"ถ้าคุณก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะถือว่านี่คือการบุกรุกยามวิกาล และกฎหมายบ้านป่าเมืองเถื่อนแถบนี้ ก็มีวิธีต้อนรับแขกไม่เชิญแบบสาสมเช่นกันค่ะ!"
เสียงใสราวกับระฆังแก้วแต่เฉียบคมราายใบมีดโกนของเหมยดังขึ้น พร้อมๆ กับร่างเพรียวบางที่ก้าวข้ามธรณีประตูห้องโถงออกมา สายตาคมกริบกวาดมองชายแปลกหน้าในชุดสูทสากลราคาแพงที่ยืนยัดเยียดรอยยิ้มเจื่อนอยู่หน้าประตูรั้วที่พังยับเยิน ใบหน้านั้นดูสะอาดสะอ้านและคุ้นตาอย่างประหลาด ทว่ากลับสร้างความรู้สึกคลื่นไส้ให้แก่เหมยยิ่งกว่ากลิ่นโคลนเน่าเสียอีก
ผู้กองกวินไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกมา เขายืนนิ่งสงաբอยู่เคียงข้างเหมย ร่างสูงใหญ่ในเสื้อกล้ามเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อตึงแน่นและรอยแผลเป็นจากสนามรบ มือหนาแกร่งข้างหนึ่งวางนิ่งอยู่บนด้ามมีดพกประจำตัว รังสีความกดดันระดับนายทหารหน่วยรบพิเศษแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ชายในชุดสูทกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ รีบยกมือขึ้นทั้งสองข้างเชิงยอมจำนนทันที
"คุณเหมย... และคุณ... เอ่อ นายทหารท่านนี้ ใจเย็นๆ ก่อนครับ ผมไม่ได้มาหาเรื่อง ผมชื่อ 'กรณ์' เป็นทนายความส่วนตัวของตระกูลคุณพงศกร และเป็นตัวแทนของ... คุณหญิงแม่เลี้ยงของคุณครับ"
ชื่อที่ถูกเอ่ยออกมาทำให้มุมปากของเหมยกระตุกยิ้มเหยียดหยามทันที ตระกูลพงศกรอย่างนั้นหรือ? ฝ่ายนั้นคงร้อนรนจนนั่งไม่ติดเก้าอี้แล้วสินะ หลังจากที่เธอจัดการตบหน้าพวกมันกลางตลาดด้วยการยึดโฉนดที่ดินคืน และเปิดโปงความสกปรกของลุงชวนจนแทบไม่มีแผ่นดินจะซุกหัวนอน ตอนนี้ถึงกับต้องส่งทนายมือดีมาเจรจาถึงประตูบ้านกลางดึกเชียวหรือ
"ทนายหรือคะ? ช่างขยันขันแข็งเสียจริง เดินทางมาไกลจากเมืองหลวงเพื่อมาสูดกลิ่นมูลควายในไร่ร้างกลางดึกเนี่ยนะ" เหมยแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตากลมโตหรี่ลงพิจารณาร่างตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจ "เชิญกลับไปซะค่ะ บอกคนที่จ้างคุณมาว่า ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับพวกเลือดเย็นไร้ยางอาย และถ้ายังไม่ไสหัวไป ฉันจะปล่อยให้ผู้กองกวินต้อนรับคุณด้วยวิธีของทหารพราน... ซึ่งรับรองว่าคุณคงไม่อยากสัมผัสแน่นอนค่ะ"
"เดี๋ยวครับ! คุณเหมย ได้โปรดฟังผมก่อน" ทนายกรณ์รีบละล่ำละลักละลาน พร้อมกับก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวเมื่อเห็นกวินขยับตัวเข้าประชิด "คุณหญิงท่านไม่ได้ส่งผมมาขู่ครับ... แต่ท่านส่งผมมา 'เสนอข้อแลกเปลี่ยน' ที่คุณปฏิเสธไม่ลงต่างหาก"
กวินหรี่ตามองชายแปลกหน้าอย่างพิจารณา ก่อนจะหันมาสบตากับเหมยเพื่อขอสัญญาณ เหมยยกมือขึ้นห้ามปรามนิ่งๆ ใบหน้าสวยเฉี่ยวนิ่งสงบ ทว่าสมองกลับหมุนวนเร็วจี๋ด้วยความเร็วสูง ทนายความส่วนตัวที่มีสีหน้าตื่นตระหนกปนหวาดระแวงเช่นนี้ แปลว่าข้อเสนอที่ถือมาต้องมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ตระกูลใหญ่ยอมก้มหัวให้เธอในระดับหนึ่งทีเดียว
"เข้ามาคุยข้างในค่ะ ยืนตากน้ำค้างตรงนี้ เดี๋ยวชาวบ้านจะหาว่าฉันใจร้ายรังแกคนแก่ที่แต่งตัวดูดีเกินฐานะ" เหมยหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องโถงโดยไม่รอคำอนุญาต กวินเดินตามประกบติดไม่ห่าง สายตาคมปลาบยังคงจดจ้องทุกฝีก้าวของทนายหนุ่ม
เมื่อทนายกรณ์ก้าวเข้ามาภายในบ้านที่ถูกรีโนเวตใหม่จนกลิ่นอายความทรุดโทรมจางหายไป เหลือเพียงความสะอาดสะอ้านและกลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรพื้นบ้าน ดวงตาภายใต้กรอบแว่นราคาแพงก็ฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด เขาวางกระเป๋าเอกสารลงบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างระมัดระวัง ก่อนจะนั่งลงตามคำผายมือของเหมย
"ว่ามาค่ะ ทนายกรณ์ คุณมีเวลาสามนาที ก่อนที่ฉันจะหมดความอดทนแล้วเรียกหมาป่าหลังบ้านมาต้อนรับคุณแทน" เหมยเอ่ยเสียงเรียบ พลางรินชาร้อนกลิ่นเตยหอมกรุ่นลงในจอกดินเผาส่งให้กวิน และเผื่อแผ่มายังแขกไม่ได้รับเชิญด้วย
"ขอบคุณครับ..." ทนายกรณ์รับจอกชาด้วยมือสั่นเทาเล็กน้อย เขาสูดกลิ่นหอมละมุนเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะวางลงอย่างนอบน้อม "เรื่องของเรื่องคือ... คุณหญิงและคุณท่านทราบเรื่องที่คุณเหมยถือครองโฉนดแปลงนี้แล้ว และพวกท่านตระหนักดีว่า การกระทำของลุงชวนกับญาติคนอื่นๆ เป็นเรื่องที่ไร้มนุษยธรรมเกินไป... ทางเราจึงต้องการ 'เคลียร์พื้นที่' ทางกฎหมายให้เด็ดขาดครับ"
"เคลียร์พื้นที่? พูดให้มันเข้าใจง่ายๆ หน่อยค่ะ อย่ามาใช้สำนวนนักกฎหมายกับฉัน" เหมยเท้าคางมองด้วยแววตารู้ทัน
"พูดง่ายๆ ก็คือ... คุณหญิงยินดีจะเซ็นสละสิทธิ์การอ้างEกรรมสิทธิ์ใดๆ ในที่ดินแถบนี้ทั้งหมด และจะจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายย้อนหลังให้คุณเหมยเป็นก้อนโต... แลกกับการที่ท่านจะไม่ถูกเปิดโปงเรื่องการทุจริตเงินกองทุนมูลนิธิที่ดิน ที่เชื่อมโยงกับชื่อของคุณลุงชวนครับ" ทนายกรณ์กล่าวพร้อมกับเปิดกระเป๋า หยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลออกมาวางตรงหน้า
เหมยเลิกคิ้วสูงขึ้นเล็กน้อย หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นแต่นิ่งสงบภายนอก สมองสตรีทสมองเพชรคำนวณตัวเลขและผลได้ผลเสียในเสี้ยววินาที ตระกูลพงศกรกลัวเรื่องการทุจริตมูลนิธิมากกว่าเสียหน้าดินรกร้างพวกนี้สินะ เพราะถ้าเรื่องนี้หลุดไปถึงมือสื่อหรือ ป.ป.ช. อนาคตทางสังคมของตระกูลใหญ่คงพังพินาศในชั่วข้ามคืน
"เงินชดเชยเท่าไหร่คะ?" เหมยถามเสียงเรียบ
"ห้าล้านบาทครับ... และโฉนดที่ดินอีกสามแปลงรอบข้างที่จะถูกโอนเป็นชื่อของคุณเหมยแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากภาระผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น" ทนายกรณ์ยื่นข้อเสนอที่คิดว่าอีกฝ่ายจะต้องกรีดร้องด้วยความดีใจออกมา
ทว่า เหมยกลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ความสุขนั้นทำเอาทนายหนุ่มถึงกับขนลุกซู่
"ห้าล้านกับที่ดินอีกสามแปลง... ฟังดูใจป๋าดีนี่คะ แต่คุณลืมคิดไปอย่างหนึ่ง... ที่ดินแปลงนี้และแปลงข้างเคียง ถ้าฉันใช้ฝีมือของตัวเองพัฒนาขึ้นมา อีกไม่กี่ปีมูลค่ามันจะพุ่งทะยานไปถึงเท่าไหร่? และที่สำคัญที่สุด..." เหมยโน้มตัวเข้าไปใกล้ แววตาดุดันราวกับเสือสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทนายหนุ่ม "ชื่อเสียงและเกียรติยศของตระกูลพงศกร ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน มันมีค่าแค่ห้าล้านบาทเองหรือคะ?"
ทนายกรณ์หน้าซีดเผือด เขากลืนน้ำลายฝืดคอจนแทบสำลัก "คุณเหมย... นี่คือข้อเสนอสูงสุดแล้วนะครับ ถ้าคุณปฏิเสธ..."
"ถ้าฉันปฏิเสธ คุณหญิงของคุณก็คงต้องเตรียมตัวต้อนรับหมายศาลและข่าวหน้าหนึ่งในสัปดาห์หน้าสินะคะ" เหมยพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด "กลับไปบอกพวกมันค่ะว่า ห้าล้านบาทฉันไม่เอา... แต่ฉันต้องการ 'สิทธิ์การใช้น้ำบาดาลหลวง' ทั้งหมดในอำเภอ และ 'ใบอนุญาตประกอบกิจการฟาร์มสเตย์เชิงเกษตรแบบยกเว้นภาษีสิบปี' เซ็นมาให้เรียบร้อยภายในสามวัน ไม่เช่นนั้น... เตรียมตัวรับแรงกระแทกได้เลยค่ะ!"
ทนายกรณ์อ้าปากค้าง ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน ข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่แค่การเรียกค่าไถ่ แต่มันคือการฮุบสัมปทานเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ไว้ในมือของหญิงสาวคนเดียว!
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดยามสายส่องกระทบผืนดินสีดำสนิทที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทั่วทั้งบริเวณไร่ตระกูลเดิมที่เคยรกร้างเต็มไปด้วยวัชพืช บัดนี้กลับถูกเนรมิตให้กลายเป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แปลงผักสลัดออร์แกนิกเขียวขจีส่งกลิ่นหอมสดชื่น ลำธารสายเล็กที่ถูกขุดลอกใหม่ใสสะอาดจนเห็นฝูงปลาตัวเล็กว่ายวน
เหมยสวมหมวกปีกกว้างและผ้ากันเปื้อนสีมอ มือเรียวถือกระดาษแปลนพิมพ์เขียวสำหรับการสร้าง 'ฟาร์มสเตย์' ในฝัน โดยมีผู้กองกวินคอยช่วยตอกเสาไม้ไผ่ทำโครงสร้างเรือนพักรับรองนักท่องเที่ยวอย่างขยันขันแข็ง กลิ่นหอมของซุปกระดูกหมูเคี่ยวกับหัวไชเทือกภูเขาโชยมาจากห้องครัวชั่วคราว เรียกเสียงท้องร้องเบาๆ ของกวินจนเหมยต้องแอบอมยิ้ม
"พักก่อนเเถอะค่ะผู้กอง งานสร้างไร่สวยด้วยมือเราเนี่ย ไม่ได้เสร็จได้ภายในวันเดียวหรอกนะคะ" เหมยเอ่ยแซحพลางยื่นผ้าเย็นให้ชายหนุ่ม
กวินรับมาเช็ดเหงื่อตามใบหน้าคมคาย ดวงตาคมเข้มมองหญิงสาวด้วยความรู้สึกอบอุ่นลึกซึ้ง "ไม่เหนื่อยครับ ได้อยู่กับคุณ... ต่อให้ต้องสร้างภูเขาอีกสักลูกผมก็ทำได้"
"ปากหวานเสียจริง ระวังเถอะค่ะ เดี๋ยวฉันจะให้กินผักต้มไร้เกลือทั้งสัปดาห์เลยนี่" เหมยค้อนให้เบาๆ อย่างหมั่นไส้ ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่น ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ราคาแพงหลายคันก็ดังกระหึ่มขึ้นที่หน้าปากทางเข้าไร่ ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ
รถตู้สีดำสนิทสามคันจอดสนิทเรียงราย ประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างของชายสูงวัยในชุดสูทพรีเมียมคนหนึ่งก้าวลงมา พร้อมด้วยชายฉกรรจ์ชุดดำอีกเกือบสิบคนเดินตามหลังมาติดๆ เหมยหรี่ตามองด้วยความฉงน ขณะที่กวินก้าวเข้ามาขวางหน้าเธอไว้อัตโนมัติ มือหนาเอื้อมไปจับด้ามปืนพกข้างเอวทันที
ทว่า ชายสูงวัยคนนั้นกลับไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม เขายกมือขึ้นห้ามลูกน้อง นัยน์ตาฝ้าฟางแต่ทรงอำนาจกวาดมองไปรอบไร่ที่เขียวขจี ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของเหมย พร้อมกับรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความใจดีจอมปลอม
"เก่งมากนี่... หลานสาวตัวดี กล้าต่อรองกับตระกูลพงศกรถึงขนาดนี้เชียวหรือ?" เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น พร้อมกับที่ชายชราก้าวเข้ามาใกล้รั้วไม้ไผ่ที่เพิ่งซ่อมเสร็จ "ฉันคือปู่แท้ๆ ของเธอ... และวันนี้ ฉันมาเพื่อทวงทุกอย่างที่เป็นของตระกูลเราคืน!"
***
(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฟื้นฟูไร่ไปกับความแซ่บและฟินของน้องเหมยและผู้กองกวินนะคะ! โปรดติดตามตอนต่อไปว่าศึกสายเลือดครั้งนี้จะจบลงอย่างไร ห้ามพลาดเดขาดค่ะ!)
เซียนเกษตรสาวกับนายทหารมาดเข้ม: ปฏิบัติการฟื้นฟูไร่ร้างให้เป็นสวรรค์•ตอนที่ 10
ไร่สวยด้วยมือเรา
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกษตรสาวกับนายทหารมาดเข้ม: ปฏิบัติการฟื้นฟูไร่ร้างให้เป็นสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!