เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า•ตอนที่ 1

กระจกที่ไม่มีวันขยับ

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
“คุณกำลังพยายามจะบอกว่า สิ่งที่ผมเห็น… เป็นเพียงจินตนาการของคนป่วยงั้นหรือคะ?” เสียงของรินสั่นพร่าขณะกดปลายนิ้วลงบนขอบกระจกบานใหญ่ในห้องทำงานของศิลา ความเย็นเยียบของเนื้อแก้วแทรกซึมผ่านปลายนิ้วลึกเข้าไปถึงกระดูก เธอมองผ่านเงาสะท้อนของตัวเองไปหาชายหนุ่มที่นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ เขาไม่ได้ขยับตัวมานานหลายนาทีแล้ว ราวกับรูปปั้นที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อเป็นพยานให้กับการแตกสลายของเธอ ศิลาขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อย แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสะท้อนบนเลนส์จนมองไม่เห็นแววตา “คำว่า ‘จินตนาการ’ เป็นคำที่หยาบคายเกินไปสำหรับคนไข้ของผมนะริน ความทรงจำของคุณมันเปราะบางเหมือนแก้วที่ผ่านการเจียระไนมาหลายครั้งจนผิดรูป คุณแค่กำลังพยายามเติมเต็มช่องว่างที่หายไปด้วยสิ่งที่คุณหวาดกลัวที่สุดก็เท่านั้น” รินแค่นยิ้ม ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เธอผินหน้ากลับมามองกระจกเงาตรงหน้าอีกครั้ง มันเป็นกระจกเงาสูงจรดเพดาน กรอบไม้แกะสลักลวดลายเถาวัลย์ดูคดเคี้ยวราวกับงูที่กำลังเลื้อยรัดกันเอง เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของตัวเองในนั้น รูม่านตาที่ขยายกว้างพยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านหมอกสีเทาในความทรงจำที่หายไป “ฉันไม่ได้กลัวที่สิ่งที่ฉันเห็นศิลา... ฉันกลัวสิ่งที่ฉัน 'เป็น' มากกว่า” เธอค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นช้าๆ ปลายนิ้วแตะที่เปลือกตาของตนเองพร้อมกับหลับตาลงเพื่อซึมซับความเงียบงันที่บีบคั้นอยู่ในห้อง ในจังหวะที่เธอลืมตาขึ้นช้าๆ เพื่อจะจ้องมองเงาสะท้อนอีกครั้งนั้นเอง หัวใจของเธอก็แทบหยุดเต้น เงาของเธอ... ดวงตาคู่นั้นยังคงปิดสนิทอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้นตามมาหลังจากที่รินลืมตาไปแล้วครึ่งวินาที เป็นครึ่งวินาทีที่ยาวนานราวกับกัลปาวสาน ลมหายใจของรินขาดห้วง มือที่วางบนกระจกสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ เธอเห็นอย่างชัดเจน—เห็นการเคลื่อนไหวที่ผิดจังหวะของเงาสะท้อนที่ควรจะเป็นเธออย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่ความผิดพลาดของแสง หรืออาการตาลายที่เกิดจากความเหนื่อยล้า แต่มันคือการที่ 'อีกคน' ในนั้นตัดสินใจจะลืมตาช้ากว่าเธอ ศิลายังคงนั่งนิ่ง เขาหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาจดบันทึกด้วยท่วงท่าที่สุขุมเกินไป “ริน? คุณเงียบไป มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า” รินไม่ตอบ เธอจ้องเขม็งไปยังเงาในกระจกที่ตอนนี้กลับมาขยับพร้อมกับเธออีกครั้งอย่างแนบเนียนราวกับนักแสดงมืออาชีพที่เพิ่งรู้ตัวว่าทำพลาด รินค่อยๆ เคลื่อนมือขวาไปตามขอบกระจกอย่างเชื่องช้า และเงาในกระจกก็ทำตาม... แต่มันมีแรงต้านบางอย่างที่เธอรู้สึกได้ผ่านสัมผัส ราวกับว่าพื้นผิวของกระจกไม่ใช่แก้วที่ไร้ชีวิต แต่มันคือผิวหนังของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่กำลังหายใจอยู่ใต้ฝ่ามือของเธอ “ศิลา...” รินกระซิบ น้ำเสียงแหบพร่า “ถ้าฉันไม่ใช่คนเดียวที่อาศัยอยู่ในร่างนี้ แล้วคุณเป็นใครกันแน่... คุณกำลังรักษาฉัน หรือคุณกำลังเฝ้ามองอะไรบางอย่างที่กำลังจะฟักตัวออกมากันแน่” ศิลาวางปากกาลง เสียงกระทบของมันดังสะท้อนก้องในห้องที่เงียบงัน เขาผุดลุกขึ้นยืน ก้าวเดินผ่านความมืดสลัวเข้ามาใกล้เธอจนแผ่นหลังของรินสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา เขาโน้มตัวลงมาข้างหู กลิ่นจางๆ ของกระดาษเก่าและน้ำหอมราคาแพงทำให้น่าเวียนหัว “ถ้ากระจกบานนี้เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมต่อคุณกับความจริง...” ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลจนน่าขนลุก “คุณคิดว่าถ้าวันหนึ่ง คุณขยับตัวแต่เงาในกระจกไม่ยอมขยับตาม... คุณจะกลายเป็นกระจก หรือเงาจะเป็นฝ่ายกลายเป็นคนแทนกันล่ะ?” เขายื่นมือมาแตะที่ไหล่ของเธอ รินสะดุ้งสุดตัวและถอยห่าง แต่ในจังหวะที่เธอหันไปเผชิญหน้ากับศิลา สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นเงาสะท้อนของเขาในกระจกอีกครั้ง รินแทบกรีดร้องออกมา แต่เสียงกลับติดอยู่ที่ลำคอ ในกระจก... เงาของศิลากำลังจ้องมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและอำนาจที่เหนือกว่า ผิดกับศิลาตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอซึ่งกำลังมีสีหน้ากังวลอย่างเสแสร้ง และที่น่ากลัวกว่านั้นคือ... มือของศิลาที่วางอยู่บนไหล่ของเธอนั้น ในเงาสะท้อนบนกระจก มือข้างนั้นกลับไม่ได้วางอยู่บนไหล่ของริน แต่กลับกำลังบีบคอของเงาสะท้อนของเธอเอาไว้แน่น รินตัวแข็งทื่อ เธอตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าคลั่งที่สุดในชีวิต—เธอสะบัดมือไปหยิบกรอบรูปทองเหลืองหนักๆ บนโต๊ะข้างๆ แล้วเหวี่ยงมันเข้าใส่กระจกบานนั้นสุดแรงเกิด *เพล้ง!* เสียงแก้วแตกละเอียดดังก้องไปทั่วห้อง ทว่าเมื่อฝุ่นละอองของเศษกระจกค่อยๆ จางลง รินกลับพบกับความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม เพราะในขณะที่กระจกเบื้องหน้าแตกกระจายจนเห็นกำแพงสีซีดด้านหลัง แต่เงาสะท้อนในเศษกระจกชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่ยังติดอยู่ที่กรอบ... กลับยังคงแสดงภาพของศิลาที่กำลังบีบคอเธออยู่—โดยที่ศิลาตัวจริงที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอ กลับไม่มีเงาสะท้อนปรากฏอยู่ในเศษกระจกชิ้นนั้นเลยแม้แต่น้อย ศิลาขยับยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน มันบิดเบี้ยวและเย็นเยียบ “ดูเหมือนความทรงจำของคุณจะเริ่มแตกสลายพร้อมกับของเล่นชิ้นโปรดแล้วสินะริน... น่าเสียดายที่กฎของบ้านหลังนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า หากเงาพังทลาย เจ้าของเงาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อในห้องนี้อีกต่อไป” เขาก้าวถอยหลังเข้าสู่เงามืดของมุมห้อง ก่อนที่ไฟในห้องจะดับวูบลงพร้อมกับเสียงล็อคประตูดังมาจากด้านนอก รินอยู่คนเดียวในความมืด พร้อมกับความจริงที่ว่า... ในห้องนี้ไม่ได้มีแค่เธออีกต่อไป ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ความมืดมิดไปพร้อมกับกระจกเงาต้องสาปนะคะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนเร้น: บันทึกปริศนาหลังกระจกบานที่เก้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%