรรยากาศน่ากลัว
รินรดากัดฟันกรอด ขยับตัวเตรียมพุ่งหลบไปหลังโครงเสาหินอ่อน ทว่าไวเท่าความคิด ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนขึ้นถึงข้อศอกก็ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะประชิด แสงไฟฉายจากมือถือของอีกฝ่ายสาดเข้าใส่ใบหน้าเธอเต็มแรงจนรินรดาต้องยกมือขึ้นป้องดวงตาเรียวรีของตัวเองไว้
“อุ V มือใหม่หัดย่องเบาเหรอครับ หรือว่าโจรลัก The Art วะเนี่ย?”
น้ำเสียงเย้ยหยันดังขึ้นเหนือศีรษะ รินรดาชะงัก เธอลดมือลงแล้วจ้องมองเจ้าของร่างสูงโปร่งที่ยืนกอดอกมองเธอด้วยสายตาสมเพชแกมดูแคลน ภายใต้แสงสลัว เธอมองเห็นใบหน้าคมคายสันกรามคมชัด จมูกโด่งเป็นสันรั้น และดวงตาคู่คมสีนิลที่กำลังจ้องเขม็งมาที่เธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รัศมีความเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างน่าประหลาด
ให้ตายเถอะ... ผู้ชายบ้าอะไร ปากร้ายเป็นหมาตั้งแต่ยังไม่ทันทักทายกันดีเลย!
“โจรบ้าอะไรจะพกกล้องราคาเป็นแสนเข้ามาถ่ายสารคดีคะคุณชาย!” รินรดาเชิดหน้าขึ้นสู้ทันที ไม่มีทางที่เธอจะยอมก้มหัวให้ผู้ชายปากเสียหน้าตาดีคนนี้เด็ดขาด “แล้วนี่มันที่สาธารณะ ป้ายเตือนก็ขึ้นหราอยู่ว่าหอศิลป์ร้าง ฉันจะเข้ามาเดินเล่นชมงานศิลปะมันผิดกฎหมายข้อไหนไม่ทราบ!”
“สาธารณะ?” มุมปากหยักลึกกระตุกยิ้มเยาะอย่างน่าหมั่นไส้ ธามก้าวเข้าไปประชิดตัวรินรดาอีกก้าว จนร่างบางต้องถอยหลังไปชนกับเสาหินเย็นเฉียบ “ที่ดินนี่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล และหอศิลป์นี่ก็ปิดปรับปรุง ห้ามคนนอกเข้า... เธอหูหนวกหรือสมองเสื่อม ถึงอ่านไม่ออกว่าป้าย ‘ห้ามเข้าเด็ดขาด’ แปลว่าอะไร”
“ฉันอ่านออกค่ะ! แต่พอดีจบเอกวาทวิทยามา เลยชอบฝ่าฝืนกฎเพื่อหาแรงบันดาลใจแปลกๆ” รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงกวนประสาทไม่แพ้กัน เธอยืนอกชนอก (ทางพฤติกรรม) แม้ส่วนสูงจะน้อยกว่าเขาอยู่ช่วงหัวไหล่ก็ตาม “ปล่อยฉันไปเถอะน่า ฉันไม่ได้มาขโมยภาพวาดเน่าๆ ของคุณหรอก แค่จะมาไลฟ์สดเรียกเรตติ้งเฉยๆ”
“ภาพวาดเน่าๆ งั้นเหรอ?”
น้ำเสียงของธามเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที ประกายในดวงตาคู่คมวับโรจน์ขึ้นด้วยความโกรธกริ้ว ร่างสูงก้าวเข้ามาจนเกือบจะแนบชิด ลมหายใจอุ่นๆ รดปะทะเข้ากับแก้มเนียนของรินรดา กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ ลอยเข้าจมูกจนคนปากเก่งถึงกับเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
“เธอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้อง หรือแม้แต่จะหายใจรดเปื้อนฝุ่นในตึกนี้ด้วยซ้ำ รินรดา...”
รินรดารuสึกใจกระตุกวูบเมื่อได้ยินเขาเอ่ยชื่อเต็มของเธอได้อย่างแม่นยำ “ทะ... รู้จักชื่อฉันได้ยังไง?”
“อินฟลูเอนเซอร์ปากจัด ที่ชอบทำตัวเป็นเจ้าหนูจำไมบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลเพื่อยอดวิว ใครในวงการสื่อเขาจะไม่รู้จักเธอ...” ธามโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาของเขาดุดันแต่ทว่าลุ่มลึกจนน่ากลัว “และทางหนีไฟด้านหลังที่เธอไขกุญแจเข้ามา... มันเป็นเขตหวงห้ามส่วนตัวของฉัน ห้ามคนนอกย่างกรายเด็ดขาด”
“งั้นก็แจ้งตำรวจสิคะ! เชิญเลย! ฉันจะได้ฟ้องกลับข้อหาคุกคามเสรีภาพส่วนบุคคลบ้าง!” รินรดายังคงแข็งข้อ แม้หัวใจจะเต้นรัวระรัวจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไปจนเธอเริ่มสูญเสียการควบคุมสติสัมปชัญญะ
ธามไม่ตอบเขาแค่นิ่งเงียบ สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่ริมฝีปากที่กำลังเถียงฉอดๆ ไล่ลงมาที่ลำคอระหง และหยุดนิ่งอยู่ที่สร้อยคอเงินรูปกุญแจโบราณที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคอกลมของเธอ แววตาของภัณฑารักษ์หนุ่มไหววูบไปชั่วขณะ ก่อนที่มือหนาจะพุ่งพรวดเข้ามาคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้แน่นด้วยแรงมหาศาล
“ปล่อยนะ! จะทำบ้าอะไรวะ!” รินรดาตื่นตระหนก พยายามบิดข้อมือหนีแต่ก็ไร้ผล แรงของอีกฝ่ายราวกับคีมเหล็กที่รัดตรึงเธอไว้กับที่
“ตามฉันมา” ธามเอادเสียงลอดไรฟัน “ในเมื่อเธออยากรู้นักว่าที่นี่มีอะไรดี ทำไมฉันถึงต้องห้ามไม่ให้ใครเหยียบเข้ามา... ฉันจะพาไปดูให้เห็นกับตา”
“ไม่! ฉันไม่ไป! ปล่อยฉันบอกว่าให้ปล่อยไงไอ้โรคจิต...!”
รินรดายื้อยุดฉุดกระชาก แต่ธามกลับลากจูงเธอเดินลึกเข้าไปในความมืดของโถงนิทรรศการชั้นใน ท่ามกลางเสียงลมพัดหวีดหวิวผ่านช่องหน้าต่างที่แตก
ก่อนที่ธามจะผลักเธอกระแทกเข้ากับผนังห้องจัดแสดงภาพลับที่ไร้แสงไฟ พร้อมกับใช้แขนแกร่งกักตัวเธอไว้ตรงกลาง ไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหนได้อีก
รินรดากลั้นหายใจ เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิดที่อันตรายที่สุด หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลักออกมานอกอกเมื่อความมืดมิดโอบล้อมรอบกาย และในวินาทีนั้นเอง... แสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือเครื่องหนึ่งก็สว่างวาบขึ้นจากมุมมืดของห้อง พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ และน้ำเสียงเยียบเย็นของผู้มาใหม่ที่เอ่ยขึ้นจากความมืด
“เก่งมาก... ลูกชายแม่ ในที่สุดก็หา ‘กุญแจ’ ดอกสุดท้ายเจอสักที”
ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ บลัดดี้แมรี่ตื่นเต้นที่จะได้พาคุณดำดิ่งสู่ความสัมพันธ์อันตรายนี้ในตอนหน้าค่ะ!
รอยจูบใต้ภาพวาดลวงตา: ปฏิบัติการป่วนหัวใจยัยภัณฑารักษ์น้ำแข็ง•ตอนที่ 1
บุกรุกถิ่นหวงห้าม
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจูบใต้ภาพวาดลวงตา: ปฏิบัติการป่วนหัวใจยัยภัณฑารักษ์น้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
