วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี•ตอนที่ 1

หมากกระดานแรก ณ หุบเขาไร้ชื่อ

ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
หมึกที่หยดลงบนกระดาษสา หาใช่ร่องรอยแห่งความไร้ค่า แต่คือเส้นทางที่ถูกลิขิตไว้ด้วยปลายกระบี่... สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ วันนี้ผม "หมึกทองคำข้ามภพ" ขอพาทุกท่านก้าวเข้าสู่ห้วงเวลาแห่งยุทธภพอันกว้างใหญ่และลึกล้ำ กับตอนแรกของนิยายเรื่องนี้ เชิญรับชมได้เลยครับ *** “พลังปราณธาตุทองคำสิบสองสาย กำลังบิดเบือนโครงสร้างของศิลาค่ายกล... หากข้าช้าไปเพียงลมหายใจเดียว สมุนไพรโสมเพลิงนภาต้นนี้คงหลอมละลายกลายเป็นจุลไปแล้วกระมั้ง” เสียงพึมพำอันแผ่วเบาทว่าเปี่ยมด้วยความเยือกเย็นดังก้องขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันของหุบเขาไร้ชื่อ ปลายนิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวของบุรุษหนุ่มชุดคลุมสีดำสนิทกำลังสะบัดวาดผ่านอากาศอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ ทุกคราที่ปลายนิ้วเคลื่อนผ่าน จะบังเกิดประกายแสงสีทองเรืองรองสลักลงบนพื้นศิลา ท'ก่อร่างสร้างเป็นค่ายกลอักขระโบราณเจ็ดชั้นซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ลู่เฉินหาได้ใช้กำลังภายในหักโหมเข้าปะทะกับพลังธรรมชาติไม่ เขากลับเลือกใช้หลักการ "ยืมแรงฟ้าดิน สยบความแปรปรวน" ในการควบคุมสถานการณ์ ดวงตาคู่นคมดั่งพญาอินทรีจับจ้องไปยังศูนย์กลางของค่ายกล ซึ่งมี “โสมเพลิงนภา” ดอกสีแดงฉานราวกับหยดเลือด กำลังแผ่ไอความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว สมุนไพรวิญญาณระดับนี้คือสิ่งล้ำค่าที่สามารถพลิกผันขอบเขตพลังได้ในชั่วข้ามคืน ทว่า สำหรับลู่เฉิน มันเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดานใหญ่ที่เขาใช้เพื่อเตรียมรับมือกับภัยพิบัติที่กำลังจะมาเยือน วิชากระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาฝึกฝนมาถึงขั้นที่สามารถไร้กระบวนท่า แต่ยังมีร่องรอยของจิตวิญญาณกระบี่สถิตอยู่ทั่วสรรพสิ่ง กระบี่จริงมักมีรูปร่าง แต่กระบี่ในใจของเขานั้นไร้ขอบเขต ยามที่เขาตวัดนิ้วเขียนอักขระ มันมิใช่เพียงการวางค่ายกลป้องกัน หากแต่เป็นการผูกโยงจิตวิญญาณของตนเข้ากับกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินโดยตรง *ฮูมมม—!* ทันใดนั้นเอง ม่านพลังสีครามเข้มก็พวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินรอบรัศมีร้อย丈 (ประมาณ 330 เมตร) แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาจนพื้นดินรอบบริเวณยุบตัวลงไปหลายนิ้ว นี่คือ "ค่ายกลดาราผนึกโลกันตร์" ที่ลู่เฉินใช้เวลาสามวันสามคืนในการคำนวณและวางรากฐาน ทว่า ในวินาทีที่ค่ายกลกำลังจะสมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ รัศมีกระบี่อันหนทึบและเย็นเยียบจนเสียดกระดูกสายหนึ่งก็พุ่งแหวกม่านเมฆลงมาจากฟากฟ้า ราวกับอสนีบาตสีเงินที่ผ่าผ่ากลางใจความเงียบงัน! เป้าหมายของมันไม่ใช่ใครอื่น... คือโสมเพลิงนภาที่อยู่กลางค่ายกลนั่นเอง! “บังAญ... กล้าดียังไงมาชิงตัดหน้าพืชวิญญาณที่ข้าเฝ้าทะนุถนอมมาเจ็ดปี” มุมปากของลู่เฉินยกย่องขึ้นเล็กน้อย ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความสนใจและความท้าทายในแววตา เขามิได้ชักกระบี่ออกจากฝักตามสัญชาตญาณของจอมยุทธ์ทั่วไป แต่กลับสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ส่งยันต์อักขระสีทองคำสามแผ่นพุ่งสวนขึ้นไปบนอากาศ ปะทะกับรัศมีกระบี่นั้นทันที *เปรี้ยง!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะของพลังทั้งสองสร้างคลื่นกระแทกแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ต้นไม้ใบหญ้ารัศมีสิบจั้งถูกตัดขาดสะบั้นเรียบราวกับถูกคมมีดโกน เมื่อฝุ่นควันจางลง ปรากฏร่างของสตรีชุดขาวบริสุทธิ์นางหนึ่งยืนอยู่บนยอดศิลาสูงชัน นางถือกระบี่วิญญาณเล่มเรียวยาวที่ยังคงเปล่งประกายแสงสีฟ้าเย็นเยือก เรือนผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณ ใบหน้างามล่มเมืองนั้นไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ราวกับรูปสลักหยกน้ำแข็ง ดวงตาดั่งหงส์คู่นั้นเย่อหยิ่ง เย็นชา และตัดขาดจากโลกีย์วิสัยอย่างสิ้นเชิง นางคือ "ไป๋หลิน" เทพธิดาแห่งยอดเขาเมฆาขาว ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความไร้ความปรานีในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายอธรรมและอธรรมร่วมสำนัก ไป๋หลินกวาดสายตาคมกริบมองมาที่ลู่เฉิน ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบดั่งน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว “โสมเพลิงนภาต้นนี้มีไว้เพื่อใช้หลอมโอสถทะลวงขอบเขตของสำนักเมฆาขาว เจ้าเป็นใคร ไยจึงบังAญมาแย่งชิงสมบัติของฟ้าดิน” ลู่เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความทะนงตนที่ยากจะหาผู้ใดเทียบ “แม่นางไป๋ สมบัติของฟ้าดินย่อมเป็นของผู้ที่มีวาสนาและปัญญาคู่ควร มิใช่ของผู้ที่อ้างสิทธิ์ด้วยกำลัง สำนักเมฆาขาวของท่านยิ่งใหญ่คับฟ้า เหตุใดจึงต้องมาแย่งชิงโสมวิญญาณที่ข้าเป็นผู้ลงแรงรดน้ำพรวนดินและวางค่ายกลปกป้องมาตั้งแต่เริ่มแรกเล่า?” “วาจาคมคายนัก” ไป๋หลินหรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีฆ่าฟนรอบตัวนางพุ่งสูงขึ้นจนอากาศรอบกายกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาว “ผู้บำเพ็ญวิถีกระบี่พูดคุยกันด้วยคมกระบี่ มิใช่ลิ้น หากเจ้าต้องการครอบครองมัน ก็จงรับกระบวนท่านี้จากข้าเสียก่อน!” สิ้นเสียง ร่างระหงของนางก็หายวับไปจากจุดเดิม กลายเป็นเงาสะท้อนสีขาวบริสุทธิ์ที่เคลื่อนไหวเร็วจนตาเปล่าแทบมองไม่ทัน พริบตาเดียว ปลายกระบี่วิญญาณก็จ่ออยู่ตรงหว่างคิ้วของลู่เฉิน ห่างกันเพียงแค่เศษเสี้ยวชุ่นเดียวเท่านั้น! ทว่า ลู่เฉินกลับยังคงยืนนิ่งสงบ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา เขายกนิ้วสองนิ้วขึ้นคีบคมกระบี่ของนางเอาไว้ได้อย่างแม่นยำราวกับปาฏิหาริย์ แรงกดดันมหาศาลจากกระบี่เซียนหยุดชะงักลงทันทีโดยไม่สามารถขยับเข้าไปได้อีกแม้แต่น้อย ไป๋หลินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงเป็นครั้งแรก นางไม่เคยพบเจอผู้ใดที่สามารถรับกระบวนท่า "เหมันต์ไร้เงา" ของนางด้วยมือเปล่าได้มาก่อน! “แม่นางไป๋... เพลงกระบี่ของท่านรวดเร็วและงดงามดั่งหิมะโปรยปรายก็จริง” ลู่เฉินโน้มตัวเข้าไปใกล้พรางกระซิบด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบที่ทำให้อุณหภูมิรอบกายราวกับจะอบอุ่นขึ้น “แต่ทว่า... ท่านกลับมองข้ามจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดในค่ายกลธรรมชาติรอบตัวเราไปเสียสนิท” ไป๋หลินขมวดคิ้วมุ่น นางพยายามจะดึงกระบี่กลับ แต่กลับพบว่าคมกระบี่ของนางถูกตรึงไว้ด้วยอักขระแปลกประหลาดบางอย่างที่กำลังซึมซับพลังปราณของนางไปทีละน้อย! ก่อนที่นางจะได้ทันเอ่ยปากถามสิ่งใด ลู่เฉินก็ยิ้มมุมปากแล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้หัวใจของเทพธิดาน้ำแข็งผู้นี้ต้องสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน “ดูเหมือนว่า... ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแล้วกระมั้งครับ แม่นางไป๋... เบื้องหลังของท่าน มี 'แขกที่ไม่ได้รับเชิญ' กำลังเงื้อง่าอาวุธรอจังหวะที่เราสองคนห้ำหั่นกันเพื่อฉวยโอกาสอยู่พอดีเลยนะ” ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ จุดเริ่มต้นนี้ และพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%