เสียงปิดล็อกกลอนประตูด้านหลังที่ดัง *คลิก* เบาๆ ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับเงาร่างสูงโปร่งที่ก้าวพ้นม่านกำมะหยี่สีเลือดเข้ามาในห้องแต่งตัว
บรรยากาศรอบตัวอุณหภูมิลดฮวบทันที กรณ์ที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดขยับตัวบังหน้าอุปกรณ์ราคาแพงโดยสัญชาตญาณ ดวงตาคมกริบของโปรดิวเซอร์หนุ่มหรี่แคบลงอย่างระแวดระวัง ขณะที่รตาซึ่งสะพายกล้องคู่ใจเตรียมยกเลนส์ขึ้นเล็งอัตโนมัติ ทว่าเจ้าของร่างนั้นกลับหยุดยืนนิ่งอยู่ใต้แสงไฟสลัวสาดส่อง รอยยิ้มมุมปากไม่ได้บ่งบอกถึงมิตรภาพ แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่ถือไพ่เหนือกว่าในเกมนี้
“ตกใจอะไรกันครับทุกคน ผมแค่แวะมาดูความคืบหน้าของโปรเจกต์ที่ใช้งบประมาณมหาศาล... ในฐานะ ‘ผู้ลงทุนหลัก’ ก็เท่านั้นเอง”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด เปิดเผยให้เห็นใบหน้าคมคายแต่แฝงแววเจ้าเล่ห์ของ ‘ดนุนภัทร’ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงผู้กุมชะตากรรมเงินทุนของภาพยนตร์เรื่องนี้
ธีร์ที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ใบหน้าหล่อเหลายังคงเรียบตึงราวกับรูปปั้นหินอ่อน ดวงตาคมกราบกวาดมองผู้มาเยือนด้วยความรังเกียจที่ถูกเก็บซ่อนไว้มิดชิดภายใต้หน้ากากความนิ่งสนิท
“ถ้ามาเพื่อตรวจงาน คุณควรแจ้งล่วงหน้าผ่านทางผู้จัดการกอง ไม่ใช่ใช้วิธีเดินเข้าทางประตูลับหลังห้องแต่งตัวแบบนี้ มันดูเสียมารยาทและไม่เป็นมืออาชีพเอาเสียเลยครับคุณดนัย” ธีร์เปิดฉากสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่บาดลึกถึงกระดูกดำ
ดนุนภัทรหัวเราะในลำคอเบาๆ ก้าวเข้ามาหยุดยืนห่างจากธีร์เพียงไม่กี่ก้าว สายตาคมปลาบกวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะไปหยุดอยู่ที่รตา ตากล้องสาวที่ยังคงยืนถือกล้องนิ่ง ไม่ยอมลดระดับเลนส์ลงแม้แต่น้อย รตาจ้องมองเขาด้วยแววตาท้าทาย ไร้ความเกรงกลัวใดๆ
“10 ล้านบาทที่บริษัทผมอนุมัติให้คุณผลาญเล่น มันซื้อสิทธิ์ให้ผมตรวจงานได้ทุกที่ทุกเวลาไม่ใช่หรือครับผู้กำกับธีร์... อ้อ แล้วก็นั่น ตากล้องคนใหม่ฝีมือดีสินะ ได้ข่าวว่าดีกรีไม่ธรรมดา แต่ระวังหน่อยเถอะครับ กล้องราคาแพงกับฝีมือบางทีมันก็ไม่ได้ช่วยให้หนังเกรดบีรอดพ้นจากการเจ๊งได้หรอกนะ”
คำพูดเหน็บแนมพุ่งเป้ามาที่รตาโดยตรง กรณ์ทำท่าจะก้าวเข้าไปเอาเรื่อง แต่ถูกมือของธีร์ยกขึ้นขวางไว้เสียก่อน
รตาไม่สะทกสะท้าน เธอยกกล้องขึ้นระดับสายตาอีกครั้ง นิ้วชี้แตะอยู่ที่ปุ่มชัตเตอร์พร้อมกดบันทึกภาพรอยยิ้มเยาะเย้ยนั้นเก็บไว้เป็นหลักฐาน เสียงชัตเตอร์กลไกเงียบกริบแต่ทรงพลังดังขึ้นในใจเธอก่อนที่เจ้าตัวจะเอ่ยปากสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมไม่แพ้กัน
“ขอบคุณที่เป็นห่วงเรื่องงบประมาณและฝีมือของฉันนะคะ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ พอดีฉันติดปากไปหน่อย... ขอบคุณที่เป็นห่วงเรื่องฝีมือของฉัน ‘ครับ’ คุณดนัย แต่พอดิบพอดีว่าฉันชอบทำงานกับคนที่มี ‘วิสัยทัศน์’ มากกว่าคนที่มีดีแค่ตัวเลขในบัญชีและมารยาททรามๆ แบบคุณ”
ดนุนภัทรหน้าตึงขึ้นมาทันที รอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้าหลุดหายไปแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธ ดวงตาวาวโรจน์ขึ้นด้วยความไม่พอใจที่ถูกผู้หญิงตัวเล็กๆ ตอกกลับต่อหน้าทีมงาน
“ปากกล้าดีนี่... หวังว่าผลงานในมอนิเตอร์วันนี้จะทำให้อวดเก่งได้แบบนี้ตลอดรอดฝากนะ” ดนุนภัทรขบกรามแน่น สบตากับธีร์ด้วยสายตาอาฆาตก่อนจะสะบัดตัวเดินกลับออกไปทางประตูเดิมอย่างฮึกเหี้ยม
สิ้นเสียงปิดประตูดึงบรรยากาศอึดอัดให้คลายลงเล็กน้อย กรณ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันมาตบบ่าเพื่อนสนิท “ให้ตายเถอะ เจ้าบ้านี่ตามรังควานไม่เลิกจริงๆ ธีร์ นายไหวแน่นะ?”
“ฉันไม่เคยไม่ไหว” ธีร์ตอบเสียงห้วน ใบหน้ายังคงเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะมาหยุดที่รตา ซึ่งกำลังยืนเช็คภาพถ่ายในจอ LCD เล็กๆ ของกล้อง “ส่วนเธอ... วันหลังถ้ามีใครปากเสียใส่แบบนี้อีก ไม่ต้องรอให้ฉันห้าม อยากจัดอะไรใส่หน้าเขา เชิญตามสบาย”
รตาเงยหน้าขึ้นจากจอภาพ มุมปากหยักยิ้มบางๆ อย่างนึกขันในความซึนเดระของคนตรงหน้า “อุ๊ย ห่วงเหรอคะผู้กำกับ? เมื่อกี้ยังทำท่าเหมือนจะกินหัวฉันอยู่เลย”
“ใครห่วงเธอ อย่าหลงตัวเองน่ารตา” ธีร์รีบปฏิเสธเสียงแข็ง ใบหน้าหล่อเหลาเบือนหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนร่องรอยความเก้อเขินที่จู่ๆ ก็ตีตื้นขึ้นมาในอก “ไปเตรียมตัวได้แล้ว ฉากแรกกำลังจะเริ่มในสิบนาทีนี้ อย่าให้ฉันต้องเข้าไปตามถึงหน้าฉาก”
พูดจบ ธีร์ก็หมุนตัวเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องแต่งตัวไปทันที ทิ้งให้รตาส่ายหัวเบาๆ ด้วยความเอ็นดูปนหมั่นไส้ ขณะที่กรณ์เดินเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเบาๆ ข้างหูตากล้องสาว
“เชื่อฉันเถอะรตา... ปากแข็งแบบนั้นน่ะ หัวใจข้างในอ่อนยวบยาบกว่าที่เห็นเยอะ”
สิบนาทีต่อมา เซ็ตติ้งการถ่ายทำฉากแรกถูกจัดเตรียมอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางบรรยากาศโกดังเก่าครึ้มที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นฉากแอ็กชันระทึกขวัญ ธีร์ยืนกอดอกอยู่หลังมอนิเตอร์ สีหน้าเคร่งเครียดและจริงจังราวกับโลกทั้งใบกำลังจะแตกดับ คำสั่งทุกคำพูดเฉียบขาดและไม่มีที่ติจนทีมงานทุกคนทำงานด้วยความระมัดระวังสูงสุด
รตาก้าวขึ้นมาประจำตำแหน่งบนเครนยกสูง เลนส์ซูมเทเลโฟโต้กระบอกยาวถูกประกอบเข้ากับตัวกล้องอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดวงตากลมโตข้างหนึ่งปิดสนิท ขณะที่ดวงตาอีกข้างจรดแนบอยู่กับช่องมองภาพ เธอกวาดสายตาผ่านเลนส์เพื่อเช็คองค์ประกอบแสงและเงา ก่อนที่ปลายนิ้วจะหมุนวงแหวนโฟกัสเพื่อปรับความคมชัด
ภาพในช่องมองภาพเคลื่อนไหวผ่านความมืดสลัวของโกดัง โฟกัสจับไปที่นักแสดงนำชายที่กำลังซ้อมคิวบู๊ แต่แล้ว... จังหวะที่รตาหมุนวงแหวนซูมเข้าลึกเพื่อเก็บรายละเอียดอารมณ์ของนักแสดง เลนส์กล้องเจ้ากรรมกลับหลุดเลยเป้าหมายไปหยุดอยู่ที่ใครอีกคนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างมอนิเตอร์
*ธีร์*
ผ่านเลนส์ซูมกำลังขยายสูง รตาเห็นทุกอณูรายละเอียดบนใบหน้าคมคายนั้นอย่างชัดเจน ชัดเสียจนหัวใจของเธอเองกระตุกวูบ
ผู้กำกับหนุ่มไม่ได้กำลังมองนักแสดง เขากำลังหลับตาลงช้าๆ มือหนายกขึ้นนวดคลึงขมับทั้งสองข้างอย่างอ่อนล้า ริมฝีปากได้รูปเม้มเข้าหากันแน่น ใบหน้าที่มักจะนิ่งสนิทและดุดันตลอดเวลา บัดนี้กลับฉายแววความเครียดและเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้เกราะป้องกันอันแข็งแกร่ง แววตาที่ลืมขึ้นมาในเสี้ยววินาทีต่อมาเต็มไปด้วยความโดดเดี่ยวและภาระอันหนักอึ้งที่แบกรับไว้บนบ่ากว้าง
รตานิ่งงั้นไปชั่วขณะ เลนส์กล้องในมือเธอเปรียบเสมือนกระจกวิเศษที่มองทะลุผ่านกำแพงน้ำแข็งที่ธีร์สร้างขึ้นมาห่อหุ้มหัวใจ ความรู้สึกบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ความรู้สึกที่บอกว่าผู้ชายคนนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ปากว่า... แต่เขากำลังเจ็บปวด และเธอก็เผลอ ‘มองเห็น’ มันเข้าเสียแล้ว
ในจังหวะที่รตาเผลอค้างเลนส์จับภาพเขาไว้นานเกินไปนั้นเอง ดวงตาคมกริบของธีร์ก็หันขวับมาสบตาเข้ากับเลนส์กล้องของเธอพอดิบพอดี!
ระยะห่างระหว่างมอนิเตอร์กับเครนยกสูงไม่ได้ไกลนัก ผ่านเลนส์ซูมตัวนั้น... มันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังยืนจ้องตากันในระยะประชิด ธีร์ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังถูกแอบมอง แววตาไหววูบในวินาทีแรกเปลี่ยนเป็นความดุดันและคมกราบทันที เขารู้ทันทีว่ารตาเห็นความอ่อนแอที่เขาพยายามปกปิดไว้
หัวใจของรตากระหน่ำเต้นโครมคราม ไม่ใช่เพราะความตกใจที่ถูกจับได้ แต่เป็นเพราะแววตาคู่คมที่ส่งตรงผ่านเลนส์เข้ามา มันทั้งร้อนแรง คุกคาม และสั่นคลอนหัวใจเธอจนแทบตั้งหลักไม่ทัน
ธีร์ไม่หลบตา เขาค่อยๆ ก้าวเดินช้าๆ ตรงมายังเครนยกสูงที่รต้ายืนอยู่ ร่างสูงโปรหยุดยืนแหงนมองขึ้นมาด้านบน ใบหน้าหล่อเหลาอยู่ห่างจากเลนส์กล้องของเธอเพียงไม่กี่คืบ เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันเอ่ยขึ้นผ่านไมโครโฟนติดปกเสื้อที่เปิดทำงานอยู่ โดยที่ทีมงานคนอื่นไม่มีใครทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
“เธอคิดจะทำอะไร... รตา?”
น้ำเสียงนั้นแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด รตากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นิ้วที่จับชัตเตอร์สั่นระริกเล็กน้อยเป็นครั้งแรกในชีวิตการทำงาน
“ฉันไม่ได้ทำอะไรค่ะ... ฉันแค่มองหาความจริงผ่านเลนส์” รตาตอบเสียงสั่น พยายามรักษาสติให้มั่นคงที่สุด
ธีร์แค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกราบจ้องมองลึกเข้าไปในช่องมองภาพ ตรงเข้ามายังดวงตาของเธอที่ซ่อนอยู่หลังเลนส์ ก่อนที่เขาจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของรตาระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ
“เลิกส่องฉันด้วยสายตาแบบนั้นสักที... รตา เพราะเธอกำลังทำให้ฉันรู้สึกว่า... ตัวเองกำลังจะพ่ายแพ้ให้เธอหมดรูปอยู่แล้ว”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับอารมณ์อันร้อนแรงและหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะนี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
ผู้กำกับหน้านิ่งกับตากล้องสายลุย•ตอนที่ 3
เลนส์กล้องที่มองทะลุใจ
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้กำกับหน้านิ่งกับตากล้องสายลุย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!