เสียงกระดาษ A4 เคลือบผิวด้านที่ถูกพลิกด้วยปลายนิ้วของอคินดังขึ้นในความเงียบงัน มันไม่ใช่เสียงที่ดังอะไรนัก แต่ในห้องประชุมคณะกรรมการบริหารชั้นสี่สิบของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ เสียงนั้นกลับก้องกังวานราวกับเสียงฆ้อนทุบลงบนแท่นประหารชีวิต รินรดายืนนิ่งอยู่หลังเก้าอี้พนักพิงสูง สายตาของเธอนิ่งสนิทดั่งผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้ลมพัดผ่าน แม้ภายในอกจะเต้นรัวด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยนไปจากความปกติ
"R.R." อคินทวนตัวอักษรย่อสองตัวนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเจือไปด้วยรอยยิ้มมุมปากที่แฝงความเย้ยหยันไว้อย่างมิดชิด เขาวางกระดาษร่างต้นฉบับแผ่นนั้นลงบนโต๊ะประชุมหินอ่อนสีดำสนิท ราวกับกำลังวางหลักฐานชิ้นสำคัญตรงหน้าจำเลยในศาล "น่าสนใจมากนะครับ รินรดา ตัวอักษรย่อชุดนี้ไม่ได้หมายถึงชื่อบริษัท ไม่ได้หมายถึงรหัสโครงการ แต่หมายถึง 'รินรดา รุ่งเรือง' สถาปนิกสาวผู้ทรงภูมิผู้เลือกจะซ่อนคมเล็บไว้ใต้เงาของผู้บริหารระดับสูง... คุณอธิบายให้ที่ประชุมฟังหน่อยสิครับ ว่าทำไมลายเส้นพารามิตริกที่คำนวณการรับน้ำหนักและทิศทางลมชุดนี้ ถึงมีลายมือและเอกลักษณ์การวางสเปซแบบเดียวกับ 'สถาปนิกเงา' ที่ยื่นใบลาออกจากโปรเจกต์เดอะ ฟอเรสต์ เมื่อปีที่แล้วแบบพิมพ์เดียวกันเป๊ะ"
แรงกดดันในห้องประชุมพุ่งสูงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก กรรมการผู้จัดการใหญ่หันขวับมามองรินรดาทันที ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจปนระคนสงสัย เพราะโปรเจกต์ 'เดอะ ฟอเรสต์' มูลค่าหลายพันล้านบาทที่อคินเพิ่งเขียนบทความวิจารณ์สับเละไปเมื่อเช้านี้ คือเสาหลักของบริษัทในไตรมาสนี้
รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผชิญหน้ากับดวงตาคมกริบของนักวิจารณ์หนุ่มผู้ทรงอิทธิพล เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ความเย็นชาบนใบหน้าของเธอคือเกราะป้องกันชั้นดีที่ถูกหล่อหลอมมาจากอุดมการณ์อันดื้อรั้น
"ถ้าคุณอคินใช้เวลาอ่านบทความวิจารณ์ของตัวเองให้ละเอียดกว่าการนั่งจับผิดลายเซ็น คุณก็น่าจะรู้ว่าเหตุผลที่ฉันถอนตัวออกจากโปรเจกต์นั้น ไม่ใช่เพราะฉันไร้ความสามารถ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่ซ่อนในปลอกไหม "แต่เป็นเพราะฉันปฏิเสธที่จะสร้างตึกที่ใช้คอนกรีตเกินความจำเป็นถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ เพียงเพื่อแลกกับความอลังการไร้แก่นสารที่คุณเองก็เคยประณามว่ามันทำลายระบบนิเวศเมืองในหนังสือเล่มล่าสุดของคุณ... หรือว่าหลักการรักษ์โลกที่คุณเขียนขายมันเป็นแค่ตัวหนังสือประดับบารมี ที่พอเจอผลประโยชน์เข้าจริงๆ คุณก็พร้อมจะเหยียบย่ำมันเพื่อชื่อเสียงในการเป็นนักวิจารณ์ฝีปากกล้ากันแน่ล่ะครับ?"
คำถามย้อนกลับที่เจ็บแสบและตรงจุดทำให้อคินชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มเยาะบนมุมปากของเขาแข็งค้าง ดวงตาที่เคยพราวระยับด้วยชัยชนะเปลี่ยนเป็นความมืดมนลุ่มลึก เขากวาดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย มันคือความโกรธที่ถูกท้าทาย ผสมผสานกับความเร้าใจประหลาดที่หาไม่ได้อีกแล้วในวงการสถาปัตยกรรมที่เต็มไปด้วยการประจบสอพลอ
"ปากกล้าดีนี่ครับ..." อคินโน้มตัวไปข้างหน้า มือประสานกันบนโต๊ะ จ้องมองเธอราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่อที่ต่อสู้ยิบตา "แต่ความจริงก็คือความจริง บทความวิจารณ์ชิ้นใหม่ของผมที่ตีพิมพ์ออกไปเมื่อเช้า ได้ถูกส่งตรงถึงโต๊ะของคณะกรรมการบริษัทคุณเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้... ทางบอร์ดบริหารกำลังพิจารณาระงับโปรเจกต์ร่วมทุนมูลค่าสามพันล้านบาทที่คุณดูแลอยู่ จนกว่าจะมีการตรวจสอบความโปร่งใสของ 'เงา' อย่างคุณ"
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบโต๊ะประชุม กรรมการผู้จัดการใหญ่หน้าซีดเผือด รีบหันมาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "คุณรินรดา! เรื่องนี้มันหมายความว่ายังไง! ถ้าโปรเจกต์นี้ถูกระงับ บริษัทเราเสียหายยับเยินแน่!"
รินรดาไม่ได้หันไปมองเจ้านายของเธอ สายตาของเธอยังคงตรึงอยู่ที่อคิน ผู้ชายคนนี้ใช้ปลายปากกาเพียงด้ามเดียวทำลายหยาดเหงื่อและเวลาแรมปีของเธอลงในพริบตา ความโกรธแค้นระลอกใหญ่ตีตื้นขึ้นมาในอก แต่เธอกลับเลือกที่จะระบายมันออกมาด้วยรอยยิ้มบางเบาที่เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง
"คุณกลัวความจริงสินะครับ... คุณอคิน" รินรดาพูดเบาๆ แต่ทุกคำชัดเจนก้องกังวลในความเงียบ "คุณกลัวว่าถ้าโปรเจกต์นี้สร้างเสร็จ โลกจะรู้ว่าสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืนและงดงามโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทุนมหาศาลมันมีอยู่จริง และมันจะทำให้บทความวิจารณ์ขายดีของคุณกลายเป็นแค่เศษกระดาษไร้ค่า"
อคินนิ่งงันไปชั่วขณะ หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำในอกด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจนิยามได้ ผู้หญิงคนนี้มองทะลุตัวตนจอมปลอมที่สังคมสร้างให้เขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่มีใครกล้าพูดกับเขาแบบนี้มานานนับปี ทุกคนเกรงกลัวอิทธิพลของเขา ยกเว้นเธ... สถาปนิกไร้เงาผู้ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามทางอุดมการณ์
ก่อนที่ใครในห้องประชุมจะได้เอ่ยคำพูดใดออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือบนกระเป๋าเสื้อสูทของอคินก็สั่นครืดคราดขึ้นทำลายบรรยากาศอันตึงเครียด เขาเหลือบมองหน้าจอเพียงแวบเดียว สีหน้าเรียบเฉยเมื่อครู่กลับเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดอย่างฉับพลัน
อคินกดรับสายด้วยสีหน้าสุขุม แต่เสียงปลายสายที่ลอดออกมาผ่านลำโพงเบาๆ ทำให้ทุกคนในห้องต้องเงี่ยหูฟัง
*“คุณอคินครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้ว บทความที่คุณเขียนวิจารณ์โปรเจกต์ของรินรดาถูกสั่งระงับการเผยแพร่จากกองบรรณาธิการใหญ่แล้วนะครับ... แถมตอนนี้ มีชายปริقนาคนหนึ่งส่งเอกสารลับชิ้นใหม่มาเปิดโปงเบื้องหลังบทความของคุณ ว่าคุณมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับกลุ่มทุนคู่แข่ง... ตอนนี้สำนักพิมพ์กำลังจะแถลงข่าวปฏิเสธบทความของคุณแล้วครับ!”*
รินรดายิ้มมุมปากทันทีที่ได้ยินประโยคดังกล่าว เธอมองหน้าอคินที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ฉายแววตื่นตระหนก แต่กลับเต็มไปด้วยประกายความฉงนที่พยายามค้นหาคำตอบ
"ดูเหมือนว่า... ปากกาที่ใช้ทำลายโลกของคุณ จะเริ่มหันกลับมาเชือดเฉือนตัวคุณเองแล้วนะครับ คุณอคิน" รินรดากระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "และคำถามก็คือ... ใครกันแน่ที่เป็นคนส่งเอกสารชิ้นนั้นให้สำนักพิมพ์ ในเมื่อคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด มีเพียงแค่เราสองคนเท่านั้น"
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในห้วงความคิดและเกมจิตวิทยานี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สถาปนิกไร้เงา กับนักวิจารณ์ผู้ปราศจากหัวใจ•ตอนที่ 2
ปากกาที่ทำลายโลก
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับนักวิจารณ์ผู้ปราศจากหัวใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!