เสียงปรบมือแปะๆ สองครั้งดังขึ้นจากความมืด เป็นจังหวะที่จงใจกวนประสาทและแฝงความเย้ยหยันไว้จนมิดเม็ด ร่างสูงโปรดปรานในชุดสูทสั่งตัดเนี้ยบกริบก้าวพ้นเงาสลัวของเสาคานคอนกรีตออกมา แสงไฟนีออนสีขาวนวลสาดกระทบใบหน้าคมคายที่ประดับด้วยรอยยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่ทำเอารวิศรู้สึกเหมือนมีเศษแก้วมาบาดลึกอยู่ในลำคอ
"ไม่คิดเลยว่าวิศวกรมือหนึ่งผู้ไร้พ่ายอย่างคุณรวิศ จะยังต้องมานั่งรื้อฟื้นซากปรักหักพังของความผิดพลาดเก่าๆ ถึงดึกดื่นสัปดาห์นี้ด้วยตัวเอง..."
เสียงทุ้มต่ำแต่เจือแววเยาะหยันนั้นดังขึ้น พร้อมกับการหยุดยืนเว้นระยะห่างจากโต๊ะทำงานตัวใหญ่เพียงไม่กี่ก้าว ธน ภาคีหุ้นส่วนใหญ่ของโครงการและอดีตกัปตันทีมออกแบบชุดก่อน ส่งสายตากวาดมองกองกระดาษพิมพ์เขียวเก่าคร่ำครึที่เกลื่อนกลาดอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเหลือบมาสบตากับพิมพ์มาดาที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรวิศ
"คุณธน..." พิมพ์มาดาเผลอหลุดปากอุทานออกมาด้วยความตกใจ หล่อนไม่คาดคิดว่าจะเจอคนระดับบริหารมาเดินตรวจไซต์งานในมุมอับของออฟฟิศยามวิกาลเช่นนี้
ทว่ารวิศกลับไม่ได้แสดงอาการตกใจให้เห็นแม้แต่น้อย สันกรามคมสันของเขากดแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน ดวงตาสีนิลคู่คมวาวโรจน์ขึ้นด้วยเปลวเพลิงแห่งความกรุ่นโกรธที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างสุดกำลัง ร่างสูงขยับตัวก้าวขึ้นมาบังหน้าพิมพ์มาดาไว้ครึ่งหนึ่งโดยสัญชาตญาณ—เป็นการปกป้องแบบเงียบเชียบที่แม้แต่เจ้าตัวก็อาจไม่รู้ตัว
"ถ้าดึกขนาดนี้แล้วไม่มีอะไรทำ จะกลับไปนอนกอดเงินปันผลที่บ้านก็น่าจะเข้าท่ากว่ามาเดินสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่นนะครับ คุณธน" รวิศสวนกลับทันควัน น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมราใบมีดโกนที่เคลือบยาพิษ
ธนหัวנסเราะในลำคอเบาๆ สายตาคมปลาบกวาดมองไปที่พิมพ์มาดาก่อนจะวนกลับมาสบตารวิศ "ผมแค่ผ่านมาตรวจความเรียบร้อย... แต่ดูท่าทางคุณรวิศกับคุณสถาปนิกคนเก่งคนนี้ จะกำลังสนุกกับการขุดคุ้ย 'ความลับ' ที่ผมอุตส่าห์ฝังกลบมันไว้อย่างดีเมื่อสามปีก่อนสินะครับ"
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในห้องประชุมเล็กๆ ร่วงดิ่งลงสู่จุดเยือกแข็งทันที พิมพ์มาดาขมวดคิ้วมุ่น หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยสัญชาตญาณที่บอกว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งทางธุรกิจธรรมดา แต่มันมีกลิ่นอายของความสกปรกบางอย่างซ่อนอยู่ใต้พิมพ์เขียวแผ่นนั้น
"ความลับเหรอครับ..." รวิศแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล เขาก้าวเท้าประชิดขอบโต๊ะทำงาน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "คุณเรียกว่าความลับ หรือเรียกว่า 'ความมักง่าย' ที่เกือบทำให้คนตายกันแน่?"
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะใช้มือจับต้องได้ ธนหุบยิ้มลงทันที ดวงตาคู่คมฉายแวววาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ยังคงรักษารอยยิ้มเยือกเย็นไว้ที่มุมปากได้อย่าแนบเนียน
"ระวังปากหน่อยครับคุณรวิศ... โครงการสะพานข้ามแม่น้ำตอนนั้น มันจบลงด้วยการอนุมัติผ่านการตรวจสอบจากทางราชการแล้ว ความผิดพลาดไม่ได้เกิดจากฝั่งบริหารอย่างพวกผม แต่เป็นเพราะ 'การคำนวณที่ผิดพลาด' ของวิศวกรบางคนที่ดื้อรั้น ไม่ยอมฟังคำท้วงติงต่างหาก!"
รวิศก้าวพรวดเดียวเข้าไปประชิดตัวธนจนระยะห่างเหลือเพียงคืบเดียว แรงกดดันจากส่วนสูงและรัศมีอำนาจมืดรอบตัวของวิศวกรหนุ่มทำให้ธนต้องผถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ
"แก...!" รวิศคำรามต่ำในลำคอ ดวงตาดำสนิทจ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"พอค่ะ! รวิศ!"
มือเรียวบางของพิมพ์มาดาคว้าเข้าที่ท่อนแขนแกร่งของรวิศไว้แน่น แรงบีบนั้นมากพอที่จะดึงสติของชายหนุ่มให้หลุดออกจากภวังค์แห่งความเดือดดาล พิมพ์มาดารู้ดีว่าหากรวิศซัดหมัดใส่ธนตอนนี้ ทุกอย่างที่เขาสร้างมาและสิ่งที่พวกเขากำลังพยายามพิสูจน์จะพังทลายลงในพริบตาเดียว
รวิศสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกกว้างกระเพื่อมไหว เขาก้มมองมือเรียวที่เกาะแขนตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองธนด้วยสายตาที่เย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
"ถ้าคิดว่าเอกสารชุดนี้จะทำอะไรพวกคุณไม่ได้ ก็ลองดูต่อไปสิครับ..." รวิศเอ่ยเสียงลอดไรฟัน "ความจริงก็คือความจริง ต่อให้เอาขยะกองโตมากลบมันไว้ยังไง กลิ่นเน่าเฟะมันก็โชว์ห่วยออกมาอยู่ดี"
ธนจ้องรวิศนิ่ง นัยน์ตาคู่นั้นไหววับด้วยความกังวลชั่วขณะ ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดังเดิม เขายกมือขึ้นปัดไหล่ตัวเองเบาๆ ราวกับรังเกียจฝุ่นละออง
"เชิญพวกคุณเล่นสนุกกับอดีตไปตามสบายเถอะครับ..." ธนยิ้มเยาะ "แต่เตือนไว้ก่อนนะว่า... บางครั้ง การขุดคุ้ยหลุมศพคนตาย อาจทำให้คุณเจอผีร้ายที่ไม่มีวันกำจัดมันได้... โชคดีก็แล้วกันครับ"
พูดจบ ธนก็หันหลังเดินกลับออกไปจากห้อง ความมืดกลืนกินเงาร่างของเขาหายลับไป ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ก้องสะท้อนและกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ยังคงลอยอบอวลชวนคลื่นไส้
ภายในห้องกลับมาเงียบสนิทอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของรวิศที่ดังแข่งกับเสียงแอร์ พิมพ์มาดายังคงยืนนิ่ง มือของหล่อนยังไม่ยอมปล่อยจากท่อนแขนของเขา เพราะสัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียดและสั่นระริกเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้
"ปล่อยได้แล้ว..." รวิศเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เสียงของเขาแหบพร่าและอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด ไร้ซึ่งความกวนประสาทหรือคำพูดปากร้ายที่เคยมี
พิมพ์มาดาชักมือกลับช้าๆ หล่อนมองใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่มที่ถูกเงาสลัวทาบทับ แววตาที่มักจะแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความมั่นใจในตอนนี้ กลับฉายความเจ็บปวดร้าวลึกและความโดดเดี่ยวที่หล่อนไม่เคยเห็นมาก่อน
ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสงสัยที่อัดแน่นอยู่ในอก และความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน—ความรู้สึกที่อยากจะเอื้อมมือไปโอบกอดความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เกราะกำบังอันแข็งกระด้างนี้
"ที่คุณปากร้ายใส่ฉัน... ที่คุณคอยขัดคอ คอยจับผิด และทำตัวเป็นมนุษย์หินทฤษฎีจอมเฮี้ยบ..." พิมพ์มาดาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของหล่อนนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ "ก็เพราะเรื่องนี้ใช่ไหมคะ... เพราะความผิดพลาดในอดีตที่คุณไม่ได้เป็นคนก่อ แต่ต้องแบกรับมันไว้คนเดียว"
รวิศชะงักกึก ดวงตาสีนิลคู่คมหันกลับมามองสถาปนิกสาวช้าๆ ความตื่นตระหนกวาดผ่านประกตาของเขาเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะรีบซ่อนมันไว้ใต้หน้ากากความเย็นชาตามเคย
"อย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย พิมพ์มาดา..." รวิศแค่นยิ้มหยันตัวเอง "เธอก็แค่สถาปนิกหัวดื้อที่ชอบทำตามอารมณ์ ไม่ได้มีความสามารถพอจะมาเข้าใจเรื่องโสโครกพวกนี้หรอก กลับบ้านไปซะ..."
"ฉันไม่ใช่เด็กอมมือนะรวิศ!" พิมพ์มาดาขยับเข้าไปประชิดตัวเขาบ้าง ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างไม่ยอมแพ้ "และฉันก็ไม่ใช่คนที่จะวิ่งหนีปัญหาเมื่อเจอเรื่องยาก! ถ้าคุณแบกมันไว้คนเดียวแล้วมันหนักนัก ทำไมไม่ลองแบ่งให้คนอื่นช่วยแบกดูบ้างล่ะคะ?"
คำพูดนั้นทำเอารวิศนิ่งงันไป เขาก้มมองหญิงสาวที่ยืนประจันหน้ากับเขาด้วยความดื้อรั้นที่เป็นเอกลักษณ์ ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันในความเงียบยามวิกาล หัวใจที่ด้านชามานานหลายปีของวิศวกรหนุ่มกระตุกวูบอย่างแรงกับประโยคที่เต็มไปด้วยความจริงใจนั้น
รวิศขยับริมฝีปากคล้ายจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมา ดวงตาคู่คมหลุบมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับเถียงเขาอย่างฉะฉาน ก่อนจะเคลื่อนสายตากลับมาสบตาประกายมุ่งมั่นของหล่อนในระยะที่ใกล้เสียจนหัวใจของเขาสั่นไหว
ทว่า—ในเสี้ยววินาทีที่ความเงียบและแรงดึงดูดระหว่างคนทั้งคู่กำลังจะหลอมรวมกันให้กลายเป็นบางสิ่งที่มากกว่าคำว่าเพื่อนร่วมงาน
"กริ๊ก... แกร็ก!"
เสียงปลดล็อกประตูบานเล็งกระจกจากด้านนอกดังขึ้นอย่างกะทันหัน ตามมาด้วยแสงไฟฉายสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องประชุมมืดทึบ พร้อมกับเสียงตะโกนทักด้วยความตกใจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกะดึก
"เฮ้ย! ใครอยู่ในนั้นน่ะ! ออฟฟิศปิดแล้วนะ...!"
รวิศผละถอยหลังออกมาจากพิมพ์มาดาทันทีด้วยสัญชาตญาณ ทว่าจังหวะนั้นเอง ปลายเท้าของพิมพ์มาดาที่สะดุดเข้ากับกองพิมพ์เขียวบนพื้นก็ทำให้หล่อนเสียหลักล้มลง รวิศพุ่งตัวคว้าเอวบางของหล่อนไว้ตามสัญชาตญาณ แรงเหวี่ยงทำให้ร่างทั้งสองล้มลงไปกองบนพื้นพรมหนาโดยมีรวิศคร่อมทับอยู่ด้านบน
ใบหน้าของทั้งคู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่บนพวงแก้ม นัยน์ตาสีนิลของรวิศเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ขณะที่พิมพ์มาดาค้างเติ่ง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมา ร่างของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงข้ามมุมมืด พร้อมกับสาดไฟฉายตรงเข้ามาที่พื้น—
และวินาทีนั้นเอง ที่แสงไฟฉายสาดกระทบเข้ากับมุมโต๊ะทำงานด้านหลัง เผยให้เห็น "บางสิ่ง" ที่ถูกซ่อนไว้ใต้กองกระดาษพิมพ์เขียวชุดเก่า—แฟ้มเอกสารลับที่มีตราประทับลับสุดยอดของบริษัทคู่แข่ง พร้อมลายเซ็นของธนที่แปะหราอยู่หลาตา!
---
*(ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "ราชันย์หอกทมิฬ" มาโดยตลอดครับ)*
เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยตัวอันตรายสายโปรเจกต์•ตอนที่ 6
ความลับใต้พิมพ์เขียว
ผลงานโดย ราชันย์หอกทมิฬ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ราชันย์หอกทมิฬ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนปากร้ายกับยัยตัวอันตรายสายโปรเจกต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!