"ตอนนี้... ท่านยังจะยืนกรานปฏิเสธคนนอกรีตเช่นข้าอยู่หรือไม่, เทพธิดาของข้า?"
น้ำเสียงของลู่เฉินราบเรียบ ทว่าก้องกังวานเสียดแทงจิตใจ ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดเบื้องหน้าประตูใหญ่แห่งสำนักเมฆาขาว เมฆหมอกหนาทึบม้วนตัวราวกับมีชีวิต ปิดกั้นเส้นทางขึ้นสู่ยอดเขาด้วยค่ายกลโบราณที่สืบทอดมานับพันปี
ไป๋หลินยืนอยู่หลังม่านพลังแสงสีคราม ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนประกายเยือกเย็น นางไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที แต่ดวงตาคู่งามที่มักจะหมางเมินและว่างเปล่า บัดนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายผิวน้ำถูกสายลมพัดผ่าน นางจ้องมองบุรุษผู้ยืนอยู่เบื้องล่าง—บุรุษผู้มิได้มีจิตสังหารแผ่ออกมาเลยแม้แต่น้อย มีเพียงรอยยิ้มบางเบาที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจอันน่าหมั่นไส้ และประกายปัญญาในดวงตาที่ราวกับมองทะลุปรุโปร่งทุกสรรพสิ่ง
ค่ายกลพันดารา... ขุมพลังป้องกันสูงสุดของสำนักเมฆาขาวที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตผสานวิญญาณยังต้องทอดถอนใจ แต่วินาทีนี้ กลับกลายเป็นเวทีแสดงอภินิหารของศิษย์สำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ผู้พลิกตำราด้วยสมอง
"ลู่เฉิน... เจ้าอย่าได้ลำพองใจจนเกินไป" ไป๋หลินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นชาประดุจน้ำค้างแข็งบนยอดเขา แต่กลับซ่อนความกังวลที่แม้แต่นางเองก็ไม่กล้าสารภาพ "ค่ายกลนี้บรรพจารย์เป็นผู้สร้างด้วยพลังปราณดาราแท้จริง แม้แต่ยอดฝีมือเก้าสำนักใหญ่ยังต้องถอยร่น หากเจ้ายังดึงดันก้าวล่วงเข้าไป เส้นชีพจรลมปราณของเจ้าอาจถูกบดขยี้จนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก"
"ขอบใจที่เป็นห่วงนะครับ, ไป๋หลิน" ลู่เฉินยิ้มรับด้วยท่าทีสุภาพ รอยยิ้มนั้นทั้งอบอุ่นและท้าทายในเวลาเดียวกัน "แต่ในเมื่อข้ากล่าววาจาออกไปแล้ว มีหรือที่ข้าจะยอมถอยกลับมือเปล่า ยิ่งไปกว่านั้น..."
เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เสียงรองเท้ากระทบพื้นหินดังก้องกังวานราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งการพิพากษา
"...ข้าไม่อาจปล่อยให้สตรีที่ข้า... ให้ความสนใจ ยืนรออยู่หลังม่านหมอกที่น่ารำคาญนี่นานเกินไป"
สิ้นคำพูด ร่างของลู่เฉินก็พุ่งทะยานขึ้นไปกลางอากาศราวกับพญาอินทรีผงาดฟ้า ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดออก ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์นับร้อยสายพรั่งพรูออกมาจากปลายนิ้วราวกับสายฝนโปรยปราย ทว่ามันไม่ได้มุ่งโจมตีทำลายล้าง หากแต่พุ่งเข้าปักลงยังจุดอับสายตาของศิลาอาคมทั้งเก้าจุดรอบประตูสำนักอย่างแม่นยำราུ་จับวาง
*เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกจากการปะทะของพลังปราณสะท้อนระลอกคลื่นอากาศจนเมฆหมอกรอบบริเวณแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ไป๋หลินเบิกตากว้างเล็กน้อยด้วยความตกตะลึง นางย่อมรู้ดีว่าค่ายกลพันดารานี้มีการหมุนเวียนสลับซับซ้อนทุกเค่อลมหายใจ แต่ลู่เฉินกลับคำนวณจังหวะเวลาและการไหลเวียนของพลังได้แม่นยำราวกุมกลไกทั้งหมดไว้ในฝ่ามือ
"วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ มิใช่การไร้ซึ่งกระบวนท่า..." ลู่เฉินพึมพำกับตนเอง เสียงของเขาแผ่วเบาแต่ทรงพลังพอที่จะสะท้อนก้องในโสตประสาทของหญิงสาว "...หากแต่เป็นการใช้ใจรับรู้ถึงความบกพร่องของฟ้าดิน ทุกสรรพสิ่งย่อมมีจุดอ่อน แม้แต่ค่ายกลที่สร้างโดยเซียนเทพก็หาใช่ข้อยกเว้น"
เขาประสานอินทร์มืออย่างรวดเร็วจนเกิดภาพติดตา ยันต์อักขระสีทองอร่ามหลายสิบแผ่นถูกซัดออกไปกลางอากาศ อักขระแต่ละตัวหมุนวนสอดประสานกันราวกับกลุ่มดาวบนท้องฟ้ายามราตรี เข้าควบคุมกระแสพลังของค่ายกลที่กำลังปั่นป่วนให้สงบลงทีละน้อย เสียงคำรามต่ำๆ ของค่ายกลที่เคยดังก้องราวกับสัตว์อสูรคำราม ค่อยๆ เงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบaของคนทั้งคู่
ม่านพลังสีครามที่เคยหนาทึบและน่าสะพรึงกลัว บัดนี้เริ่มปริแตกออกเป็นรอยร้าวบางๆ ราวกับกระจกแก้วที่ถูกกระทบด้วยค้อนเพชร
ไป๋หลินยืนนิ่งงัน ภาพสะท้อนในดวงตาของนางคือร่างของบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางละอองแสงอักขระระยิบระยับ ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขาผสานเข้ากับความลุ่มลึกในค่ายกล สร้างภาพลักษณ์ที่ทรงเสน่ห์และอันตรายจนยากจะละสายตา ตลอดชีวิตนับร้อยปีของการบำเพ็ญเพียร นางยึดมั่นในกฎระเบียบและตัดขาดจากโลกีย์วิสัยมาโดยตลอด แต่หัวใจที่ด้านชามานานกลับเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก
*แกร๊ก... โครม!*
ม่านพลังสุดท้ายพังทลายลงอย่างไร้เสียง ทางเข้าสำนักเมฆาขาวที่ถูกปิดตายมานานนับร้อยปีเปิดกว้างต้อนรับผู้มาเยือนอย่างยอมจำนน ลู่เฉินลดมือลง ชายเสื้อพลิ้วไหวตามแรงลม เขาก้าวเดินผ่านซากอัคคีและค่ายกลที่สลายไปอย่างไร้ร่องรอย ตรงไปยังเบื้องหน้าของเทพธิดาแห่งยอดเขาด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
เขาหยุดยืนห่างจากนางเพียงแค่เอื้อมมือถึง กลิ่นอายจางๆ ของดอกเหมันต์บนตัวนางลอยเข้าจมูกปะปนกับกลิ่นอายปราณบริสุทธิ์
"ทางเปิดแล้วครับ, ไป๋หลิน" ลู่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความจริงจังลึกล้ำ "ตอนนี้... ท่านยังจะบอกว่าข้าไม่มีสิทธิ์ยืนอยู่เคียงข้างท่านอีกหรือไม่?"
ไป๋หลินเม้มริมฝีปากแน่น ความเยือกเย็นที่นางเคยใช้เป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดพังทลายลงไม่เป็นท่าต่อหน้าแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจและเด็ดเดี่ยวคู่นั้น นางกำลังจะอ้าปากเอ่ยปฏิเสธตามหน้าที่ ทว่าก่อนที่คำพูดใดจะหลุดจากเรียวปาก
*ฟึบ!*
จู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบถึงขั้วกระดูก ลมพายุหมุนลูกใหญ่พัดโหมกระหน่ำขึ้นมาจากหุบเหวเบื้องล่างอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เงาดำทะมึนสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านม่านเมฆลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
"ฮ่าๆๆๆ! ช่างเป็นศิษย์สำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! แต่ก็น่าเสียดาย... ที่เจ้าคงไม่มีโอกาสได้เดินเคียงข้างนางไปมากกว่านี้แล้ว!"
เงาดำนั้นปรากฏร่างเป็นชายชราในชุดคลุมสีดำสนิท ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกปกกั้นด้วยหน้ากากกระดูกอสูร ในมือถือคทากระดูกมนุษย์ที่แผ่ไอทมิฬน่าสะพรึงกลัว พลังปราณที่แผ่ออกมาอยู่ในขอบเขตผสานวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบ! และเป้าหมายของมันไม่ใช่ใครอื่น... คือการซัดฝ่ามือทมิฬเข้าใส่แผ่นหลังของไป๋หลินที่ยังคงยืนตะลึงอยู่!
"ระวัง!" ลู่เฉินอุทานขึ้น ดวงตาหรี่แคบลงอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานของหมึกทองคำข้ามภพด้วยดีเสมอมานะครับ
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี•ตอนที่ 6
ค่ายกลพันดารา
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์กับนางเซียนผู้ตัดขาดธุลี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!